พรรคประชาชน: อู้กำเมือง-ภาษาม้ง มัดใจชาวดอย มุ่งแก้ปัญหาที่ดิน
ทีมผู้สมัคร สส.จาก พรรคประชาชน หมายเลข 9 นายสมชิด กันธะยา ลงพื้นที่ดอยม่อนแจ่ม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยใช้ภาษาถิ่น และ ภาษาชาติพันธุ์สื่อสารกับแม่ค้าและชาวบ้าน เพื่อนำเสนอนโยบายแก้ปัญหาที่ดินทำกินซึ่งเป็นปัญหาหลักของพื้นที่ท่องเที่ยวระดับโลกแต่ไร้เอกสารสิทธิ์
สมชิด กันธะยา ผู้สมัครพรรคประชาชน
นายสมชิด กันธะยา ระบุว่า พื้นที่เขต 5 กว่า 60% เป็นพี่น้องชาติพันธุ์ ปัญหาอันดับหนึ่งคือที่อยู่อาศัยและที่ทำกินทับซ้อนกับเขตป่า จึงเสนอแนวทางทำโฉนดรวมเพื่อให้ชัดเจนระหว่างพื้นที่ป่าและที่ทำกิน ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ และยังช่วยแก้ปัญหา PM 2.5 จากการลดพื้นที่การทำไร่ หันมาปลูกไม้ผลยั่งยืนแทน นอกจากนี้ยังเสนอโมเดลใช้สหกรณ์เป็นกลไกกลางรับซื้อผลผลิตเกษตรเพื่อสู้กับราคาตลาดที่ผันผวน
เมื่อไม่มีเอกสารสิทธิ์ ไปขออนุญาตก่อสร้างก็ไม่ได้ ทำไปก็ผิดกฎหมาย เวลามีปัญหาก็ทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ เราอยากจะให้กันพื้นที่ป่า กับที่ทำกินที่อยู่อาศัยให้ชัดเจน ทำเป็นโฉนดรวมก็ได้ ชาวบ้านเขายอมทั้งหมด ข้อดีก็คือ ป่าจะกลายเป็นสีเขียว ไร่ข้าวโพดก็จะลดลง จากที่ 10 ไร่ ใช้แค่ 2-3 ไร่ปลูกไม้ผล ขายให้กับนักท่องเที่ยว และ อากาศก็จะดี ฝุ่น PM 2.5 ลดลง เพราะไม่มีการเผา
สินค้าทางการเกษตรที่ตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็นข้าว หรือ ข้าวโพด หรือ กระเทียม จริงๆประเทศไทย เรามีสหกรณ์อยู่ทุกที่ รัฐบาลไม่ต้องแจกเงินหมื่น เอาเงินลงมาที่สหกรณ์ และให้พี่น้องกู้จากสหกรณ์เกษตร ให้สินค้าทั้งหมดอยู่ที่สหกรณ์ ตั้งราคาผลผลิตสู้กับเอกชน สหกรณ์ประเมินต้นทุนบวกกำไรเท่าไหร่ เกษตรกรได้เงินแน่นอน ขายให้สหกรณ์ พ่อค้าคนกลางจะเอาเท่าไหร่ มาเอาที่สหกรณ์ ถ้าทำอย่างนี้ก็จะไม่กดราคาเกษตรกร
ภูมิใจไทย: ชู "คนพื้นที่" เข้าใจความลำบาก หวังยกระดับ รพ.แม่แตง
ด้าน นางวาสนา ทองสุข ผู้สมัครหมายเลข 6 พรรคภูมิใจไทย เน้นการหาเสียงแบบเคาะประตูบ้านใน ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง และ พื้นที่ห่างไกลอย่าง อ.กัลยาณิวัฒนา โดยชูจุดขายการเป็น "คนธรรมดาที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ" แต่เข้าใจความลำบากของชาวบ้านในพื้นที่จริงๆ โดยเฉพาะปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัยในเขตป่า
วาสนา ทองสุข ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย
นางวาสนา ทองสุข เผยว่า ปัญหาสาธารณสุขคือเรื่องเร่งด่วน รพ.แม่แตง มีเพียง 60 เตียง ทั้งที่มีประชากรรวมประชากรแฝงเกือบ 3 แสนคน หากเจ็บป่วยต้องเดินทางไกลเข้าเมือง ซึ่งเสี่ยงต่อชีวิตและเพิ่มค่าใช้จ่าย เธอยังย้ำเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างไฟฟ้า น้ำประปา และสัญญาณโทรศัพท์ที่หลายหมู่บ้านยังเข้าไม่ถึง พร้อมขอให้ชาวบ้าน "วางสีเสื้อ" เพื่อเลือกคนที่พร้อมทำงานจริง
เขามาอยู่มานานหลายช่วงอายุคน ก่อนที่จะประกาศเขตป่าไม้ด้วยซ้ำ แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องในที่ทำกินของเขา นี่คือปัญหาที่เราอยากไปช่วยแก้ไข เป็นปัญหาที่สะสมมานาน ไม่มีตัวแทน ไม่มี สส.ที่เป็นปากเป็นเสียงนำเข้าไปแก้ปัญหาให้ พี่น้องพยายามช่วยเหลือตัวเอง เขาส่งเรื่องไปถึงรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย แต่ไม่มี สส. ในพื้นที่ช่วยผลักดันช่วยแก้ไขให้สำเร็จ
ในเขต 5 เรามี 4 อำเภอ มี 3 อำเภอที่โรงพยาบาลประจำอำเภอยังไม่มีความพร้อมจะรองรับประชาชน อย่างอำเภอแม่แตง โรงพยาบาลยกระดับมาจากสถานีอนามัยตำบล จำนวนเตียงยังมี 60 เตียง แต่ประชากรใน อ.แม่แตงมี 1.6 แสนคน ประชากรแฝงอีกแสนกว่าคน และ นักท่องเที่ยวที่เข้ามาหลักพัน หากบาดเจ็บ หรือ เจ็บป่วย โรงพยาบาลแม่แตงไม่สามารถรองรับได้
เพื่อไทย: เน้นท่องเที่ยวชุมชน สร้างรายได้ยั่งยืน
ขณะที่ นางสาวอัจฉรารัตน์ นันทะเสน ผู้สมัคร สส.หมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย เดินทางลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน และ จัดเวทีหาเสียงมากถึง 29 เวที ชูนโยบาย “รับฟังทุกปัญหา แก้ไขทุกเรื่อง” มุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับประชาชนในพื้นที่ ย้ำจะนำความเจริญในทุกด้าน และ คงไว้ซึ่งวัฒนธรรมที่ดีงาม
