“ทองคำ”จะไปต่อหรือพอแค่นี้ สหรัฐฯ เดินเกม “ล้อมจีน”

เศรษฐกิจ
14:26
จำนวนผู้ชม 3,650
“ทองคำ”จะไปต่อหรือพอแค่นี้  สหรัฐฯ เดินเกม “ล้อมจีน”

ช่วงปลายเดือนม.ค.ต่อเนื่องมาเดือนก.พ. ราคาทองคำ ปรับตัวทำ All Time High ทั้งพุ่งสูงสุด 80,000 บาททองคำ และGold spot ทะลุ 5,000 ดอลลาร์ ก่อนจะปรับตัวทิ้งดิ่งร่วงมาอย่างต่อเนื่องภายในไม่กี่วัน จนกูรูทองคำต่างออกมาเตือนถึงภาวะฟองสบู่ทองคำใกล้แตกจากการเก็งกำไรของนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม ทิศทางของทองคำโลกยังคงผันผวน ตามสถานการณ์โลก ทั้งความขัดแยงภูมิรัฐศาสตร์ของมาอำนาจ ค่าเงินดอลลาร์ที่สวิงไปมา รวมถึงการลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางหรือเฟด เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ราคาจะปรับตัวขึ้นหรือดิ่งเหว

ภาพประกอบข่าว “ทองคำ”จะไปต่อหรือพอแค่นี้  สหรัฐฯ เดินเกม “ล้อมจีน”

เว็บไซต์ “ฮั่วเซ่งเฮง”  วิเคราะห์สถานการณ์ราคาทองคำสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้น หลังจากที่นายสตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการเฟดสายลดดอกเบี้ย ยังคงดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดต่อไป ในขณะที่นักยุทธศาสตร์อาวุโสด้านสินค้าโภคภัณฑ์จาก TD Securities ระบุว่า การบังคับขาย (Forced sales) ในตลาดทองคำน่าจะสิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งส่งผลให้ทองฟื้นตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็น กลยุทธ์ ล้อมจีน ของสหรัฐอเมริกา ที่ยังเป็นประเด็นตึงเครียด 

สหรัฐฯ ใช้กลยุทธ์ “ล้อมจีน” หวังกินรวบ

หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หารือทางโทรศัพท์กับ สีจิ้น ผิง ประธานาธิบดีของจีนในช่วงวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา เกี่ยวกับประเด็นการค้าและจุดเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งรวมถึงสถานการณ์ในไต้หวัน ก่อนที่จะมีการพบปะกันแบบเผชิญหน้าในเดือนเม.ย. นี้ โดยทรัมป์กล่าวว่า การสนทนาในครั้งนี้ว่าเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม ทั้งสองฝ่ายพูดคุยถึงการเพิ่มการรับซื้อถั่วเหลืองของจีนจากสหรัฐฯ เป็น 20 ล้านตัน

รวมถึงการจัดซื้อน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และการส่งมอบเครื่องยนต์สำหรับอากาศยานนอกจากนี้ ทรัมป์ยังเผยว่า จีนให้คำมั่นที่จะนำเข้าถั่วเหลืองอเมริกันเพิ่มขึ้นเป็น 25 ล้านตันในช่วงถัดไป หลังจากรับซื้อ 20 ล้านตันเสร็จสิ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ – จีน กำลังเป็นไปในเชิงบวก

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ในการสนทนาดังกล่าว รัฐบาลจีนกลับนำเสนอภาพรวมการสนทนาเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน (ซึ่งจีนถือว่าเป็นดินแดนของตนเอง) ในมุมมองที่ตึงเครียดกว่า การแถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า ปธน.สี หยิบยกประเด็นไต้หวันขึ้นมา และเร่งเร้าให้สหรัฐฯ ระมัดระวังอย่างสูงสุดในการขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน พร้อมย้ำว่า จีนจะไม่มีวันยอมให้เกาะไต้หวันถูกแยกตัวออกไป

ทั้งนี้ ในปี 2025 สหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธให้แก่ไต้หวันมูลค่าสูงถึง 1.115 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อตกลงที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อเสริมสร้างการป้องกันประเทศของไต้หวัน ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่จีน ในขณะที่การที่ทรัมป์เข้าควบคุมตัวนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นพันธมิตรในการขายน้ำมันให้จีน และการกดดันอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ยังคงเป็นปัจจัยที่คุกคามสันติภาพอันเปราะบางนี้

