วันนี้ (26 ม.ค.2569) นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า เชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอ (RNA virus) อยู่ในตระกูล Paramyxovirus โดยมีค้างคาวกินผลไม้ เป็นแหล่งรวมเชื้อโรค และอาจพบในค้างคาวสายพันธุ์อื่นด้วย ทั้งนี้ สุกรหรือหมู อาจเป็นตัวกลางที่ช่วยขยายจำนวนเชื้อก่อนแพร่มาสู่คน จากประวัติการระบาดนั้น พบครั้งแรกในกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรหรือหมูในประเทศมาเลเซีย ช่วงปี พ.ศ. 2541-2542 มีผู้ป่วยโรคสมองอักเสบ 265 คน และเสียชีวิต 105 คน
ต่อมาพบการระบาดในสิงคโปร์ บังกลาเทศ และอินเดีย โดยในระยะหลังพบอาการทาง ระบบทางเดินหายใจ มากขึ้นควบคู่กับอาการทางสมอง ความรุนแรงของโรค โรคนี้มีอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต โดยมีอัตราป่วยตาย อยู่ที่ 40% ถึง 75% ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และศักยภาพทางการแพทย์ในพื้นที่ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการสำหรับการป้องกันหรือรักษา
นพ.อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า การแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คนนั้น เกิดจากการสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อโดยตรง เช่น ค้างคาว สุกรหรือหมู สัมผัสสารคัดหลั่งและสิ่งขับถ่าย หรือผลไม้ที่ปนเปื้อนน้ำลายหรือปัสสาวะของค้างคาว การแพร่เชื้อจากคนสู่คน การเฝ้าระวัง เนื่องจากอาการเบื้องต้นไม่จำเพาะเจาะจง แพทย์จะให้ความสำคัญกับประวัติการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง และผู้ที่มีอาการสมองอักเสบหรือ ภาวะหายใจลำบาก โดยเฉพาะเด็กเล็กเป็นกลุ่มที่เปราะบางและต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากอาการอาจสังเกตได้ยากกว่าผู้ใหญ่ และผลกระทบของโรคมีความรุนแรงสูง
อาการที่ต้องสงสัย สมองอักเสบเฉียบพลัน เริ่มจากไข้ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน เจ็บคอ เวียนศีรษะ ง่วงซึม ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ชัก และหมดสติ ปอดอักเสบผิดปกติ และภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน สมองอักเสบซ้ำได้ การแจ้งเหตุ โรคนี้จัดเป็นโรคที่ต้องแจ้งความตามกฎหมาย หากพบผู้ป่วยสงสัยต้องรายงานต่อหน่วยงานสาธารณสุขทันที
พญ.ศิโรรัตน์ สุวรรณโชติ กุมารแพทย์ประสาทวิทยา หัวหน้าหน่วยประสาทวิทยา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวเพิ่มเติมว่า การวินิจฉัยและการดูแลรักษา ใช้วิธีการตรวจสารพันธุกรรมด้วยวิธี PCR จากตัวอย่างเลือดหรือสารคัดหลั่ง โดยต้องส่งตรวจในห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง การดูแลรักษา รักษาตามอาการและประคับประคอง เนื่องจากอาการเริ่มแรกคล้ายกับโรคอื่นๆ ในกรณีที่หายจากโรคหรือรอดชีวิต ผู้ป่วยประมาณ 20% อาจมีอาการสมองอักเสบกลับมาเป็นซ้ำได้อีกแม้เวลาจะผ่านไปหลายปี เนื่องจากยังไม่มีการรักษาที่เฉพาะ
ปัจจุบันมีการใช้ยา Ribavirin และ Remdesivir มาใช้ โดยกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ผู้ที่เดินทางไปประเทศอินเดีย หรือมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยโดยตรง ความเสี่ยงและผลกระทบต่อสมองเด็ก เนื่องจากไวรัส Nipah Virus: NiV ส่งผลต่อระบบประสาทและก่อให้เกิดภาวะสมองอักเสบรุนแรงในเด็กเล็กโดยเฉพาะในช่วงพัฒนาการเจริญเติบโต และส่งผลกระทบยาวนานกว่าผู้ใหญ่ เสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปัญหาด้านพัฒนาการล่าช้า ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ โรคลมชักในอนาคต
พร้อมแนะนำผู้ปกครองสังเกตอาการ ไข้สูงให้ทานยาลดไข้หรือเช็ดตัว ซึมลง ไม่เล่น หลับมากกว่าปกติ เบื่ออาหาร อาเจียนบ่อย มีอาการเกร็ง กระตุก หรือชัก ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล การป้องกันสำหรับเด็ก หลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กเข้าไปในพื้นที่ที่มีค้างคาวอาศัยอยู่ชุกชุม ไม่รับประทานผลไม้ที่ตกอยู่ตามพื้น หรือผลไม้ที่มีรอยสัตว์กัดแทะโดยเด็ดขาด ล้างผลไม้ให้สะอาดและปอกเปลือกก่อนทานเสมอ สอนเด็กให้ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ไม่เสี่ยง
สธ.แจงไวรัสนิปาห์ติดต่อยาก "ไทย" ยังไม่เคยพบผู้ป่วย
