ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

ทรัมป์เปิดตัว "คณะกรรมการสันติภาพ" สร้างทางเลือกระเบียบโลกใหม่

ต่างประเทศ
11:46
406
ทรัมป์เปิดตัว "คณะกรรมการสันติภาพ" สร้างทางเลือกระเบียบโลกใหม่
ทรัมป์ เปิดตัว "คณะกรรมการสันติภาพ" ท้าทายระเบียบโลกเดิมด้วยการสร้างองค์กรที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตนเองเพียงผู้เดียว อ้างภารกิจฟื้นฟูกาซาเป็นฐานหลัก ก่อนขยายอิทธิพลสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งทั่วโลกผ่านระบบสมาชิกมูลค่าพันล้านดอลลาร์

ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจัดตั้ง "คณะกรรมการสันติภาพ" (Board of Peace - BoP) อย่างเป็นทางการในการประชุมสภาเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2569 ตามข้อมูลของ Arab Center Washington DC องค์กรนี้ไม่ได้เป็นเพียงกลไกเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่หลังสงครามตามที่ระบุไว้ในข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 2803 เท่านั้น แต่ยังถูกวิเคราะห์ว่าเป็นความพยายามของทรัมป์ในการสร้างระเบียบโลกคู่ขนานที่ตอบสนองต่อนโยบาย "ทรัมป์มาก่อน" (Trump Always) มากกว่าจะเป็นเพียง "อเมริกามาก่อน" (America First)

ที่มา "คณะกรรมการสันติภาพ"

จุดเริ่มต้นของคณะกรรมการสันติภาพเกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาสันติภาพในฉนวนกาซาช่วงปลายปี พ.ศ.2568 โดยทรัมป์เสนอแผนสันติภาพ 20 ข้อเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส

แม้ในเริ่มแรกสหประชาชาติจะให้การรับรองสถานะในฐานะองค์กรเปลี่ยนผ่านเพื่อการบริหารและฟื้นฟูกาซา แต่ในรัฐธรรมนูญหรือกฎบัตรของสภาที่ประกาศในภายหลัง กลับไม่มีการกล่าวถึงกาซาแม้แต่ครั้งเดียว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การใช้ประเด็นกาซาเป็น "ใบเบิกทาง" เพื่อสร้างองค์กรถาวรที่มีอำนาจครอบคลุมไปถึงการแก้ปัญหาความขัดแย้งทั่วโลกในอนาคต

โครงสร้าง BoP "ทรัมป์" ครองอำนาจเด็ดขาดตลอดชีวิต

เมื่อวิเคราะห์ลึกไปถึงโครงสร้างการบริหาร คณะกรรมการสันติภาพมีความแตกต่างจากองค์กรระหว่างประเทศทุกแห่งที่เคยมีมา "โดนัลด์ ทรัมป์" ถูกระบุชื่อในกฎบัตรให้ดำรงตำแหน่ง "ประธานตลอดชีพ" มีอำนาจเด็ดขาดเพียงผู้เดียวในการเชิญประเทศสมาชิก จะแต่งตั้งหรือปลดสมาชิกออกจากตำแหน่ง รวมถึงการกำหนดวาระการประชุมและออกมติโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการลงคะแนนแบบประชาธิปไตย

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่านี่คือความพยายามของทรัมป์ในการสร้างทางเลือกใหม่แทนคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) โดยที่เขาจะมีอำนาจยับยั้ง (Veto) เพียงผู้เดียว

สภายังประกอบด้วยคณะกรรมการระดับสูงที่คัดเลือกมาจากบุคคลที่ทรัมป์ไว้วางใจและมีบทบาทสำคัญในการทูตเชิงธุรกิจ อาทิ จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของเขา, มาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศ, โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ และ นักธุรกิจอย่าง มาร์ค โรวัน CEO ของ Apollo Global Management

โครงสร้างนี้ แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมระหว่างอำนาจรัฐและการบริหารจัดการแบบบริษัทเอกชน ซึ่งทรัมป์เชื่อว่ามีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบเดิมของสหประชาชาติที่เขาตราหน้าว่า "ล้มเหลว"

