เมื่อประเมินจากสถานการณ์ในอิหร่านปัจจุบัน นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่าขณะนี้ยังชี้ขาดไม่ได้ว่าการประท้วงครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรในอิหร่านได้บ้างหรือไม่ ซึ่งต้องมองปัจจัยสำคัญอีกหลายข้อ
ปัจจัยแรกคือ อายุขัยของการประท้วง โดยแม้ว่าการเคลื่อนไหวบนท้องถนนในครั้งนี้จะถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของทางการอิหร่านในรอบหลายปี แต่การเดินเกมปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง บวกกับการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตเพื่อสกัดการกระจายข่าวสาร ทำให้มีรายงานว่าพลังของการประท้วงเริ่มซาลงในบางพื้นที่
แต่ไม่ได้หมายความว่าพลังนี้จะหมดไปและอาจกำลังรอวันปะทุขึ้นมาใหม่ แม้แต่สมาชิกสภาอิหร่านยังออกมายอมรับว่ารัฐบาลจะต้องเจอกับการประท้วงที่ใหญ่มากขึ้นกว่านี้ หากไม่แก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมและความไม่พอใจของประชาชน
นับตั้งแต่ปฏิวัติอิสลามในปี 1979 อิหร่านเผชิญการประท้วงหลายครั้ง ซึ่งในช่วงปีแรกๆ เป็นการชุมนุมต่อต้านการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในสังคมที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งเรื่องเครื่องแต่งกายและการดำเนินชีวิต โดยบททดสอบใหญ่ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1999 หลังการปิดหนังสือพิมพ์หัวปฏิรูปจุดชนวนให้นักศึกษารวมตัวประท้วงในกรุงเตหะราน ก่อนจะกระจายไปตามมหาวิทยาลัยในหลายเมืองและจบลงด้วยการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่
ขณะที่ในปี 2009 ชาวอิหร่านหลายล้านคนลงถนนเพื่อแสดงพลังคัดค้านผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผู้นำสายแข็งได้รับชัยชนะ ซึ่งค้านสายตาของประชาชนและจบด้วยด้วยการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เช่นกัน ส่วนปี 2022 การเสียชีวิตของ "มาห์ซา อามินี" ขณะถูกควบคุมตัวจากการแต่งกายผิดระเบียบ ทำให้อิหรานเผชิญกับการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศ โดยเสรีภาพและปัญหาเศรษฐกิจปากท้องถือเป็นชนวนเหตุการประท้วงหลายครั้ง
การขาดแกนนำที่ชัดเจนในการประท้วงและขับเคลื่อนฝ่ายต่อต้านในประเทศ ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ทำให้พลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงมีจำกัด ขณะที่การก้าวออกมาของ "เรซา ปาห์ลาวี" โอรสของพระเจ้าชาห์องค์สุดท้าย ในทุกๆ ครั้งก็ดูจะไม่มีน้ำหนักมากพอ ที่สำคัญคือความเป็นเอกภาพของชนชั้นนำในอิหร่าน ซึ่งไม่ว่าเสียงบนท้องถนนจะดังมากแค่ไหน แต่หากไม่สามารถทำลายความเป็นปึกแผ่นนี้ลงได้ เสียงนั้นก็จะหายไปในที่สุด
จากการประเมินในขณะนี้ยังมีโอกาสน้อยที่จะได้เห็นรอยร้าวในหมู่ชนชั้นนำ เพราะทั้งรัฐสภาอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ยังคงจับมือกันเหนียวแน่นและแสดงจุดยืนไปในทิศทางเดียวกัน
"อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี" ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดคนที่ 2 นับตั้งแต่อิหร่านปฏิวัติอิสลามและโค่นล้มการปกครองของพระเจ้าชาห์แห่งราชวงศ์ปาห์ลาวี เมื่อปี 1979 โดยเข้ารับตำแหน่งหลังการเสียชีวิตของ "อยาตอลลาห์ รูฮอลลาห์ โคไมนี" ผู้นำสูงสุดคนแรกในปี 1989 ซึ่งตำแหน่งนี้มีอำนาจสูงสุดในการสั่งการนโยบายสำคัญของประเทศทั้งหมด
ขณะนี้คาเมเนอีอายุ 86 ปี แม้สุขภาพจะยังคงแข็งแรง แต่เริ่มมีการพูดถึงผู้นำคนต่อไปที่จะมารับไม้ต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออิสราเอลลอบสังหารแกนนำคนสำคัญของอิหร่านและยกระดับการโจมตีนับตั้งแต่เปิดฉากทำสงครามในกาซาเมื่อปี 2023 ซึ่งความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวผู้นำสูงสุด ย่อมทำให้อิหร่านเปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อย
นอกจากปัจจัยภายในอิหร่านแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแทรกแซงจากภายนอกก็มีผลมาก โดยก่อนหน้านี้ทางการอิหร่านอ้างว่าพบหลักฐานความเชื่อมโยงของสายลับอิสราเอลและสหรัฐฯ กับเหตุไม่สงบในประเทศ ไม่ว่าข้อกล่าวหานี้ของอิหร่านจะเป็นความจริงหรือไม่ แต่การเคลื่อนไหวของทรัมป์หรือแม้แต่อิสราเอลก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดในระยะนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ล่าสุด กาตาร์กลายเป็นอาหรับชาติแรกๆ ที่ออกมาแสดงความกังวลถึงสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ ระบุว่า การยกระดับความขัดแย้งทางทหารระหว่าง 2 ประเทศจะสร้างหายนะให้กับทั้งภูมิภาค และเรียกร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายหลีกเลี่ยงการโจมตีให้ได้มากที่สุด
อิหร่านเคยเตือนว่าจะตอบโต้การใช้กำลังของสหรัฐฯ ด้วยการโจมตีฐานทัพอเมริกัน ซึ่งเป้าหมายอันดับต้นๆ ที่อาจถูกเลือกคือ ฐานทัพอากาศ "อัล อูเดอิด" ในกาตาร์ เพราะเป็นทั้งกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ และมีขนาดใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง ซึ่งฐานทัพแห่งนี้เคยตกเป็นเป้าโจมตีตอบโต้ของอิหร่านเมื่อปี 2025 เช่นกัน
อ่านข่าว
อิหร่านประท้วงเดือดคาดเสียชีวิตแล้วกว่า 2,000 คน
สหรัฐฯ เตือนพลเมืองอพยพจากอิหร่าน หลังประท้วงเข้าสัปดาห์ที่ 3
"ทรัมป์" ประกาศขึ้นภาษีคู่ค้าอิหร่านยกระดับกดดัน











