จากการลงพื้นที่ทีมข่าวไทยพีบีเอส พบว่า การย้ายขั้วทางการเมือง กลายเป็นประเด็นหลักที่ประชาชนพูดถึง ทั้งความคาดหวัง และความผิดหวัง
โดยเฉพาะการย้ายไปบ้านหลังใหม่ ของอดีต สส.เพื่อไทย ชูวิทย์ (กุ่ย) พิทักษ์พรพัลลภ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย 9 สมัย และลูกสาว ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในพื้นที่อย่างมาก
ชูวิทย์ (กุ่ย) พิทักษ์พรพัลลภ อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย 9 สมัย
เมื่อชูวิทย์ ตัดสินใจย้ายซบพรรคกล้าธรรม พร้อมลาออกจากเพื่อไทยทันที ไม่รอเกมการเมือง ไม่รอจังหวะต่อรอง พร้อมยืนยันเหตุผลเดียวที่อยู่พรรคเดิมต่อไม่ได้ คือ “ทำงานไม่ได้” เขาเปรียบการเมืองในพรรค “เหมือนเวทีหมอลำที่คนแน่นเวที” กว่าจะได้ขึ้นร้อง
แรงสั่นสะเทือนยังไม่จบ เมื่อลูกสาว กานต์ สุดารัตน์ สส.อายุน้อยสุด วัย 30 ปี ย้ายจากเพื่อไทยไปสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย ชูวิทย์บอกว่า ทุกอย่างมีเหตุผล และมีจังหวะเป็นช่วงที่ภูมิใจไทย “ขาดนางเอกหมอลำ” และกานต์ได้โอกาสพอดี
กานต์ สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ลูกสาว ชูวิทย์ กุ่ย
เมื่อถูกถามว่า หากวันหนึ่งเพื่อไทยมาง้อจะกลับหรือไม่ ? ชูวิทย์ตัดบทไม่ขอพูดถึง เพราะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า บอกไว้ชัดแค่มายืมตัวมาช่วยงาน อนาคตยังไม่แน่นอน ชูวิทย์เผยว่า ตลอดเส้นทางการเมือง 9 สมัย ไม่เคยมีตำแหน่งในรัฐบาลแม้แต่ตำแหน่งเดียว
ถามว่าน้อยใจไหม ? เขาไม่พูด แต่ไม่ปฏิเสธ ยืนยันสิ่งที่ทำไม่ใช่ การทรยศอดุมการณ์ และเชื่อชาวบ้านจะเลือกผู้แทนที่ยืนเคียงข้างประชาชน
ผมและลูกไม่ใช่งูเห่า เขาอยู่จนถึงขั้นยุบสภา สส. สามารถย้ายพรรคได้ เขาก็ไปคุยกับ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เขาเป็นงูเห่าตรงไหน เขาย้ายจากเพื่อไทย มาภูมิใจไทย แล้วตี๋เล็ก ย้ายจากเพื่อไทย ไปอยู่ ภูมิใจไทยเป็นงูอะไร
ส่วนคำว่าผิดหวังอย่างที่สุดคำนี้คงอธิบายความรู้สึกของ “ตี๋เล็ก” เชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ อดีต สจ.หลายสมัย และผู้สมัคร สส.เขต 7 จ.อุบลราชธานี ได้ชัดเจนที่สุด หลังจากการเลือกตั้งครั้งนี้ เขา “ไม่ได้รับเลือก ” จากพรรคที่ตนเองทุ่มเทแรงกายแรงใจให้มาตลอด ให้เป็นผู้สมัคร สส.
“ตี๋เล็ก” เชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ อดีต สจ.หลายสมัย และผู้สมัคร สส.เขต 7 จ.อุบลราชธานี
ความรู้สึกของตี๋เล็กไม่ต่างจากคนอกหักตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาบอกว่า ลงพื้นที่ ทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง แม้การเลือกตั้งครั้งก่อนจะพ่ายแพ้ แพ้คะแนนให้คู่แข่ง จากพรรคเพื่อไทย “สส.กานต์” สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ลูกสาว “ชูวิทย์ กุ่ย ” ไปประมาณ 5,000 คะแนน
แต่เขาก็ยังไม่ถอย ยังคงทำงานในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ เลือกตั้ง ปี 2569 เขต 7 อุบลราชธานี กลายเป็นพื้นที่ที่ถูกจับตามองอย่างมาก เมื่อ ตี๋เล็กตัดสินใจ กลับมาลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย พรรคการเมืองบ้านเดิมของตระกูล นับตั้งแต่สมัยพ่อ “อดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์” ที่เคยได้รับความไว้วางใจเป็น สส.มาแล้วถึง 12 สมัย
แม้การเปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนพรรคจะเป็นเรื่องปกติของเกมการเมือง แต่ตี๋เล็ก บอกว่าการที่คนทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง กลับไม่ได้รับเลือกให้เป็นตัวจริงในการ ลงสมัครย่อมสร้างบาดแผลทางความรู้สึกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งภูมิใจไทย ส่งคนที่ลงสมัคร สส.ในเขต 7 คือ สส.กานต์ สุดารัตน์ ที่ย้ายขั้วมาจาก เพื่อไทยไม่ใช่ใครอื่นไกล