ค่าสมาชิกพันล้านซื้อสถานะถาวร

หนึ่งในประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงที่สุดคือข้อกำหนดในกฎบัตรที่ระบุว่า ประเทศสมาชิกที่จะได้รับสถานะ "สมาชิกถาวร" จะต้องจ่ายเงินสมทบจำนวน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 35,000 ล้านบาท เข้าสู่กองทุนที่บริหารโดยทรัมป์ภายในปีแรก หากประเทศใดไม่จ่าย จะได้รับสถานะสมาชิกชั่วคราวเพียง 3 ปีเท่านั้น

ระบบนี้ถูกสื่อตะวันตกอย่าง The Guardian เรียกว่าเป็น "สโมสรสำหรับคนรวย" หรือ "ศาลมาร์-อา-ลาโกฉบับสากล" ซึ่งท้าทายหลักการความเท่าเทียมกันของอำนาจอธิปไตยภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรง เนื่องจากสิทธิในการตัดสินใจถูกผูกโยงเข้ากับฐานะทางการเงิน

26 ชาติอำนาจนิยมเข้าร่วม BoP

การเปิดตัวคณะกรรมการสันติภาพ ทำให้เกิดรอยร้าวครั้งใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปัจจุบัน (23 ม.ค.2569) มี 26 ประเทศที่ยอมรับการเข้าร่วม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่เน้นผู้นำอำนาจนิยมหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทรัมป์ สำหรับผู้นำเหล่านี้ การได้เข้าร่วมสภาถือเป็นสัญลักษณ์ของการได้รับการยอมรับจากมหาอำนาจและการได้ที่นั่งในการตัดสินใจที่รวดเร็ว

ได้แก่ แอลเบเนีย, อาร์เจนตินา, อาร์เมเนีย, อาเซอร์ไบจาน, บาห์เรน, เบลารุส, บัลแกเรีย, อียิปต์, ฮังการี, อินโดนีเซีย, อิสราเอล, จอร์แดน, คาซัคสถาน, โคโซโว, คูเวต, มองโกเลีย, โมร็อกโก, ปากีสถาน, ปารากวัย, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, ตุรกี, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, สหรัฐอเมริกา, อุซเบกิสถาน และ เวียดนาม

ในทางตรงกันข้าม ชาติพันธมิตรตะวันตกแบบดั้งเดิม ต่างแสดงความกังวลและปฏิเสธการเข้าร่วม ฝรั่งเศสระบุชัดเจนว่าองค์กรแห่งนี้พยายามจะเข้ามาแทนที่บทบาทของสหประชาชาติ ขณะที่สหราชอาณาจักรแสดงความกังวลเรื่องการมีชื่อของ วลาดิเมียร์ ปูติน ในฐานะผู้ที่ทรัมป์อ้างว่าจะเข้าร่วมเป็นสมาชิก ความตึงเครียดนี้ลามไปถึงสงครามการค้า เมื่อทรัมป์ขู่จะเก็บภาษีไวน์และแชมเปญจากฝรั่งเศสถึงร้อยละ 200 เพื่อตอบโต้ที่ไม่เข้าร่วมสภา ประเทศที่ปฏิเสธการเข้าร่วม ได้แก่ ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ไอร์แลนด์, อิตาลี, นอร์เวย์, สโลวีเนีย, สเปน, สวีเดน และ สหราชอาณาจักร

และการถอนคำเชิญแคนาดาอย่างกะทันหันหลัง มาร์ค คาร์นีย์ นายกฯ แคนาดา ปฏิเสธการจ่ายค่าธรรมเนียมสมาชิก

ในขณะที่ยังมีอีก 25 ประเทศ และ 1 องค์กร ที่ได้รับคำเชิญแต่ยังไม่มีการตอบรับหรือปฏิเสธ ได้แก่ ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, บราซิล, กัมพูชา, จีน, โครเอเชีย, ไซปรัส, เช็ก รีพับลิก, ฟินแลนด์, กรีซ, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เนเธอร์แลนด์, นิวซีแลนด์, โอมาน, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, รัสเซีย, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, สวิตเซอร์แลนด์, ไทย, ยูเครน, นครวาติกัน และ สหภาพยุโรป

นักกฎหมายชี้ BoP ขัดมติ UN

ในเชิงกฎหมาย คณะกรรมการสันติภาพ ตั้งอยู่บนฐานรากที่สั่นคลอน นักกฎหมายระหว่างประเทศชี้ให้เห็นว่า แม้ข้อมติที่ 2803 ของสหประชาชาติจะให้การยอมรับสภาในบริบทของกาซา แต่ข้อมตินั้นมีขอบเขตที่จำกัดและมีเวลาสิ้นสุดในปี พ.ศ.2570 การที่ทรัมป์พยายามขยายภารกิจให้กลายเป็นองค์กรโลกถาวรจึงไม่มีฐานรองรับทางกฎหมายที่ชัดเจน และอาจขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 24 ที่ระบุให้ความรับผิดชอบหลักในการรักษาสันติภาพเป็นของคณะมนตรีความมั่นคง

นอกจากนี้ การบริหารพื้นที่กาซาภายใต้คณะกรรมการสันติภาพยังถูกมองว่าอาจเข้าข่าย "การปกครองแบบอาณานิคมใหม่" (Neo-colonial trusteeship) เนื่องจากลดบทบาทของชาวปาเลสไตน์ให้อยู่เพียงระดับคณะกรรมการเทคโนแครตที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริง

อนาคตสันติภาพในกำมือทรัมป์ ?

เอกสารเรื่อง MNI Political Risk Analysis ระบุว่า การเกิดขึ้นของคณะกรรมการสันติภาพสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของทรัมป์ที่มองว่า "ความแข็งแกร่งคือทางเดียวสู่สันติภาพ" (Peace through Strength) ผู้นำสหรัฐฯ เชื่อว่าการเจรจาแบบรัฐต่อรัฐที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจและตัวเลขทางการเงินเป็นตัวตั้ง จะประสบความสำเร็จมากกว่ากระบวนการพหุภาคีที่ยืดเยื้อ

สอดคล้องกับ The Guardian ที่วิเคราะห์ถึงความเสี่ยงใหญ่หลวง คือการที่สันติภาพถูกทำให้กลายเป็น "สินค้า" ที่เข้าถึงได้เฉพาะผู้ที่มีกำลังซื้อ และการตัดสินใจในวิกฤตโลกถูกผูกไว้กับดุลพินิจส่วนบุคคลของผู้นำเพียงคนเดียว หากสภานี้สามารถฟื้นฟูกาซาได้สำเร็จจริง ก็อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทำลายระเบียบพหุภาคีที่โลกสร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างสิ้นเชิง

แต่หากล้มเหลว จะกลายเป็นเพียงโครงการเพื่อเชิดชูอัตตา (Vanity project) ที่ทิ้งภาระความขัดแย้งไว้เบื้องหลังท่ามกลางความล่มสลายของสถาบันระหว่างประเทศที่โลกเคยมี

คณะกรรมการสันติภาพ จึงเป็นมากกว่าแค่สภาการทูต แต่อาจเป็น "ศาลโลกส่วนตัว" ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทดสอบว่าอำนาจเงินและอิทธิพลส่วนบุคคลจะสามารถเอาชนะกฎระเบียบสากลที่ยึดถือกันมานานนับทศวรรษได้หรือไม่

อ่านข่าวอื่น :

มีผลแล้ว "ท่องเที่ยวดำน้ำแนวปะการัง" ต้องมีผู้ควบคุม

ไทยเตรียมปรับมาตรฐานความหวานใหม่ "หวานปกติ = หวาน 50%"

"ทนายแก้ว" แถลงขอโทษ ยอมรับกอด-จูบนักศึกษา 18 ปี บอกคิดน้อย-ขาดสติ