“ทุเรียน” ผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่า เป็น “ราชา”ของผลไม้ไทย ยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคที่ชื่นชอบความหวาน กรอบ นุ่ม และกลิ่นสัมผัสที่หอมหวานทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ขึ้นชื่อว่าชื่นชอบราชาผลไม้ไทยเป็นอย่างมาก
ข้อมูลของสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เผยสถิติการส่งออก "ทุเรียนไทยไปจีน" ปี 2568 พบว่า ปริมาณการส่งออก 58,015 ตู้ (ชิปเม้นท์) น้ำหนักรวม938,949.53 ตัน มูลค่ารวม150,160.77 ล้านบาท เป็นการสะท้อนถึงความต้องการของตลาดจีนที่ยังคงแข็งแกร่ง และศักยภาพในการผลิตของเกษตรกรไทย (ข้อมูล วันที่29 ธ.ค.2568)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึง สถานการณ์ทุเรียนไทย ว่า จากการติดตามปริมาณผลผลิต พบว่า แนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศยังคงมีสูงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเพื่อให้การบริหารจัดการทุเรียนไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และรักษาเสถียรภาพราคาให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม
กรมฯได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการ และภาคเอกชน สำรวจความต้องการของตลาดในแต่ละช่วงฤดูกาล ทั้งในด้านสายพันธุ์ ระดับความสุก คุณภาพ และรูปแบบการบริโภค เพื่อนำข้อมูลมาใช้วางแผนการตลาดและการกระจายผลผลิตอย่างตรงจุด ลดความเสี่ยงปัญหาผลผลิตกระจุกตัว และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับทุเรียนไทย
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน
จับตาผลผลิต พ.ค.-มิ.ย. “ทุเรียน” ออกสู่ตลาดสูงสุด
สำหรับฤดูกาลผลิตปีนี้ คาดว่าผลผลิตทุเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออกจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนเม.ย. และออกมากที่สุดในช่วงเดือนพ.ค.ถึง มิ.ย.ขณะที่ทุเรียนภาคใต้จะทยอยออกสู่ตลาดต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนมิ.ย.เป็นต้นไป ซึ่งกรมฯ ได้ติดตามข้อมูลจังหวะการออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้วางแผนการบริหารจัดการตลาดและการกระจายผลผลิตให้เหมาะสมกับปริมาณผลผลิตในแต่ละช่วง
ส่วนการส่งออก ทุเรียนไทยปีนี้ยังมีโอกาสเข้าไปเจาะตลาดสูง โดยเฉพาะตลาดจีน จากความเชื่อมั่นในคุณภาพทุเรียนไทย ที่ผู้ประกอบการไทยส่งออกทั้งในรูปแบบผลสด เนื้อทุเรียน รวมถึงการนำทุเรียนไปแปรรูปเป็นวัตถุดิบอาหาร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น และช่วยกระจายผลผลิตออกจากตลาดในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก
ทุเรียนไทยไม่ใช่แค่ผลไม้ตามฤดูกาล แต่เป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูงและมีภาพลักษณ์ระดับโลก กรมฯให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมทั้งระบบ ตั้งแต่ข้อมูลตลาด การเชื่อมโยงช่องทางจำหน่าย ไปจนถึงการสื่อสารภาพลักษณ์สินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
ปี69 “ราคา” คาดทุเรียนสดต่ำกว่า 100 บาทต่อกก.