ปี 2566 เป็นการเลือกตั้ง สส.คะแนน 5,000 คะแนน ขณะนั้นพรรคที่ผมอยู่ไม่ได้รับความนิยมเหมือนตอนนี้ พี่น้องเข้าถึงได้น้อย แต่ก็ยอมรับว่าพรรคเก่าที่ผมอยู่ ได้รับการการพัฒนา แต่ด้วยความมั่นใจ ได้ทำพื้นที่ให้ประชาชน เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะได้รับชัยชนะ
เมื่อไปดูคะแนนก่อนศึกย้ายค่ายอลเวง สนามเลือกตั้ง เขต 7 อุบลราชธานี ตัวเลขชัด ก่อนเกมเปลี่ยนสี ปี 2566 กานต์ สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ในนามพรรคเพื่อไทย ได้ 38,533 คะแนน หรือ 43.55 %
ขณะที่คู่แข่ง ตี๋เล็ก เชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ในนามพรรคภูมิใจไทย ได้ 33,499 คะแนน หรือ 37.86% แต่เลือกตั้งรอบใหม่ ปี 2569 ทั้งสองคน สลับค่ายกานต์ ย้ายสวมเสื้อภูมิใจไทย ตี๋เล็ก กลับบ้านเดิมในนามพรรคเพื่อไทย คะแนนเดิมยังอยู่หรือไม่หรือจะย้ายตามตัวผู้สมัคร
“ตี๋เล็ก” เชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ อดีต สจ.หลายสมัย และผู้สมัคร สส.เขต 7 จ.อุบลราชธานี
หากย้อนดูสนามเลือกตั้งจังหวัดอุบลราชธานี ศึกระหว่าง เพื่อไทย กับ ภูมิใจไทย ตัวเลขฟ้องชัดว่า เกมอำนาจเปลี่ยนมาอย่างไร ปี 2554 เพื่อไทย ครองจังหวัด ได้ถึง 7 ที่นั่ง ขณะที่ภูมิใจไทย ไม่สามารถชนะได้แม้แต่เขตเดียว
ปี 2562 เลือกตั้งบัตรใบเดียว เพื่อไทยยังยืนหนึ่ง 7 ที่นั่ง ภูมิใจไทย ยังไม่ใช่คู่แข่งหลักในสนามนี้ แต่ปี 2566 กระดานเปลี่ยนทันที เพื่อไทย เหลือเพียง 4 เขต ขณะที่ภูมิใจไทย แจ้งเกิด คว้าไปได้ถึง 3 เขต
เขต 7 อุบลราชธานี กำลังกลายเป็นสนามดูด สส.จากผลสำรวจคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เปรียบเทียบสองช่วงเวลา พฤษภาคม 2566 กับพฤศจิกายน 2568 พบว่า กระแสการเมืองเปลี่ยนชัด คะแนนนิยม เพื่อไทยลดลง พรรคประชาชนลดลง
ขณะที่ ภูมิใจไทยกลับเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ พรรคประชาชน จากเดิมเคยได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ราว 27 % ล่าสุดเหลือเพียงประมาณ 7–9 % เท่านั้น อาจารย์ประเทือง ม่วงอ่อน ผู้ทำวิจัยพฤติกรรมการเลือกตั้ง มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ตั้งแต่ปี 2562-2569 เขต 7 อุบลฯ ระบุว่า
เกมเลือกตั้งรอบนี้ คะแนนพรรคเพื่อไทยกับภูมิใจไทย ไล่กันมากกว่าที่เคย ทำให้ “ตัวแปรบุคคล” กลายเป็นตัวตัดสินชี้ขาด งานวิจัยยังพบว่า ภูมิใจไทยใช้กลยุทธ์ทุ่มเฉพาะเขตที่มีโอกาสชนะสูงและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในภาคอีสาน
ขณะที่คะแนนที่หายไปจากพรรคประชาชน ไม่ได้ไหลกลับเพื่อไทยทั้งหมดแต่กระจายไปยังพรรคอื่น รวมถึงภูมิใจไทย อีกปัจจัยสำคัญคือ สถานการณ์ชายแดน อุบลราชธานี เป็นจังหวัดชายแดน ทุกความตึงเครียด กระทบความรู้สึกประชาชนโดยตรงและอาจทำให้กระแสการเมืองเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว
จากการทำวิจัยตั้งแต่ปี 2562 ต่อเนื่องถึงปี 2566 พบว่า พรรคภูมิใจไทยมีกลยุทธ์มุ่งเน้นการแข่งขันในเขตที่มีโอกาสชนะสูง โดยทุ่มทรัพยากรและกำลังอย่างเต็มที่ในพื้นที่เป้าหมาย หากถามว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสได้คะแนนและจำนวน สส. มากกว่าพรรคเพื่อไทยหรือไม่ คำตอบคือ ยังมีโอกาส
เขต 7 อุบลราชธานี วันนี้ไม่ใช่แค่ศึกเลือกตั้ง แต่คือสนามวัดใจ ระหว่างการเมืองที่เปลี่ยนสี กับความศรัทธาที่ไม่เปลี่ยนข้าง
รายงาน : จิราพร คำภาพันธ์ ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว ไทยพีบีเอส
อ่านข่าว :
คุมเข้มเดินเรือ ชม "ฉำฉากลางน้ำ" หลังเหตุเรือนักท่องเที่ยวชนกัน
แพ้ vote no! อบต.ท่าชะมวง คนแห่กาไม่เลือกใคร 6,500 ใบ - กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งใหม่
"หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส" ยกเลิกประกาศ "เคอร์ฟิว" แล้ว
แท็กที่เกี่ยวข้อง:











