คมนาคมเร่งยกเครื่อง "รถนักเรียน" ตรวจเบรก-ติด GPS ดันเป็นวาระแห่งชาติ

เศรษฐกิจ
20:44
จำนวนผู้ชม 64
คมนาคมเร่งยกเครื่อง "รถนักเรียน" ตรวจเบรก-ติด GPS ดันเป็นวาระแห่งชาติ
กรมการขนส่งทางบกเดินหน้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยรถรับ-ส่งนักเรียนก่อนเปิดภาคเรียน ขณะเปิดผลตรวจ 27 ก.พ.-31 มี.ค.2569 พบผ่านเกณฑ์ 85.1% และเกือบ 15% "เบรกไม่ผ่าน" คมนาคมเร่งดัน "รถโรงเรียน" เป็นวาระแห่งชาติ

ปัญหาความปลอดภัยของ "รถรับ-ส่งนักเรียน" กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของระบบคมนาคมไทย ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภค ระบุว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2566-2568 พบอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถรับ-ส่งนักเรียนมากกว่า 80 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บกว่า 780 คน และเสียชีวิต 14 คน ขณะที่ผลตรวจสภาพรถล่าสุดพบว่า เกือบ 15% ไม่ผ่านมาตรฐานระบบเบรก สะท้อนปัญหาที่สะสมมานาน ทั้งรถเก่า รถนอกระบบ และการกำกับดูแลที่ยังไม่ครอบคลุม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เรียกประชุมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านความปลอดภัยทางถนน เพื่อเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยรถนักเรียนทั่วประเทศ

เพื่อส่งสัญญาณว่า กระทรวงคมนาคมกำลังจะยกระดับมาตรการด้านรถนักเรียนครั้งใหญ่ ทั้งในมิติการตรวจสภาพ การติดตามด้วยเทคโนโลยี การจัดฐานข้อมูลกลาง ไปจนถึงแนวคิดผลักดันให้ "ความปลอดภัยรถนักเรียน" เป็นวาระแห่งชาติ

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม

รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเติบโตไปเป็นกำลังหลักของประเทศในอนาคต เป้าหมายสำคัญคือการนำรถรับ-ส่งนักเรียนที่ยังอยู่นอกระบบ เข้าสู่กระบวนการกำกับดูแลอย่างถูกต้อง เพื่อให้รถทุกคันผ่านมาตรฐานความปลอดภัยตามกฎหมาย

"รถนักเรียนนอกระบบ" จุดอ่อนใหญ่ที่รัฐกำลังเร่งแก้

แม้ปัจจุบันจะมีรถที่จดทะเบียนเป็น "รถรับ-ส่งนักเรียน" กับกรมการขนส่งทางบกประมาณ 5,296 คัน แต่ในความเป็นจริง ยังมีรถอีกจำนวนมากที่ถูกนำมาใช้รับ-ส่งนักเรียน หรือใช้ในการทัศนศึกษาเป็นครั้งคราว โดยไม่ได้เข้าสู่ระบบกำกับดูแลอย่างชัดเจน

ที่ผ่านมากรมการขนส่งทางบกได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ในการจัดทำฐานข้อมูลรถรับส่งนักเรียน ผ่านเว็บไซต์ schoolbussafety.dlt.go.th ได้มีการสั่งการไปยังสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกจังหวัดให้ขอความร่วมมือสถานศึกษาในการนำรถรับส่งนักเรียนเข้าตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบห้ามล้อ (ระบบเบรก) ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุในช่วงที่ผ่านมา โดยหากทดสอบไม่ผ่าน ให้เร่งทำการแก้ไขก่อนนำรถไปใช้รับส่งนักเรียนในช่วงเปิดภาคการศึกษาต่อไป

ข้อมูลจากระบบ School Bus Safety ของกรมการขนส่งทางบก ณ วันที่ 5 พ.ค.2569 พบว่า ประเทศไทยมีโรงเรียนทั้งหมด 55,628 แห่ง แต่มีโรงเรียนที่นำข้อมูลเข้าสู่ระบบเพียง 3,597 แห่ง หรือประมาณ 6.5% เท่านั้น

จากข้อมูลที่บันทึกเข้าสู่ระบบ พบว่ามีรถรับ-ส่งนักเรียนรวม 10,362 คัน แบ่งเป็น

- รถที่จดทะเบียนตาม พ.ร.บ.รถยนต์ 8,742 คัน

- รถตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก 1,620 คัน

ตัวเลขดังกล่าว สะท้อนว่ารัฐยังไม่สามารถเห็น "รถนักเรียนทั้งประเทศได้ทั้งหมด" เพราะโรงเรียนส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกลาง

อีกประเด็นที่น่ากังวล คือ อายุเฉลี่ยของรถรับ-ส่งนักเรียนสูงถึง 18 ปี โดยเฉพาะรถตู้และรถสองแถวที่ถูกใช้งานมานาน ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อความปลอดภัย

คมนาคมเร่งยกเครื่อง "รถนักเรียน" ตรวจเบรก-ติด GPS ดันเป็นวาระแห่งชาติ

คมนาคมเร่งยกเครื่อง "รถนักเรียน" ตรวจเบรก-ติด GPS ดันเป็นวาระแห่งชาติ

เปิดผลตรวจ "ระบบเบรก" พบไม่ผ่านเกณฑ์เกือบ 700 คัน

เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ เร่งนำรถรับ-ส่งนักเรียนเข้าตรวจระบบห้ามล้อ หรือระบบเบรก ก่อนเปิดภาคเรียน

ผลตรวจระหว่างวันที่ 27 ก.พ.-31 มี.ค.2569 พบว่า มีรถเข้ารับการตรวจทั้งหมด 5,131 คัน ผ่านเกณฑ์ 4,452 คัน หรือ 85.1% แต่มีรถไม่ผ่านเกณฑ์สูงถึง 679 คัน หรือคิดเป็น 14.9%

โดยเกณฑ์การตรวจกำหนดให้

- ระบบเบรกมือ ต้องมีแรงห้ามล้อไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนักรถ

- ระบบเบรกเท้า ต้องมีแรงห้ามล้อไม่น้อยกว่าร้อยละ 50

- ค่าความสมดุลของแรงเบรกซ้าย-ขวา ต้องแตกต่างกันไม่เกินร้อยละ 25

เราเร่งให้ทุกจังหวัดนำรถนักเรียนเข้าตรวจระบบเบรกก่อนเปิดเทอม เพราะอุบัติเหตุจำนวนมากในอดีตเกิดจากความบกพร่องของระบบห้ามล้อ หากรถคันใดตรวจไม่ผ่าน ต้องแก้ไขก่อนนำกลับมาใช้งานรับ-ส่งนักเรียน

คมนาคมเร่งยกเครื่อง "รถนักเรียน" ตรวจเบรก-ติด GPS ดันเป็นวาระแห่งชาติ

คมนาคมเร่งยกเครื่อง "รถนักเรียน" ตรวจเบรก-ติด GPS ดันเป็นวาระแห่งชาติ

ดัน GPS-ป้ายทะเบียนเฉพาะ คุมรถนักเรียนแบบเรียลไทม์

หนึ่งในมาตรการสำคัญที่กระทรวงคมนาคมเตรียมผลักดัน คือ การนำเทคโนโลยี GPS มาใช้ติดตามรถรับ-ส่งนักเรียนเช่นเดียวกับรถโดยสารสาธารณะ ระบบดังกล่าวจะสามารถตรวจสอบตำแหน่งรถ ความเร็ว เส้นทางการเดินรถ และยืนยันตัวตนรถผ่านระบบ DLT GPS Notice เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถติดตามความผิดปกติได้แบบเรียลไทม์

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดกำหนด "ป้ายทะเบียนเฉพาะสำหรับรถรับ-ส่งนักเรียน" เพื่อให้ประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนสามารถสังเกตได้ง่าย และเพิ่มความระมัดระวังเมื่อขับใกล้รถนักเรียน รวมถึงการใช้ GPS เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล และสร้างจุดสังเกตให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเพิ่มความระมัดระวังเมื่อเข้าใกล้รถนักเรียน

เล็งใช้ "งบป้ายวงกลม" ยกระดับรถนักเรียน

อีกแนวคิดที่น่าสนใจ คือ การศึกษานำรายได้จากภาษีรถประจำปี หรือ "ป้ายวงกลม" บางส่วน มาใช้สนับสนุนมาตรการด้านความปลอดภัยรถนักเรียนโดยเฉพาะ

ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกมีรายได้จากภาษีรถประจำปี เงินเพิ่ม และค่าธรรมเนียม ประมาณ 40,300 ล้านบาทต่อปี โดยมีแนวคิดกันงบประมาณประมาณ 5% เพื่อใช้พัฒนาระบบความปลอดภัยรถรับ-ส่งนักเรียนในอนาคต

แนวทางดังกล่าว อาจรวมถึงการสนับสนุนงบประมาณให้ท้องถิ่น โรงเรียน หรือผู้ประกอบการ เปลี่ยนรถเก่า เพิ่มอุปกรณ์ความปลอดภัย หรือพัฒนาระบบติดตามรถนักเรียน

คมนาคมเร่งยกเครื่อง "รถนักเรียน" ตรวจเบรก-ติด GPS ดันเป็นวาระแห่งชาติ

คมนาคมเร่งยกเครื่อง "รถนักเรียน" ตรวจเบรก-ติด GPS ดันเป็นวาระแห่งชาติ

รถโรงเรียน "วาระแห่งชาติ"

รมช.คมนาคม กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการด้านความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ซึ่งก้าวต่อไปจะได้ผลักดันเสนอให้รัฐบาลรับเป็น "วาระแห่งชาติ" เนื่องจากถือเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตของเด็กและเยาวชน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การบูรณาการข้อมูล การดึงรถนอกระบบเข้าสู่การกำกับดูแล และการสร้างความร่วมมือกับโรงเรียนและท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมา ยังตอบรับมาตรการของรัฐค่อนข้างจำกัด

เรื่องความปลอดภัยรถรับ-ส่งนักเรียน มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เราจะผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อยกระดับการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง และสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองว่าเด็กทุกคนจะเดินทางได้อย่างปลอดภัย

หลังจากนี้ กระทรวงคมนาคมเตรียมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานร่วมกับทุกหน่วยงานอีกครั้งในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญว่า การยกระดับ "รถนักเรียน" จะเดินหน้าได้จริงเพียงใด และจะสามารถปิดจุดเสี่ยงที่เกิดซ้ำมานานได้หรือไม่ ก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ทั่วประเทศ

อ่านข่าว :

"พิพัฒน์" รับฟังทุกฝ่ายโครงการทางด่วนขั้นที่ 2 คาด 2-3 เดือนได้ข้อสรุป

ชุดลูกเสือ ยังเป็นภาระ ผู้ปกครองควักเงินซื้อ แม้รัฐอนุโลมไม่ต้องใส่เต็มชุด

เปิดเทอมสะเทือนกระเป๋า! ผู้ปกครองเร่งหารายได้เพิ่ม รับค่าใช้จ่ายพุ่ง