วันนี้ (13 ม.ค.2569) สถานการณ์การประท้วงครั้งใหญ่ในอิหร่านที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายปีก่อน ยังคงยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 โดยรัฐบาลใช้มาตรการปราบปรามอย่างรุนแรง สร้างความกังวลให้กับประชาคมระหว่างประเทศ ภาพจากสำนักข่าววานาของอิหร่านที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อน แสดงให้เห็นบรรยากาศมืดมิดบนท้องถนนใกล้จัตุรัสฮาฟเตทีร์ ใจกลางกรุงเตหะราน
เมื่อวันที่ 8 ม.ค.2569 ซึ่งมีเสียงปืนดังเป็นระยะ ๆ รถยนต์หลายคันถูกจุดไฟเผาไหม้ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยติดอาวุธยืนเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ประท้วงในระยะใกล้ ภาพเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่วันดังกล่าว แต่เพิ่งได้รับการเผยแพร่เนื่องจากอินเทอร์เน็ตในอิหร่านถูกปิดกั้นเกือบสมบูรณ์ ทำให้การสื่อสารและการรายงานข่าวเป็นไปอย่างลำบาก
นอกจากนี้ ภาพจากสื่อสังคมออนไลน์ที่หลุดรอดออกมา ยังเผยให้เห็นร่างผู้เสียชีวิตจำนวนมากถูกวางเรียงรายใกล้ศูนย์นิติเวชในกรุงเตหะราน ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของญาติผู้สูญเสีย ซึ่งสะท้อนถึงความสูญเสียที่รุนแรงและมนุษยธรรมที่ถูกละเมิด การประเมินความรุนแรงของสถานการณ์นี้เป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากข้อมูลถูกจำกัด
แต่องค์กรสิทธิมนุษยชนอิหร่านที่มีสำนักงานในนอร์เวย์ รายงานว่ามีผู้ประท้วงเสียชีวิตอย่างน้อย 648 คน ขณะที่ทางการอิหร่านยืนยันยอดผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมทั้งประเทศอยู่ที่ราว 2,000 คน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสและการนับรวมที่แท้จริง
การชุมนุมที่แผ่ขยายไปทั่วประเทศอิหร่าน ได้รับการตอบโต้จากนานาชาติที่ออกมาประณามการปราบปรามของรัฐบาลอย่างหนัก โดย ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความอ่อนแอของระบอบการปกครองอิหร่าน ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสุดท้ายของการยึดอำนาจ คำกล่าวนี้สะท้อนถึงมุมมองที่ว่าการใช้กำลังอาจยิ่งเร่งให้เกิดการล่มสลายของโครงสร้างการปกครอง
ในทำนองเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศของฟินแลนด์และสเปน ได้ยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศของตน โดยชี้ว่าการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตของรัฐบาลเป็นกลยุทธ์เพื่อสังหารประชาชนอย่างเงียบงัน ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้ในสังคมสมัยใหม่
ส่วนโฆษกคณะกรรมาธิการยุโรป เปิดเผยว่าสหภาพยุโรปกำลังพิจารณามาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านในระดับที่รุนแรงยิ่งขึ้น เพื่อตอบโต้การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการปราบปรามผู้ประท้วง ซึ่งอาจรวมถึงการจำกัดการค้าหรือการเงินที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศไทยจีน แสดงจุดยืนที่สมดุล โดยแสดงความหวังว่ารัฐบาลและประชาชนอิหร่านจะผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ และฟื้นฟูเสถียรภาพกลับสู่ประเทศให้ได้โดยเร็ว ซึ่งเป็นการเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ
ในขณะเดียวกัน ทางการสหรัฐฯ ได้ออกคำเตือนอย่างเร่งด่วน ให้พลเมืองชาวอเมริกันที่พำนักในอิหร่าน พิจารณาวางแผนออกจากประเทศทันที เนื่องจากการประท้วงยังคงยืดเยื้อและมีแนวโน้มรุนแรงยิ่งขึ้น รวมถึงปัญหาอินเทอร์เน็ตที่ถูกปิดกั้นและเที่ยวบินที่เข้าออกอิหร่านมีอยู่อย่างจำกัด เจ้าหน้าที่สหรัฐแนะนำให้เดินทางโดยรถยนต์ผ่านชายแดนอาร์เมเนียหรือตุรกี โดยไม่รอความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ เนื่องจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนอาจทำให้การอพยพล่าช้า
ทางการสหรัฐย้ำชัดว่าสามารถรับประกันความปลอดภัยได้ก็ต่อเมื่อพลเมืองออกมาจากอิหร่านแล้วเท่านั้น สำหรับผู้ถือ 2 สัญชาติ สหรัฐฯ แนะนำให้ใช้หนังสือเดินทางอิหร่านในการเดินทางออก เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการถูกซักถามหรือควบคุมตัวหากใช้หนังสือเดินทางสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว AFP รายงานว่ารัฐบาลฝรั่งเศสได้สั่งให้เจ้าหน้าที่สถานทูตที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ ให้เร่งเดินทางออกจากอิหร่านแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความกังวลด้านความปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้นในหมู่นานาชาติ
สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลอิหร่าน แต่ยังทดสอบบทบาทของประชาคมโลกในการปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในยุคที่การสื่อสารถูกจำกัด การตอบสนองจากนานาชาติอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในอนาคตอันใกล้
อ่านข่าวอื่น :
ธปท.ขอสถาบันการเงินร่วมมือ ตรวจสอบเส้นเงินผิดปกติ สนับสนุนเลือกตั้งโปร่งใส
“ศุภจี” หญิงเก่ง “เทคโนแครต” โกยแต้มช่วย “ภูมิใจไทย” อีกรอบ
"เกาหลีใต้" จับ 26 ผู้ต้องสงสัยเอี่ยวหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชา











