วันนี้ (3 ก.พ.2569) การเมืองฟิลิปปินส์ช่วงนี้ค่อนข้างอลหม่านทีเดียว หลังจากกลุ่มเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมยื่นคำร้องถอดถอนเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ หรือ บองบอง ปธน.ฟิลิปปินส์ ออกจากตำแหน่งเมื่อเดือน ม.ค. ก่อนที่เมื่อวานนี้ (2 ก.พ.) จะถึงคราวของ รอง ปธน.ซารา ดูเตอร์เต ที่เผชิญกับมรสุมทางการเมืองเป็นระลอกที่ 2 แล้ว
ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากรวมตัวประท้วงบริเวณด้านนอกสภาผู้แทนราษฎรในกรุงมะนิลา เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนการถอดถอนประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง เนื่องจากทรยศต่อชาติและทุจริต
ขณะที่ในอีกจุดหนึ่ง นักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายและสมาชิกกลุ่มภาคประชาสังคมตั้งโต๊ะแถลงข่าวก่อนยื่นเอกสารคำร้องต่อสภา เพื่อให้มีการพิจารณาถอดถอนซารา โดย เลยลา เดอ ลิมา สส. ที่เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนคำร้อง ระบุว่า ซาราจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ซึ่งคำร้องดังกล่าวคล้ายคลึงกับคำร้องชุดเดิมที่ถูกศาลสูงสุดปัดตกไปเมื่อปีที่แล้ว
ตามรัฐธรรมนูญฟิลิปปินส์ กระบวนการถอดถอนเจ้าหน้าที่ระดับสูงออกจากตำแหน่ง จะเริ่มจากการที่ สส. หรือประชาชนที่ได้รับการสนับสนุนจาก สส. ยื่นคำร้องพร้อมด้วยเหตุผลการถอดถอน เพื่อนำไปพิจารณาในคณะกรรมาธิการยุติธรรมของสภาผู้แทนราษฎร
โดยคณะกรรมาธิการชุดนี้จะพิจารณาว่า คำร้องมีมูลหรือไม่ ก่อนที่จะเปิดการสอบสวนและจัดทำรายงาน หลังจากนั้นจะส่งเรื่องไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทำการลงมติ ซึ่งจะต้องใช้คะแนน 1 ใน 3 ของทั้งสภา เพื่อผ่านคำร้องถอดถอน
และส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการไต่สวนในวุฒิสภา โดย สว. 2 ใน 3 หรือ 16 คน จากทั้งหมด 24 คน จะต้องเห็นชอบในคำร้องถอดถอนดังกล่าวจึงจะมีผล ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ถูกถอดถอนต้องหลุดออกจากตำแหน่งในรัฐบาล
แต่กรณีของซารา เมื่อปีที่แล้ว แม้ว่าจะผ่านการลงมติในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่เมื่อกระบวนการเข้าไปอยู่ในชั้นวุฒิสภา กลับถูกปัดลงมาให้พิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง หลังถูกตั้งคำถามว่า กระบวนการนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก่อนที่ในเดือน ก.ค.2568 ศาลสูงสุดจะพิพากษาให้การถอดถอนดังกล่าวถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีการยื่นคำร้องหลายครั้งในปีเดียวกัน แต่มีการตีความว่า คำพิพากษาของศาลสูงสุดในตอนนั้น ระบุเพียงแค่เรื่องกระบวนการถอดถอนเท่านั้น และไม่ได้พิจารณาถึงเนื้อหาคำร้อง ทำให้ยังมีโอกาสที่จะผ่านคำร้องดังกล่าวได้
ซาราถูกยื่นคำร้องถอดถอนมาแล้ว 5-6 ฉบับ นับตั้งแต่นั่งเก้าอี้รองประธานาธิบดีเมื่อปี 2565 โดยคำร้อง 2 ฉบับล่าสุดที่ยื่นเมื่อวานนี้ (2 ก.พ.) กล่าวหาเรื่องการใช้ประโยชน์จากกองทุนรัฐโดยมิชอบ ในสมัยที่เป็น รมว.ศึกษาธิการ และการขู่ลอบสังหารผู้นำฟิลิปปินส์เมื่อเดือน พ.ย.2567 ซึ่งเป็นสาเหตุให้ซาราถูกยื่นถอดถอนเป็นครั้งแรกในเดือน ธ.ค.ปีเดียวกัน ซึ่งมีการยื่นคำร้องถึง 3 ฉบับ
ขณะที่บองบองถูกยื่นคำร้องขอถอดถอนครั้งแรกเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งสภาเริ่มพิจารณาคำร้องเมื่อวันที่ 2 ก.พ. โดยกลุ่มเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมกล่าวหาว่า บองบองละเมิดความไว้วางใจของประชาชนด้วยการนำงบประมาณของชาติไปใช้ในโครงการที่สนับสนุนกลุ่มคนใกล้ชิด
ที่เป็นประเด็น คือ โครงการก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันน้ำท่วมของภาครัฐ ที่มีการอัดฉีดงบประมาณมากกว่า 54,000 ล้านเปโซ หรือประมาณ 300,000 ล้านบาท แต่หลาย ๆ โครงการกลับไม่มีอยู่จริง ไม่ได้มีการจัดจ้างอย่างโปร่งใส และพบความเชื่อมโยงของเครือญาติและคนใกล้ชิดของผู้นำฟิลิปปินส์เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
โดยคำร้องขอถอดถอนดังกล่าว ระบุว่า เงินที่ถูกโยกไป ถูกนำไปใช้ในการเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งปัญหาการทุจริตนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทบต่อคะแนนนิยมของบองบองไม่น้อย รวมไปถึง มาร์ติน โรมวลเดซ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ลูกพี่ลูกน้องของผู้นำฟิลิปปินส์ด้วย ซึ่งถือเป็นตัวเก็งที่อาจลงสมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีแข่งกับซาราในการเลือกตั้ง ปี 2571
ตามกฎหมายฟิลิปปินส์ ประธานาธิบดีเป็นกันได้แค่สมัยเดียว ทำให้บองบองต้องมองหาตัวตายตัวแทน แต่ผลสำรวจคะแนนนิยมของซาราในช่วงนี้ กลับพบว่า สูงทิ้งห่างคู่แข่งคนอื่น ๆ ตัวของซาราเอง มองว่า ปัญหาที่เธอกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ มีแรงจูงใจจากเรื่องการเมืองล้วน ๆ เพื่อหวังเตะตัดขาคู่แข่ง
วิเคราะห์โดย : ทิพย์ตะวัน ธีรนัยพงศ์ ไทยพีบีเอส
อ่านข่าวอื่น :
กองปราบฯ ลุยจับขบวนการหลอกลงทุน เสียหายรวม 600 ล้าน
"อภิสิทธิ์" ช่วยหาเสียง "ตรัง" ขออาสากลับมาทำงานอีกครั้ง
“ภราดร” เผย ครม.เตรียมมีมติส่ง กกต.ขออนุมัติเงินเยียวยาน้ำท่วมกลุ่มตกหล่น 2,100 ล้าน