เนื่องจากว่าปริมาณการส่งออกน้ำมันจากเวเนซุเอลาไปยังจีน ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 400,000 บาร์เรลต่อวันในปีที่แล้ว ลดลงสู่ระดับ 0 ในเดือนม.ค. หลังจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ปราบปรามการขนส่งน้ำมันดิบที่ถูกคว่ำบาตรอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ ทรัมป์ยังคงกดดันประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่านด้วยการขู่ว่าจะตั้งกำแพงภาษี ขณะที่จีนยังคงเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

ภาพประกอบข่าว “ทองคำ”จะไปต่อหรือพอแค่นี้  สหรัฐฯ เดินเกม “ล้อมจีน”

จากปัจจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน – สหรัฐฯ จะมีทิศทางที่ดีขึ้น ผ่านการซื้อถั่วเหลืองของจีนจากสหรัฐฯ แต่กลยุทธ์ “ล้อมจีน” ของสหรัฐฯ ผ่านการขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลา / อิหร่านไปยังจีน อาจสร้างความตึงเครียดต่อไปในอนาคต และอาจส่งผลให้จีนออกมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐฯ ในภายหลังได้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกกับทอง ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ – อิหร่าน ยังคลุมเครือ

การเจรจาสามฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ – ยูเครน และรัสเซีย บรรลุข้อตกลงแลกเปลี่ยนนักโทษเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน 4 ปี โดยทูตพิเศษของทรัมป์ระบุว่า การเจรจามีความคืบหน้าและคาดหวังจะเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ยังคงต้องจับตาต่อไปว่า สหรัฐฯ – อิหร่าน จะยังมีท่าทีในการเจรจาอย่างไร ต่อไป เนื่องจากว่าการเจรจาครั้งนี้อาจไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่สหรัฐฯ ต้องการ 100% ซึ่งอาจทำให้ความขัดแย้งจะยังคงคุกรุ่นต่อไปในภายหลัง และอาจทำให้ราคาทองคำได้รับปัจจัยบวกดังกล่าว

 

เผยดอลลาร์ยังแข็งค่า ขานรับ “เควิน วอร์ช”

ชื่อของนายเควิน วอร์ช ที่ทรัมป์ เสนอให้เป็นประธานเฟดคนต่อไป ส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จากจุดต่ำสุดที่ 97.0 หน่วย ขึ้นมาเป็น 97.68 หน่วย และยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ เนื่องจากว่าวอร์ชมีมุมมองว่า การซื้อพันธบัตรที่รุนแรงเกินไป เป็นการกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำผิดธรรมชาติเป็นเวลานานเกินไป กระตุ้นให้ Wall Street รับความเสี่ยงเกินตัว และทำให้รัฐบาลขาดวินัยทางการคลังในการก่อหนี้ จนเกิดสภาวะที่เรียกว่า อำนาจเหนือกว่าทางการเงิน (Monetary Dominance)

ภาพประกอบข่าว “ทองคำ”จะไปต่อหรือพอแค่นี้  สหรัฐฯ เดินเกม “ล้อมจีน”

โดยวอร์ชเสนอว่า เฟดต้องทำ QE ให้น้อยลง และปล่อยให้เบสเซนต์จัดการบัญชีการคลัง เมื่อทำเช่นนั้น สหรัฐฯ จะสามารถมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงอย่างแท้จริงได้ ในขณะที่ตลาด CME FedWatch ได้คาดการณ์ถึง 76.8% ว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50% – 3.75% ในการประชุม FOMC เดือนมี.ค. ภายหลังจากที่เดือนม.ค. และต้นเดือนก.พ. ประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย / มินนิอาโปลิส / นิวยอร์ก ยังคงเสนอให้เฟดคงดอกเบี้ยต่อเพื่อดูทิศทางเงินเฟ้อและตลาดแรงงานต่อไป

“ยังต้องติดตามต่อไปว่า วอร์ชจะมีแนวทางหรือนำเสนอนโยบายทางการเงินอย่างไรต่อไป เนื่องจากว่าคำพูดของวอร์ช อาจเทียบเท่าได้กับคำพูดของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดคนปัจจุบันได้ และทำให้ตลาดอาจต้อง Price – In ในราคาทองคำใหม่”

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ เพื่อดูทิศทางของราคาทองคำไม่ว่าจะเป็น  ยอดค้าปลีกพื้นฐาน / ทั่วไป เดือนธ.ค. เทียบรายเดือน และ ยอดค้าปลีกเดือนธ.ค. เทียบรายปี  ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน / ทั่วไป เดือนม.ค. เทียบรายเดือน / รายปี  จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์  ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง เทียบรายเดือน / รายปี เดือนม.ค. การจ้างงานนอกภาคเกษตร เดือนม.ค.อัตราการว่างงาน เดือนม.ค.