วันเดียวกัน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค ได้ติดตามการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศอินเดียอย่างใกล้ชิด ซึ่งสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน มีรายงานผู้ป่วยยืนยัน 2 คนเท่าเดิม เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานโรงพยาบาลเดียวกันในเมือง Barasat รัฐเบงกอลตะวันตก ทั้งนี้ โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตรายตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อต่อ พ.ศ. 2558 ต้องรายงานเมื่อพบผู้ป่วยภายใน 3 ชั่วโมง ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่เคยพบผู้ป่วยในประเทศไทย มีรายงานผู้ป่วยจากต่างประเทศเท่านั้น ล่าสุดคือรัฐเบงกอลตะวันตก
อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ไกลประเทศไทยแต่มีเที่ยวบินตรงมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต กรมควบคุมโรคจึงมีการเฝ้าระวังคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงมาตรการความพร้อมรับมือของประเทศไทย และยังคงติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดร่วมกับองค์การอนามัยโลก ขณะที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เตรียมความพร้อมเรื่องการตรวจทางห้องปฏิบัติการให้รู้ผลภายใน 6-8 ชั่วโมง และกรมการแพทย์ได้ประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับปรุงมาตรฐานแนวทางการรักษาผู้ป่วยจากเชื้อไวรัสนิปาห์แล้วเช่นกัน
"จากการเฝ้าระวัง พบผู้เดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง มีอาการไข้ อาการทางเดินหายใจ หรืออาการเข้าข่ายสงสัย ร่วมกับประวัติเดินทางกลับจากพื้นที่ระบาดภายใน 21 วัน แต่จากการสอบสวนโรคและเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ยังไม่พบไวรัสนิปาห์ มาตรการที่ใช้ในขณะนี้ถือว่ามีความเข้มข้นในระดับที่เหมาะสม ไม่กระทบกับการเดินทางระหว่างประเทศ ประชาชนสามารถเดินทางได้ตามปกติ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด" นพ.โสภณกล่าว
แนะวิธีป้องกันในผู้ที่อาศัยพื้นที่มีค้างคาว
ด้าน พญ.จุไรกล่าวว่า การติดเชื้อไวรัสนิปาห์มาจากช่องทางหลักคือ การสัมผัสสารคัดหลั่งของค้างคาว (น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ เลือด), การบริโภคอาหารหรือสิ่งปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาว เช่น ผลไม้ที่ตกหล่นหรือมีร่องรอยการกัดแทะ, สัมผัสสัตว์ที่ป่วยจากไวรัสนิปาห์ เช่น สุกร และช่องทางอื่น ได้แก่ สัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยยืนยัน โดยต้องเป็นการสัมผัสใกล้ชิดมากๆ โดยเชื้อไวรัสนิปาห์มี 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์บังกลาเทศที่มีความรุนแรงสูง และสายพันธุ์มาเลเซียที่รุนแรงน้อยกว่า แต่ความสามารถในการแพร่เชื้อ (RO) ถือว่ายังต่ำคือ 0.2-0.8 หรือผู้ป่วย 1 คนแพร่เชื้อคนรอบข้างได้ไม่ถึง 1 คน เมื่อเทียบกับโควิด (สายพันธุ์โอมิครอน) และไข้หวัดใหญ่ที่มีความสามารถแพร่เชื้อ 8-10 และ 1.2-2.0 ตามลำดับ
ดังนั้น นิปาห์โอกาสแพร่เชื้อจากคนสู่คนจึงค่อนข้างยาก ส่วนค้างคาวแม่ไก่ในประเทศไทย พบเชื้อไวรัสนิปาห์ประมาณ 10% ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับค้างคาวในอินเดียที่พบ 40-50% และจากงานวิจัยไม่พบว่าสุกรหรือประชาชนในพื้นที่ที่มีค้างคาวแม่ไก่มีรายงานการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ รวมทั้งการศึกษาจากน้ำไขสันหลังของผู้ป่วยไข้สมองอักเสบย้อนหลังก็ไม่เคยพบไวรัสนิปาห์เช่นกัน
พญ.จุไร กล่าวว่า สำหรับประชาชนที่อาศัยบริเวณที่มีค้างคาวและกังวลเรื่องความปลอดภัย มีข้อแนะนำคือ 1.ความปลอดภัยด้านอาหารและน้ำดื่ม ห้ามเก็บผลไม้ที่ร่วงหล่นหรือมีรอยกัดแทะมากิน ผลไม้ต้องล้างและปอกเปลือกก่อนรับประทาน เน้นอาหารถูกสุขลักษณะ และการกำจัดขยะในสิ่งแวดล้อมไม่ให้เป็นแหล่งแพร่เชื้อ 2.การดูสัตว์เลี้ยง/สัตว์เศรษฐกิจโดยเฉพาะสุกร ไม่ควรเลี้ยงในบริเวณที่ค้างคาวอยู่หรือใต้ต้นไม้ที่มีค้างคาวเกาะ เพื่อป้องกันมูลค้างคาวตกสู่คอกสุกร ไม่นำผลไม้ที่มีรอยกัดแทะมาเลี้ยงสุกร และหากสัตว์ป่วยทางเดินหายใจตายให้แจ้งปศุสัตว์ทันที
3.ปิดแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคให้มิดชิดป้องกันมูลและปัสสาวะค้างคาว 4.ห้ามจับสัมผัสค้างคาวที่มีชีวิตหรือตายด้วยมือเปล่า หากจำเป็นต้องจัดการซากค้างคาวให้สวมถุงมือและหน้ากากอนามัย ฝังกลบโรยด้วยปูนขาว และ 5.เฝ้าระวังตนเอง หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ ซึม สับสน ไอ หายใจเหนื่อย ให้พบแพทย์ทันทีและแจ้งประวัติเสี่ยง
กรมทางหลวงชนบท แจงปม "ไฟไหม้ตอม่อสะพานภูมิพล" ยันโครงสร้างปลอดภัย
เปิดประวัติ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ พรรคเสรีรวมไทย
ออกหมายจับ "แทนไท" ฐานละเมิดลิขสิทธิ์-ฟอกเงิน
แท็กที่เกี่ยวข้อง:











