เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569 นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ลงนามคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ 26/2569 เรื่องโอนย้ายข้าราชการพลเรือน ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม
พลันที่มีการโยกย้ายดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดร.ต.อ.สุรวุฒิ หรือ “รองบ็อกซิ่ง” จึงถูกโอนย้ายกะทันหัน ทั้ง ๆ เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา “ยุติธรรม-ดีอี-ดีเอสไอ” เพิ่งแถลงคืบหน้าคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญ World coin หลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว โดยมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ และร.ต.อ.สุรวุฒิ เข้าร่วม
ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ เป็นนรต. รุ่น 51 (นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 51) หรือ ตท.35 ดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 โดยได้รับมอบ หมายให้รับผิดชอบคดีสำคัญ เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรณีตรวจสอบการฮั้วประมูลโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ หลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวทำให้ตึกสตง.ถล่ม เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2568
ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองอธิบดีดีเอสไอ ถือเป็นพนักงานสอบสวนมากฝีมือคนหนึ่งของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เติบโตในชีวิตราชการตามลำดับ จากเจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว และสำนักเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ ศูนย์สารสนเทศ ทำคดีบุกรุกพื้นที่ป่าเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และก้าวขึ้นเป็นผอ.กองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือ “กองคดีฮั้วประมูล”
ถือเป็นมือทำงานและมือขวาของพ.ต.อ.กรวัชร์ ปานประภากร อดีตอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเคยทำคดีใหญ่ ๆ และสำคัญ เช่น โครงการจัดซื้อจัดจ้างก่อสร้างอาคารที่ทำการไปรษณีย์ จำนวน 5 แห่งในภาคอีสาน คดีรถหรูเลี่ยงภาษี เมื่อหลายปีก่อน
ตึกสตง.ถล่มเมื่อช่วงปี2568
และคดีดังปี 2566 คือ คดีกำนันนก “ประวีณ จันทร์คล้าย” อดีตกำนันตำบลตาก้อง อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม ผู้ต้องขังคดีใช้จ้างวาน “หน่อง ท่าผา” หรือ ธนัญชัย หมั่นมาก สังหาร “สารวัตรแบงค์” พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว สารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง (สว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล.) โดยมีความเกี่ยวพันทั้งคดีอาญาและคดีที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูล
สำหรับคดีฮั้วประมูลดีเอสไอ ในฐานะที่ ร.ต.อ.สุรวุฒิ ในฐานะหัวพนักงานสอบสวนและทีมงานได้สอบสวนขยายผลจนพบความเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับโครงการฮั้วประมูลกว่า 1,500 โครงการ
และล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ม.ค.2569 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ได้ยื่นฟ้อง บริษัท ป.รวีกนก ก่อสร้าง จำกัด ที่ 1 กำนันนกกับพวก รวม 21 รายเป็นจำเลยต่อ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามที่ดีเอสไอเสนอ ส่วนคดีการฮั้วประมูลในโครงการอื่นๆ ที่กระทำโดยกำนันนกกับพวกอีกกลุ่มหนึ่ง ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง
เช่นเดียวคดีตึกสตง.ถล่ม “ร.ต.อ.สุรวุฒิ” ก็รับผิดชอบเต็มๆ ในฐานะรองอธิบดีฯและหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ทั้งคดีนอมินี คดีฮั้วประมูล และคดีออกแบบก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน จนมีการดำเนินคดีกับบุคคลและนิติบุคคล ทั้งไทยและต่างประเทศ รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง โดยดีเอสไอได้มีการส่งข้อมูลให้ป.ป.ช.แล้วบางส่วน
มีรายงานข่าวจากดีเอสไอ ระบุว่า การทำคดีใหญ่ๆที่สำคัญ โดยเฉพาะคดีมีกลุ่มทุน นักธุรกิจ และนักการเมือง เข้ามีส่วนเกี่ยวข้องในคดี มักจะสร้างความกดดันในการทำงานกับพนักงานสอบสวนอย่างมาก โดยเฉพาะข้าราชการที่ทุ่มเทและตั้งใจทำงาน ซึ่งมักจะถูกร้องเรียนในมาตรา 157 เพื่อให้การสืบสวนและสอบสวนสะดุดลง
มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และคดีสแกนม่านตา ซึ่งเป็นคดีล่าสุดที่อยู่ในความรับผิดชอบของ “ร.ต.อ.สุรวุฒิ” อาจทำให้เกิดแรงกระเพื่อมสำคัญ ที่ทำให้ต้องตัดสินใจขอโอนย้ายตัวเอง จากตำแหน่งรองอธิบดีดีเอสไอ ไปเป็นรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์
ด้วยว่าตัวละครลับที่เกี่ยวข้องในคดีดังกล่าว นอกจากจะส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ถูกสแกนม่านตาไปแล้ว 1.2 ล้านคน ยังเกี่ยวข้องกับข้าราชการระดับสูง และข้าราชการเมือง, นักธุรกิจ, อดีตนักการเมืองจากพรรคการเมืองใหญ่
หลังก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้เข้าตรวจค้นบริษัทเป้าหมาย 5 แห่ง และพบความผิดปกติของไทม์ไลน์การนำเข้าเครื่องสแกนม่านตาจากเยอรมนี จำนวน 248 เครื่อง โดยข้อเท็จจริงจากเอกสารว่า ระบุ มีการนำเข้าเครื่องสแกนม่านตาเดือนมิ.ย.2568 แต่กลับมีข้อมูลสวนทาง คือ มีการดำเนินการสแกนม่านตามาก่อนตั้งแต่เดือนก.พ.2568
ส่วนการตรวจสอบสัญญาดำเนินการมีระยะเวลา 208 วัน แต่พบว่าดำเนินการไปเพียง 93 วัน ทำการสแกนม่านตาไปแล้วจำนวน 1,017,000 ราย และยังมีเอกสารที่ยังค้นไม่พบอีก 2 เดือน คาดการณ์ว่ายอดผู้เสียหายที่ถูกสแกนม่านตาอาจสูงกว่า 1.6 ล้านราย
ในวันนั้น ร.ต.อ.สุรวุฒิ แถลงว่า สามารถระบุกลุ่มผู้กระทำผิดได้แล้ว อยู่ระหว่างเตรียมเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวนเพิ่มเติม โดยรูปแบบการจูงใจคือให้สแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทฯ 50 เหรียญ (ให้ก่อน 30 เหรียญ) จากนั้นดึงเข้าสู่กระบวนการเล่นเกมและซื้อขาย ซึ่งทาง ก.ล.ต. ยืนยันว่าเหรียญดังกล่าวยังมีการหมุนเวียนในตลาด
เพียง 3 วันให้หลัง “รองบ็อกซิ่ง” หรือ ร.ต.อ.สุรวุฒิ กระทรวงยุติธรรม ได้ทำเรื่องโอนย้ายให้พ้นจากตำแหน่งรองอธิบดีดีเอสไอ เป็นรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์
น่าจับตาว่าคดีฮั้วประมูลตึกสตง.และคดีสแกนม่านตา รวมทั้งคดีอื่น ๆ ที่สะดุดลงชั่วคราว ใครจะมารับไม้ไปดำเนินการต่อ แม้ตำแหน่งที่ถูกจัดวาง คือ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์คนที่ 4 ซึ่งต้องทำงานบริหารจริง ๆ ต่างจากภารกิจของดีเอสไอ ซึ่งรองอธิบดีจะต้องทำงานในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน และไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกกดดันจากฝ่ายการเมือง
อ่านข่าว:
วิบากกรรม "เปรมชัย" คดีเสือดำทุ่งใหญ่ฯ- ITD พันตึก "สตง. ถล่ม"
"กิจการร่วมค้า-ไชน่า เรลเวย์" คว้า 20 โครงการรัฐ มูลค่า 1.2 หมื่นล้าน
ขุมทรัพย์ “ไชน่า เรลเวย์” แกะรอยผู้ถือหุ้นจีน-ไทย สร้างอาคารสตง.