ภาพประกอบข่าว “ทองคำ”จะไปต่อหรือพอแค่นี้  สหรัฐฯ เดินเกม “ล้อมจีน”

ราคาทอง โครงสร้างยังไม่ใช่ “ขาลง”

สำหรับราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่าในทางเทคนิคอยู่ในระยะ Sideway Up หลังจากทองคำปรับฐานหลังทำ All Time High แต่โดยภาพรวมของโครงสร้างราคายังไม่ได้เป็นขาลง ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงภาวะ ย่อตัว สร้างฐาน และลุ้นขึ้นต่อ”หลังจากที่ตลาดได้รับรู้ถึงเรื่องที่นายเควิน วอร์ช กำลังจะได้เป็นประธานเฟดคนใหม่ ปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลให้ทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,650 และ 4,500 ดอลลาร์ ซึ่งหากไม่หลุดแนวรับดังกล่าว ทองคำอาจผ่านจุดต่ำสุดเพื่อสร้างฐานและขึ้นต่อ

และหากตลาดยังมีความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์ และได้รับรู้ปัจจัยบวกจากกลยุทธ์ล้อมจีนของสหรัฐฯ, การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่านที่ยังไม่บรรลุผลโดยสมบูรณ์ อาจทำให้ทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 5,100 และ 5,200 ดอลลาร์ ซึ่งหากทะลุแนวต้านดังกล่าว อาจทำให้ราคาทองคำอาจทำ High เดิมที่ 5,595 ดอลลาร์ และลุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบแนวต้านที่ 6,000 ต่อไปได้ โดยอ้างอิงจาก Bank of America (BoFA) ที่ได้อ้างอิงถึงกระแสการลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization)

สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 70,450 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 69,000 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 76,000 บาท และ 77,150 บาท

ภาพประกอบข่าว “ทองคำ”จะไปต่อหรือพอแค่นี้  สหรัฐฯ เดินเกม “ล้อมจีน”

ไทย “ส่งออกทองคำ” เพิ่มขึ้น 148.38%

 นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ธ.ค.2568 มีมูลค่า 732.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 26.47% กลับมาลดลงครั้งแรก หลังจากที่ขยายตัวต่อเนื่อง 13 เดือน หากรวมทองคำ มีมูลค่า 1,838.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 27.52% และการส่งออกรวมทั้งปี 2568 (ม.ค.-ธ.ค.) ไม่รวมทองคำ มูลค่า 13,586.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.33% รวมทองคำ มูลค่า 26,593.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 44.75%

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT

ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำในเดือน เดือน ธ.ค.2568 มีมูลค่า 1,106.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 148.38% จากการเก็งกำไรราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากการอ่อนของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การซื้อสะสมของธนาคารกลางทั่วโลก และความไม่แน่นอนของนโยบายหลายประเทศ ส่งผลให้ทั้งปี 2568 การส่งออกทองคำมีมูลค่าสูงถึง 13,006.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 48.51% มีสัดส่วน 48.91% ของการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับทั้งหมด  
         
ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญ ฮ่องกงเพิ่ม 5.23% เยอรมนี เพิ่ม 12.35% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 111.84% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 33.99% อิตาลี เพิ่ม 8.33% ญี่ปุ่น เพิ่ม 16.62% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 2.77% ส่วนสหรัฐฯ ลด 0.71% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ และเบลเยียม ลด 19.37%

ภาพประกอบข่าว “ทองคำ”จะไปต่อหรือพอแค่นี้  สหรัฐฯ เดินเกม “ล้อมจีน”

ส่วนการส่งออกสินค้า เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 31.56% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 15.25% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 601.77% แพลทินัม เพิ่ม 369.33% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 8.48% เครื่องประดับเทียม เพิ่ม 10.14% ส่วนพลอยก้อน ลด 2.71% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 13.06% เพชรก้อน ลด 41.86% เพชรเจียระไน ลด 20.99%

อ่านข่าว:

Silver เงินเย็น "Gold ของคนจน" ไม่ใช่แค่ "พระรอง" ทางเลือกปลอดภัย

สงครามภูมิรัฐศาสตร์ถึงจุดเดือด หนุน “ราคาทอง” พุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์

ลุ้นตรุษจีน “ทองคำ” ราคาดีดขึ้น นายกสมาคมค้าทองคำ ย้ำใช้เงินเย็นลงทุน