ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

จับสัญญาณ "สหรัฐฯ" ใกล้เปิดศึกกับ "อิหร่าน" มากแค่ไหน ?

ต่างประเทศ
18:17
740
จับสัญญาณ "สหรัฐฯ" ใกล้เปิดศึกกับ "อิหร่าน" มากแค่ไหน ?
จับสัญญาณการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบยิงสกัดโดรนอิหร่านที่เข้าใกล้เรือบรรทุกเครื่องบินในทะเลอาหรับ ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่านเข้าสกัดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงสหรัฐฯ ที่ช่องแคบฮอร์มุซ

วันนี้ (4 ก.พ.2569) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้การเจรจากำลังเกิดขึ้นทั้งระหว่างกลุ่มประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง และประเทศอื่นๆ เพื่อลดบรรยากาศตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และทำให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

โฆษกกาตาร์ ระบุว่า ตุรกี อียิปต์ โอมาน ซาอุดีอาระเบีย และอีกหลายประเทศ ร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ หลังจากมีความกังวลว่าหากสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดศึกกันขึ้นมาจริงๆ ตะวันออกกลางจะเจ็บหนักที่สุดและสงครามอาจลุกลามขยายวง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งโลก โดยที่เห็นได้ชัดคือราคาทองคำและน้ำมันที่ผันผวนอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

สัญญาณการเผชิญหน้าล่าสุดคือ กรณีกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ส่งเรือปืนหลายลำและโดรนเข้าสกัดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงสหรัฐฯ ที่มีลูกเรือเป็นชาวอเมริกัน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก ซึ่งในแต่ละวันมีน้ำมันถูกลำเลียงผ่านเส้นทางนี้ 1 ใน 5 ของปริมาณการบริโภคน้ำมันทั่วโลก

เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวกำลังมุ่งหน้าไปบาห์เรน แต่ถูกอิหร่านสั่งให้หยุดเดินเครื่องและเตรียมเข้ายึดเรือ ก่อนที่เรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่อยู่ใกล้ๆ จะเข้ามาสนับสนุนและช่วยพาเรือลำนี้ออกไป โดยหน่วยงานความมั่นคงทางทะเลอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีการละเมิดน่านน้ำหรือไม่ หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านให้ข้อมูลเรื่องตำแหน่งเรือที่ขัดกัน

การเผชิญหน้าดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบ F-35 ยิงสกัดโดรนชาฮีด-139 ของอิหร่านที่เข้าไปสอดแนม โดยกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าโดรนบินเข้าใกล้เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ที่ลอยลำอยู่ในทะเลอาหรับและไม่ทราบเจตนาที่ชัดเจนของโดรนลำดังกล่าว

สหรัฐฯ ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินที่ทำภารกิจอยู่ในทะเลจีนใต้มายังตะวันออกกลาง ท่ามกลางความกังวลว่าสหรัฐฯ กำลังเร่งเสริมกำลังพลและอาวุธในภูมิภาคนี้ เพื่อเตรียมเปิดการโจมตีอิหร่านรอบใหม่หรือไม่ หรืออีกด้านอาจเป็นการเพิ่มแรงกดดันไปยังอิหร่านในห้วงเวลาของการเจรจานิวเคลียร์

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีเรื่องนิวเคลียร์มาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ หากไม่นับเรื่องอิสราเอล ซึ่งการบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านกับ 6 ชาติในยุคบารัค โอบามา สร้างความหวังให้กับหลายๆ ฝ่าย แต่เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสหรัฐฯ ได้ฉีกข้อตกลงดังกล่าวทิ้ง ก่อนที่ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศจะย่ำแย่ลง รวมถึงการสังหารแกนนำระดับสูงของ IRGC ด้วย

ในยุคโจ ไบเดน สหรัฐฯ กลับมาฟื้นการเจรจากับอิหร่านรอบใหม่ ก่อนหยุดชะงักไปในช่วงที่อิหร่านปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงอย่างรุนแรงในปี 2022 และอิหร่านเริ่มเสริมสมรรถนะยูเรเนียม 60% ซึ่งเข้าใกล้การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่สงครามในกาซาเมื่อปี 2023 ทำให้ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศยิ่งเลวร้ายลง จนนำมาสู่การเปิดปฏิบัติการ Midnight Hammer ของสหรัฐฯ เมื่อเดือน มิ.ย.2025 เพื่อหวังถล่มโครงการนิวเคลียร์ในอิหร่านให้สิ้นซาก

เมื่อปี 2025 สหรัฐฯ และอิหร่านเจรจากันหลายรอบ ทั้งเรื่องนิวเคลียร์และเรื่องอื่นๆ ซึ่งการพูดคุยดังกล่าว รวมถึงการเดินเกมทางการทูตหลังฉาก และท่าทีของประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง ช่วยหยุดยั้งเหตุปะทะไม่ให้ลุกลามกลายเป็นสงครามใหญ่อย่างที่โลกกังวล

ขณะนี้สหรัฐฯ ต้องชั่งใจให้มากว่าพร้อมเปิดศึกกับอิหร่านมากแค่ไหน แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีขีดความสามารถสูงกว่า แต่ก็หลีกเลี่ยงการเจ็บตัวไม่ได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทรัมป์ไม่ต้องการทำศึกยืดเยื้อ ชอบอะไรที่รวดเร็วและเห็นผลทันที เหมือนกรณีการส่งทีมเข้าไปจับตัวผู้นำเวเนซุเอลา แต่อิหร่านไม่ใช่เวเนซุเอลา ส่วนประเทศอย่างตุรกี กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย ก็ไม่ใช่คิวบา โคลอมเบีย หรือแม้แต่เม็กซิโก ดังนั้นเอาแค่เรื่องผลประโยชน์ก็ต่างกันและเทียบกันไม่ติด

ทรัมป์ เตือนว่าเรื่องร้ายๆ อาจเกิดขึ้นได้ หากทำข้อตกลงกับอิหร่านไม่สำเร็จ เมื่อจับตาสถานการณ์มาถึงจุดนี้ บอกได้ว่ามีความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะเกิดการใช้กำลังขึ้น แต่คนที่จะให้คำตอบในเรื่องนี้หนีไม่พ้นโดนัลด์ ทรัมป์

อ่านข่าว

สหรัฐฯ ยิงโดรนอิหร่าน บินใกล้เรือบรรทุกเครื่องบิน

"อิหร่าน" เตือนสงครามลามระดับภูมิภาคหากสหรัฐฯ โจมตี

เลขาธิการยูเอ็นเตือน "ยูเอ็น" เสี่ยงล้มละลาย เข้าสู่ภาวะถังแตก?