อัจฉรารัตน์ นันทะเสน ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย
นักวิชาการ มอง 4 ปัญหาหลัก ชาติพันธุ์
รศ.ดร.ประสิทธิ์ ลีปรีชา อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นว่า การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งคนรุ่นเก่าในชุมชนบนพื้นที่สูง และคนรุ่นใหม่ที่ออกมาทำงานในเมือง โดยปัญหาหลักของชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงมี 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย การเข้าไม่ถึงบริการขั้นพื้นฐาน ราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำ และอคติทางชาติพันธุ์
รศ.ดร.ประสิทธิ์ ลีปรีชา อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ประเด็นเร่งด่วนที่สุด คือปัญหาเรื่องที่ดิน เนื่องจากพื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชุมชนชาติพันธุ์พื้นที่สูงถูกประกาศทับโดยกฎหมายป่าไม้ และกฎหมายอื่นๆ หลายฉบับ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับที่ราชพัสดุ หรือ อื่นๆ นำมาซึ่งปัญหาอื่นๆตามมามากมาย เช่น การพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานถูกจำกัด และ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวบ้านบนที่สูง แน่นอนเมื่อเวลาผ่านไป การทำการเกษตรอย่างเดียวไม่ได้ ก็ต้องปรับตัวไปสู่เรื่องของการทำการท่องเที่ยว แต่กฎหมายเหล่านี้ ไม่สามารถที่จะเอื้อให้เกิดการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร เป็นประเด็นปัญหาใหญ่ที่จะต้องรีบแก้
ปัญหาที่ 2 ที่คิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ก็คือ อคติทางชาติพันธุ์ และการทำให้สูญเสียอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ทุกวันนี้ในสื่อสังคมออนไลน์หรือสื่อกระแสหลัก กลุ่มชาติพันธุ์มักจะถูกประนาม หรือ เหมารวมว่าเป็นพวกก่อปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาหมอกควัน PM 2.5 ทั้งๆที่ปัญหาเหล่านี้อาจจะเกิดจากแค่ตัวบุคคลไม่ได้เป็นทั้งกลุ่ม การประทับตรา หรือ สร้างภาพลักษณ์แบบเหมารวม จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงการสูญเสียอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์จากนโยบายชาตินิยมส่วนกลาง ที่มากระทบต่อภาษา วัฒนธรรม ภูมิปัญญา องค์ความรู้ของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมทั้งกลุ่มวัฒนธรรมท้องถิ่นต่างๆทั่วประเทศ ยังไม่ได้รับการกำหนดเป็นนโยบาย
รศ.ดร.ประสิทธิ์ ระบุว่า ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย นโยบายรัฐ และทัศนคติของสังคม ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเลือกตั้ง หรือ สส.เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งฝ่ายการเมือง ภาคราชการ และการลุกขึ้นมามีส่วนร่วมของชุมชนชาติพันธุ์เอง
นักการเมืองที่จะไปทำหน้าที่ในสภานิติบัญญัติออกกฎหมายแก้ปัญหาต่างๆ รวมทั้งพรรคไหนได้ไปเป็นรัฐบาลก็ต้องไปบริหารประเทศ กำหนดนโยบายในการแก้ปัญหาเหล่านี้ อันนี้คือภาคส่วนของการเมือง ขณะที่ภาคส่วนของราชการ ทั้งวิธีคิด วัฒนธรรมในการทำงานของภาคราชการต้องเปลี่ยน ถ้ายังทำงานแบบเดิมๆ เป็นเจ้าคนนายคน ยังมีการสั่งการจากส่วนกลาง ก็จะไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาของชุมชนชาติพันธุ์ได้
ภาคส่วนที่ 3 ที่สำคัญที่สุด ก็คือคนชาติพันธุ์เองต้องเข้าใจปัญหาเหล่านี้ ตระหนักแล้วก็ลุกขึ้นมา ลงมือในการช่วยเหลือตัวเองแก้ปัญหาให้กับตัวเอง รวมทั้งเสนอปัญหาข้อเรียกร้องความต้องการ หรือ แม้กระทั่งบางครั้งอาจจะต้องออกมาประท้วงให้เสียงมันดังไปถึงผู้กำหนดนโยบาย
ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 60 กลุ่ม มีประชากรรวมกันประมาณ 10 ล้านคน หรือ คิดเป็น 1 ใน 7 ของประชากรทั้งประเทศ เฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ มีกลุ่มชาติพันธุ์ 13 กลุ่ม มีจำนวนประชากรรวมกว่า 3- 4 แสนคน คะแนนกลุ่มชาติพันธุ์ จึงมีความสำคัญไม่น้อยสำหรับ สส. และ พรรคการเมือง
รายงาน : พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่อข่าวอาวุโสไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
แท็กที่เกี่ยวข้อง:










