วันนี้ (29 ม.ค.2569) นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากการสำรวจคาดว่าผลผลิตทุเรียนรวมในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1.78 ล้านตัน คาดการณ์ว่าปีนี้ส่งออกประมาณ1.2 ล้านตัน บริโภคในประเทศ 5 แสนตัน ขณะที่ราคาไม่ต่ำกว่า 100 บาทกิโลกรัม โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นมาจากต้นทุเรียนที่ปลูกในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาเริ่มให้ผลผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งสัดส่วนเป็นพื้นที่ภาคตะวันออก 1.06 ล้านตัน (60%) และภาคใต้ 7.2 แสนตัน (40%)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน
คาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดหนาแน่นที่สุดในช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตจากทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้ออกมาทับซ้อนกัน
สำหรับความท้าทายในปีนี้ ได้แก่ การขาดแคลนแรงงานดูแลสวน/โรงคัดบรรจุ (ลัง) จีนเข้มงวดมาตรการสุขอนามัยพืช (BY2 แคดเมียม) รวมถึงตู้คอนเทนเนอร์ไม่เพียงพอในช่วงผลผลิตออกมาก เพราะสินค้าติดที่ด่านปลายทางประเทศจีน และมีความกังวลเรื่องขาดล้งรับซื้อ ช่วงทับซ้อนผลผลิตระหว่างตะวันออกและภาคใต้
นอกจากนี้ ยังต้องจับตาดูคู่แข่งอย่างเวียดนามที่คาดว่าจะมีผลผลิตสูงถึง 2 ล้านตัน และมีความได้เปรียบเรื่องระยะทาง ขณะที่ไทยจะเน้นการขนส่งผ่านเส้นทางรถไฟและเส้นทาง R3A (เชียงของ-บ่อเต็น-คุณหมิง) เพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่จีนตะวันตก (เฉิงตู) ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมประสานผู้ประกอบการ ล้ง"ให้เตรียมเคลื่อนย้ายกำลังซื้อจากภาคตะวันออกลงสู่ภาคใต้ให้ทันตามกำหนดเวลาเพื่อรักษาเสถียรภาพทางราคา
อย่างไรก็ตาม ได้มีการวางแผนเพื่อขยายตลาดใหม่และผลิตภัณฑ์แปรรูป ภาครัฐวางแผนลดการพึ่งพาตลาดเดียวโดยรุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ได้แก่ อินเดีย รัสเซีย เกาหลี โดยใช้กลไกการท่องเที่ยวสร้างการรับรู้และขยายฐานเป้าหมาย
ขณะที่ ตลาดเอเชียกลางจะเน้นเจาะตลาดผ่านเส้นทางขนส่งทางรถไฟ ส่วน ตะวันออกกลางและญี่ปุ่น เน้นผลิตภัณฑ์ทุเรียนแช่เย็นและแช่แข็ง ซึ่งได้รับผลตอบรับดีในตลาดที่ต้องการความสะดวก
เพื่อรักษาตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดหลัก ภาครัฐได้ปรับกลยุทธ์การตรวจสอบคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะการควบคุมสารตกค้างและแคดเมียม โดยจะขยายการตรวจสอบไปถึงระดับปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยและสารเคมีที่เกษตรกรใช้ เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแทนการตรวจสอบเพียงปลายทางที่ด่านส่งออก
นอกจากนี้ยังเร่งเพิ่มทักษะ ให้แก่แรงงานเมียนมาเพื่อทดแทนแรงงานกัมพูชาที่ลดลง โดยเน้นความชำนาญในการคัดเลือกและดูแลทุเรียน อย่างไรก็ดียังมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการบริโภคในประเทศปรับตัวสูงขึ้น จึงได้เตรียมแผนกระจายผลผลิตผ่านเครือข่ายตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ (ตลาดไท, สี่มุมเมือง, ศรีเมือง) และสนับสนุนกลุ่ม "รถเร่" เพื่อนำสินค้าเข้าถึงผู้บริโภคในระดับอำเภอและตำบลที่ห่างไกล พร้อมเตรียมจัดงาน Kick-off เปิดฤดูกาลเพื่อสร้างกระแสการบริโภคตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคมนี้ ซึ่งเป็นวันเริ่มตัดทุเรียนพันธุ์กระดุมของจ.จันทบุรี
ส่วนการกำกับดูแลราคาสินค้าเกษตรอื่น เช่น ข้าว เป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับสองมีมูลค่า 80,000 ล้านบาท พบว่าตัวเลขผลผลิตข้าวไทย (ผลผลิต+stock) ณ เดือนพ.ย. 2568 มีจำนวน 23.04 ล้านตัน มีความต้องการใช้ (การบริโภค+การค้า) 23.50 ล้านตัน ขณะที่ผลผลิตข้าวทั้งโลก (ผลผลิต+stock) เดือนธ.ค. 2568 มีจำนวน 730.74 ล้านตัน มีความต้องการใช้ (การบริโภค+การค้า) 604.67 ล้านตัน
เบื้องต้น กรมฯ กำลังเร่งแก้ปัญหา Over Supply โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เริ่มทำข้าวกล่อง ในตู้จำหน่ายอาหารอัตโนมัติ หรือ ตู้กดข้าว เพื่อดูดซับในช่วงผลผลิตออกจำนวนมาก โดยกำหนดราคาเป้าหมายกล่องละ 35 บาท ซึ่งเหตุผลที่เลือกทำรูปแบบตู้จำหน่ายอาหารอัตโนมัติ เนื่องจากร้านสะดวกซื้อผู้ประกอบการมีค่า GP สูง ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์กระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการลดค่าครองชีพประชาชน ส่วนผู้ประการตู้จำหน่ายอาหารอัตโนมัติ เป็นการลงทุนบริษัทเอกชน เช่น ตู้กดข้าว ตู้ผลไม้ ตู้น้ำดื่มอัตโนมัติ คาดว่าจะได้คำตอบจากผู้ประกอบการว่า ทำได้ หรือ ทำไม่ได้ ในเดือนกพ.นี้
สำหรับแผนการดูแลเสถียรภาพราคาข้าว ปีนี้มีความท้าทายผลผลิตนาปรังจะกระจุกตัวช่วง มี.ค.-เม.ย.จำนวน 3.80 ล้านตันข้าวสาร และนาปีช่วงพ.ย.-ธ.ค. จำนวน 12.30ล้านต้นข้าวสาร รวมทั้งยังมีปัจจัยค่าเงินบาทแข็งที่เข้ามากระทบด้านความสามารถในการแข่งขันส่งออก โดยค่าเงินบาทไทยแข็งค่ามากกว่าคู่แข่งเกือบ20%
โดยแบ่งมาตการตามประเภทคือ1.ข้าวหอมมะลิ ปริมาณ 6.80 ล้านตันข้าวสาร ปัจจุบันราคายังดีอยู่ที่ตันละ16,500 บาท จะใช้มาตรการชะลอการขาย เบื้องต้นจะส่งเสริมเครื่องมือในการสีและแปรรูปเป็นข้าวสารผ่านการรวมกลุ่มวิสาหกิจ เพื่อเก็บสต็อกไว้ขายในช่วงที่ราคาดีเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ,การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ให้มีความหอมและมีปริมาณเมล็ดพันธุ์ที่เพียงพอ ,เพิ่มช่องทางการตลาดเมนูข้าวผ่านร้านThai Select รวมถึงเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและจัดคณะผู้แทนการค้าไปขยายตลาด ในแคนนาดา อเมริกา ฮ่องกง และจีน
2.ข้าวขาว ข้าวหอมปทุมและข้าวเหนียว ปริมาณ 21.04 ล้านตันข้าวสาร จะใช้มาตรการชะลอการขายส่งเสริมเครื่องมือในการสีและแปรรูปเป็นข้าวสารผ่านการรวมกลุ่มวิสาหกิจ เร่งลดต้นทุน การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ให้มีความหอมและมีปริมาณเมล็ดพันธุ์ที่เพียงพอ แก้ไขกฎระเบียบนำ เข้าเมล็ดพันธุ์ให้เอกชนมีส่วนช่วยพัฒนาให้เร็วขึ้นโดยประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กระจายข้าวถุง ไปยังหน่วยราชการ ปั้มน้ำ มัน งานธงฟ้า ส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อาทิ snack เครื่องสำ อาง เครื่องดื่มสุขภาพ ปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อปลูกพืชอื่นตามความเหมาะสม เป้า 1 ล้านไร่
ระยะสั้นจะร่วมมือกับผู้ประกอบการจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ทำ เมนูข้าวกล่องราคาประหยัดขายผ่านตู้กดอัตโนมัติ เพื่อช่วยดึงซัพพลายข้าวออกจากตลาด รวมทั้งช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ประชาชนด้วย รวมทั้งอยู่ระหว่างการหารือกับร้านสะดวกซื้อชั้นนำ เพื่อให้ช่วยจำหน่ายเมนูข้าวกล่องด้วย แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปเนื่องจากอยู่ระหว่างเจรจาขอปรับลดค่า GP (Gross Profit) หรือ ค่าส่วนแบ่งการขาย เพื่อให้ราคาจำหน่ายไม่เกินกล่องละ35 บาท หากไม่สำเร็จอาจจะยกเลิกการจำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้อ
3.ข้าวประณีต หรือข้าวคุณภาพสูง จะนำร่องนำผู้ประกอบการกลุ่มวิสาหกิจ 200 แห่ง ซึ่งมีข้าวรวม 300 สายพันธุ์มาส่งเสริม โดยแบ่งมาตรการออกเป็น2 กลุ่ม คือTire1 กลุ่มที่มีความพร้อม จะใช้มาตรการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ทั้งในและต่างประเทศ ผ่านMasterChefสายการบิน ,เชื่อมโยงตลาดเป้าหมาย โรงแรม ร้านอาหาร เชฟ,จัด Business Matching ในช่วงระหว่างงานแสดงสินค้า/กิจกรรมต่างๆ
และกลุ่มTier 2-3กลุ่มที่ยังไม่พร้อม จะสนับสนุนอุปกรณ์การผลิต/แปรรูป/บรรจุภัณฑ์อบรมให้ความรู้ผลักดันเกษตรกรรายย่อยส่งออกข้าวคุณภาพสูงผลักดันข้าวคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดกิจกรรรมขยายตลาดในต่างประเทศ อาทิ เข้าร่วมงานแสดงสินค้าGulfood f ดูไบ , Natural Products Expo West สหรัฐอเมริกา จัดคณะผู้แทนการค้าไปเยือนตลาดยุโรป
อ่านข่าว:
ส่งออกข้าวปี 68 ทะลุเป้า 7.9 ล้านตัน พณ.เร่งรุกตลาดศักยภาพ รักษาตลาดเดิม
โจทย์ใหญ่ “ทุเรียนไทย” ปี2569 หืดขึ้นคอ คู่แข่งรอบด้าน ราคาไม่ฟื้น