สำหรับแนวโน้มราคาทุเรียน ปี 2569 ราคาเฉลี่ย: คาดว่าจะต่ำกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 90 บาทต่อกิโลกรัม โดยช่วงต้นฤดูกาล: อาจเริ่มที่ประมาณ 170-180 บาท/กก. ก่อนจะปรับลดลงตามปริมาณผลผลิต ส่วนราคาตามเกรด (ข้อมูลต้นปี 2569)พบว่า ทุเรียนหมอนทอง เกรด AB อยู่ที่ประมาณ 135 บาท/กก. และเกรด C อยู่ที่ประมาณ 100 บาท/กก. โดยมีปัจจัยกดดันไม่ว่าจะเป็น การแข่งขันสูงจากเวียดนาม, มาตรฐานตรวจสอบสารตกค้าง (แคด Theium, BY2) ของจีนที่เข้มงวดขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ปี 2568 ราคาทุเรียนสดไทยลดลงถึง 16% เฉลี่ยอยู่ที่ 92.5 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนหน้าที่มีราคาสูงถึง 108.7 บาทต่อกิโลกรัม สาเหตุหลักที่ฉุดราคามาจากผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 23.2% ไปแตะ 1.59 ล้านตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ซึ่งอยู่ที่ 1.31 ล้านตัน
ขณะที่การส่งออกทุเรียนสดไทยอาจโตเพียง 0.5% ไปอยู่ที่ 3,773 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.2 แสนล้านบาท) จากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจีน ดังนั้น ปี 2569 คาดว่าราคาทุเรียนสดไทยจะลดลงต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ชะลอลงเหลือ 2.7% โดยปรับลดลงไปอยู่ที่ 90 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 อีกทั้งยังกดดันรายได้เกษตรกรให้ลดลง 0.7%
โอกาสยากที่ราคาทุเรียนสดไทยจะกลับไปสูงกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม ดังเช่นในอดีต จากปัจจัยลบที่ยังคงอยู่ และคาดว่า มูลค่าส่งออกทุเรียนสดไทยในปี 2569 จะลดลง 1.8% มาอยู่ที่ 3,705 ล้านดอลลาร์
สำหรับ จากแรงกดดันในตลาดจีนใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความสามารถในการแข่งขันของทุเรียนไทยในตลาดจีนลดลง โดยเฉพาะจากคู่แข่งหลักอย่าง “เวียดนาม” ที่รุกตลาดจีนอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2565 หลังจีนอนุญาตนำเข้าทุเรียนสดจากเวียดนาม ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดทุเรียนของไทยในจีนทยอยลดลง นอกจากนี้ ยังมีคู่แข่งหน้าใหม่อย่างฟิลิปปินส์ มาเลเซีย กัมพูชา และสปป.ลาว ที่เริ่มส่งออกทุเรียนแข่งกับไทย
อดีต ไทย “เคย” ครองตลาดจีน แต่ปัจจุบัน เหลือ 64%
ทั้งนี้ข้อมูลจากปี 2563 ทุเรียนสดจากไทยครองส่วนแบ่งตลาดในจีนทั้ง 100% แต่ข้อมูลล่าสุดปี 2568 พบว่า ไทยมีส่วนแบ่งตลาดทุเรียนสดในจีนลดลงมาอยู่ที่ 64% ขณะที่เวียดนาม มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอยู่ที่ 35% โดยสายพันธุ์ของทุเรียนไทยที่จีนนำเข้า คือ “หมอนทอง” ที่ครองใจผู้บริโภคชาวจีน ขณะที่เวียดนามเป็นสายพันธุ์ Ri6 (รีเซา) ถือเป็นพันธุ์ใหม่เพิ่งได้รับความนิยม
แม้ไทยยังครองแชมป์ส่วนแบ่งตลาดทุเรียนในจีน จากคุณภาพที่ดีและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ แต่เวียดนามมีความได้เปรียบด้านต้นทุนต่ำ และด้วยพรมแดนที่ติดจีนทำให้ระยะขนส่งน้อยกว่า ส่งมอบได้เร็วคงความสดใหม่ ทำให้ทุเรียนไทยก็เผชิญความท้าทายจากความสามารถการแข่งขันกับทุเรียนเวียดนามค่อนข้างสูง โดยรัฐบาลเวียดนามให้การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมทุเรียนอย่างจริงจัง (เกษตรมูลค่าสูง) ดันให้ทุเรียนเป็นสินค้าแห่งชาติ ยกระดับภาพลักษณ์และการส่งออก เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดจีน
"เวียดนาม" คู่แข่ง สำคัญส่งออกทุเรียน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ตลาดส่งออกทุเรียนสดไทยที่มีศักยภาพอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง ยูนนาน และเจ้อเจียง ขณะที่กว่างซีจ้วง ไทยอาจเสียเปรียบเวียดนาม ส่วนเสฉวนยังเป็นตลาดที่น่าสนใจและมีโอกาสขยายตัวได้อีก โดยพบว่า 5 มณฑลแรกที่นำเข้าจากไทยมีมูลค่ารวมกว่า 2,951 ล้านดอลลาร์ ขณะที่เวียดนามมีมูลค่าอยู่ที่ 2,322 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าไทยยังครองตลาดในจีน โดยมี 4 มณฑลที่นำเข้าจากทั้งสองประเทศตรงกัน ได้แก่ กวางตุ้ง ยูนนาน เจ้อเจียง และกว่างซีจ้วง
สำหรับมณฑลที่เติบโตโดดเด่น คือ กวางตุ้ง ยูนนาน และเจ้อเจียง ซึ่งจีนมีการนำเข้าทุเรียนสดจากไทยสูงกว่าเวียดนาม อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่ประชากรมีรายได้สูง จึงเป็นตลาดศักยภาพที่ไทยควรรักษาไว้ และมณฑลที่ท้าทาย คือ กว่างซีจ้วง ซึ่งจีนมีมูลค่าการนำเข้าจากไทยที่น้อยกว่าเวียดนาม เนื่องจากเป็นพื้นที่รายได้น้อย จึงทำให้ทุเรียนสดราคาถูกจากเวียดนามทำตลาดได้ดีกว่า ส่วนมณฑลที่น่าสนใจ คือ เสฉวน แม้จะนำเข้าทุเรียนสดจากไทยเพียง 233 ล้านดอลลาร์ แต่ก็มีมูลค่าที่สูงกว่าการนำเข้าจากเวียดนามถึง 129.9% อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีรายได้และประชากรสูง จึงเป็นตลาดที่ไทยมีโอกาสขยายการส่งออกได้อีกมาก
เตรียมยกระดับ “ภาพลักษณ์” ทุเรียนไทย
นอกจากนี้ กรมฯ อยู่ระหว่างเตรียมแคมเปญยกระดับภาพลักษณ์ทุเรียนไทย โดยเน้นจุดเด่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความหลากหลายของสายพันธุ์ ซึ่งเป็นจุดแข็งของทุเรียนไทย ควบคู่กับการส่งเสริมการบริโภคอย่างเหมาะสม และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศ ผ่านการทำตลาดร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน ห้างค้าปลีก และช่องทางออนไลน์ เพื่อขยายการรับรู้และเพิ่มมูลค่าให้กับทุเรียนไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้กรมฯ จะเดินหน้าติดตามสถานการณ์ทุเรียนอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับมาตรการให้สอดรับกับสถานการณ์จริง เพื่อให้ทุเรียนไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาด และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรในระยะยาว
คงต้องติดตามสถานการณ์ผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน ที่จะออกมากในช่วง เม.ย. ถึง มิ.ย. แว่วว่า ราคาปีนี้จะไม่ร้อนแรงเช่นเดียวกับปีที่ผ่าน คงต้องเอาใจช่วยเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนและหวังว่ากระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการออกมารองรับในช่วงมาผลไม้ออกสู่ตลาดมาก
อ่านข่าว:
ไทย ใช้สิทธิFTA 9 เดือนพุ่ง 6.97% พณ.เผย "ทุเรียน-ยานยนต์สำหรับขนส่ง”ใช้สิทธิสูงสุด
"ด่านรถไฟผิงเสียง-โหย่วอี้กวาน" รุกโลจิสติกส์ ประตูเศรษฐกิจผลไม้ไทยสู่ตลาดจีน
หวานมัน เนื้อหนาเนียน หอมไม่ฉุน พาณิชย์ ขึ้นทะเบียนGI “ทุเรียนชุมพร”











