เรียกได้ว่า ขึ้นเร็วและแรงทะลุเพดานก็ว่าได้ สำหรับ “ราคา”ทองคำ ที่ทะยานปรับตัวขึ้นขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปีก็ว่าได้ จนกูรูทองคำต่างออกมาประเมิน ว่า อาจจะได้เห็น “ทองคำ” บาทละ 100,000 บาทเร็วๆนี้ ในขณะที่Gold spot ปรับตัวขึ้นสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ที่ 5,085 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปแล้ว
สำหรับปัจจัยที่ดันให้ราคาทองปรับตัวทะยานอย่างต่อเนื่อง คงหนีไม่พ้น สงครามภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งจากประเด็น กรีนแลนด์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ยกระดับความกดดันในการเข้ายึดครอง กรีนแลนด์ จนนำไปสู่ความกังวลเรื่องสงครามการค้าครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปแม้ว่าภายหลังทรัมป์จะยอมถอยคำเตือนเรื่องจัดเก็บภาษีศุลกากรต่ออียู แต่ความตึงเครียดจะยังคงอยู่ต่อไป เป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ
อีกปัจจัยที่ดันให้ ทองคำ พุ่งต่อ คือ ความขัดแย้ง “ตะวันออกกลาง” กลับมาตึงเครียดอีกครั้งหลังมีกระแสข่าวการเคลื่อนกำลังของกองเรือรบสหรัฐฯขนาดใหญ่ มุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่ตลาดไม่อาจมองข้าม นอกจากนี้ ทรัมป์ ออกมาเตือนอิหร่านอย่างชัดเจนว่า วอชิงตันกำลังจับตาสถานการณ์ภายในประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่าการส่งกองเรือรบเป็นการ เตรียมพร้อมไว้ก่อน ท่ามกลางความไม่สงบในอิหร่านที่ปะทุจากวิกฤตเศรษฐกิจ เงินสกุลท้องถิ่นอ่อนค่ารุนแรง และลุกลามเป็นการประท้วงทางการเมืองที่มีความรุนแรงสูง
ลุ้น ประธานเฟดคนใหม่ สายพิราบ
ส่วนการเลือกประธานเฟดคนใหม่ ตลาดมีการคาดการณ์กันว่า ปธน.ทรัมป์ อาจประกาศรายชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ เร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ โดยมี 4 แคนดิเดตสุดท้าย ประกอบด้วย ริค รีเดอร์ (Rick Rieder) หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนจาก BlackRock, นายเควิน แฮสเซตต์ (Kevin Hassett) ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ, นายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ (Christopher Waller) ผู้ว่าการเฟดคนปัจจุบัน และ นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) อดีตผู้ว่าการเฟด
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ
ตลาดได้คาดการณ์ว่านายเควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการเฟด อาจเป็นประธานเฟดคนต่อไปถึง 51% และนายริค รีเดอร์ มีโอกาสถึง 26% c9jไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานเฟดคนใหม่ก็ตามทรัมป์ยังคงมุ่งมั่นที่จะสรรหาประธานเฟดคนใหม่ที่เป็นสายพิราบ (ลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง) ซึ่งอาจส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า และเป็นปัจจัยบวกกับทองในท้ายที่สุด
และที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ การประชุม FOMC วันที่ 27-28 ม.ค. นี้ ซึ่งเป็นการประชุมการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ครั้งแรกของปี 2026 2026 โดย CME FedWatch tool ได้คาดการณ์ถึง 95% แล้วว่า เฟดอาจคงดอกเบี้ยในการประชุม FOMC ครั้งนี้อย่างไรก็ตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ไม่ว่าจะเป็น การประชุม FOMC / การแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ /จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์/ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน / ทั่วไปเดือนธ.ค. เทียบรายเดือน / รายปี- ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐาน / ทั่วไป เดือนพ.ย./ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย CB เดือนม.ค.
แนวโน้มราคาทอง สัปดาห์นี้ระยะขาขึ้น
สำหรับ ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้ระยะขาขึ้นเต็มตัว (Classic Bullish) จากปัจจัยบวกทางด้านความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ภายใน NATO ระหว่างสหรัฐฯ – กรีนแลนด์ – EU และการประกาศรายชื่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานเฟดสายลดดอกเบี้ย (Dovish) ในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจทำให้ทองคำปรับตัว-ขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 5,100 และ 5,200 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ตลาดมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม หากตลาดเริ่มจับตาท่าทีดอกเบี้ยของเฟดและถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ที่ยังคงมีมุมมองในการคงดอกเบี้ย, ความเป็นอิสระของเฟดที่เพิ่มขึ้น, สภาพคล่องของดอลลาร์ที่ตึงตัว และความตึงเครียดกรีนแลนด์เริ่มชะลอลง อาจส่งผลให้ทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,880 และ 4,780 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นแรงขายในตลาดทองคำได้รอบใหม่ได้เช่นกัน ส่วนทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 72,450 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 71,600 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 74,100 บาท และ 75,200 บาท
“นายกสมาคมค้าทองคำ” ชี้ ทองคำยังไปต่อ
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ระบุว่า ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าคาดการณ์ โดยคาดว่าในปีนี้ ราคาทองคำโลกจะปรับตัวขึ้นไปถึงระดับ 6,000 เหรียญต่อออนซ์ได้ หลังจากที่วันนี้ (26 ม.ค.69) ราคาทองคำโลกได้ทะลุ 5,000 เหรียญต่อออนซ์แล้ว สาเหตุที่ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น มาจากปัญหาความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา ทำให้นักลงทุนเกิดความวิตกกังวลว่าจะเกิดสงครามขึ้น หันมาซื้อทองคำเพิ่มขึ้น เพราะมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 วันนี้ จะต้องติดตามประเด็นว่า ทางอิหร่านจะดำเนินการอย่างไร และประธานาธิบดี ทรัมป์ จะพูดอะไรออกมาหรือไม่ เพราะจะส่งผลต่อราคาทองคำทั้งสิ้น
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ
สำหรับนักลงทุน นายจิตติ ระบุว่า แม้ทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 75,000 บาทต่อบาททองคำ หากมีเงินเย็นก็ยังสามารถเข้าซื้อได้ เพราะราคาทองคำที่ปรับตัวทะลุ 70,000 บาท ทำให้นักลงทุนบางส่วนไม่กล้าซื้อทองคำ เพราะมองว่าราคาทองคำค่อนข้างสูง ดังนั้น หากต้องการเข้าซื้อก็ให้เพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากราคาทองคำมีโอกาสที่จะพักฐาน แต่หากมีเงินเย็นก็แนะนำให้ซื้อทองคำไว้เพราะมองว่า ซื้อทองคำไว้ก็มีกำไรจากการลงทุน เพราะทองคำยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอีก ส่วนโอกาสที่จะเห็นราคาทองคำราคา 100,000 บาทต่อบาททองคำหรือไม่ นายจิตติ ระบุว่า ในปีนี้เชื่อว่า ราคาทองคำที่ 100,000 แสนบาทต่อบาททำคำจะยังไม่เห็นในปีนี้ และหากราคาทองคำปรับตัวถึง 100,000 บาท จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ตกลงมาก
วายแอลจี เตือน ราคาพุ่งรอบนี้อาจมีแรงขายทำกำไร
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า หากพิจารณาจากปัจจัยทางเทคนิค จะเห็นว่าทองคำยังเคลื่อนไหวเหนือเส้นค่าเฉลี่ยทุกระยะทั้งสั้น-กลาง-ยาว สะท้อนถึงแรงซื้อที่มีเข้ามาต่อเนื่อง มีโอกาสที่ราคาทองคำโลกจะพุ่งทดสอบ 5,100-5,136 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์มุ่งสู่ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ก่อนจะเกิดการปรับฐานขนาดใหญ่ เนื่องจากเริ่มมีสัญญาณเตือนในเชิงลบที่ชี้ว่า ราคามีโอกาสจะพักฐาน (หรือราคาอาจย่อตัวลงชั่วคราว) เพื่อสะสมกำลังใหม่ เนื่องจากราคาตอนนี้พุ่งสูงขึ้นจนอยู่ในสภาวะ ซื้อมากเกินไป (Overbought)
นอกจากนี้ ยังเริ่มเกิดสัญญาณขัดแย้งกัน (Divergence) ระหว่าง ราคา และ ดัชนีวัดแรงแกว่งตัว (RSI)ในกราฟระดับสัปดาห์ (Weekly) อีกด้วย ทั้งนี้ หากกรณีหลุดบริเวณ 4,640 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ มองว่าราคาจะปรับฐานก่อน แต่ยังคงมองว่าเป็นการพักตัวเพื่อขึ้นต่อ ตราบใดที่ราคายังคงสามารถยืนเหนือแนวรับบริเวณ 4,274 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ได้
แม้ว่าราคาทองคำปรับตัวขึ้นสูงจะส่งผลให้มีแรงขายทำกำไรสลับออกมาเป็นระยะประเมินว่าเป็นแรงขายทำกำไรในระยะสั้นจากนักเก็งกำไร และจากกองทุน ETF รวมไปถึงบางประเทศที่ถือครองทองคำ ส่วนธนาคารกลางส่วนใหญ่จะยังคงถือครองทองคำในระยะยาวไม่ขายทำกำไรเพื่อกระจายพอร์ตเงินทุนทำรองระหว่างประเทศ ทำให้ธนาคารกลางจะยังคงซื้อสุทธิทองคำต่อเนื่องมากกว่าที่จะพลิกกลับมาเป็นขายสุทธิ
ทั้งนี้หากดูจากแรงซื้อทองคำรอบตั้งแต่ปลายเดือนธ.ค.2568 – ม.ค.2569 พบว่ามาจากแรงซื้อในทุกมิติและทุกกลุ่มนักลงทุน ประกอบด้วย กลุ่มนักเก็งกำไรในตลาด COMEX จากกองทุนเฮดจ์ฟันและผู้จัดการกองทุน นักลงทุนสถาบัน กองทุน ETF และความต้องการจากจีน เดือนธ.ค. มีการถอนทองคำออกจากตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ (SGE) รวมทั้งสิ้น 115 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สะท้อนอุปสงค์ในภาพค้าส่งทองคำของจีนที่เริ่มฟื้นตัว
เนื่องจากผู้ค้าปลีกเตรียมสต๊อกทองคำเพื่อการขายปลายปีและต้นปีซึ่งเป็นปัจจัยตามฤดูกาลก่อนเทศกาลตรุษจีน ขณะที่กองทุนทองคำ ETF ของจีนเกิดกระแสเงินทุนไหลเข้าในเดือนธ.ค.ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 โดยมีเงินไหลเข้าเพิ่ม 3.9 พันล้านหยวน (ประมาณ 545 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.8 ตัน)
ด้านธนาคารกลางจีน(PBOC) รายงานการเข้าซื้อทองคำในเดือนธ.ค. ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 14 โดยได้ซื้อเพิ่มอีก 0.9 ตัน ณ สิ้นปี 2568 จีนมีทุนสำรองทองคำอย่างเป็นทางการรวมทั้งสิ้น 2,306 ตัน คิดเป็น 8.5% ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทั้งหมด
นอกจากนี้ยังมีปัจจัย ความต้องการจากอินเดีย แม้ราคาทองคำที่ทะยานขึ้นจะกดดันแรงซื้อในส่วนของทองคำกายภาพ แต่การซื้อทองคำดิจิทัล (Digital Gold) ของคนอินเดียผ่านระบบชำระเงิน UPI (Unified Payments Interface)เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2568 มูลค่าธุรกรรมปรับขึ้นจาก 8,000 ล้านรูปี (ประมาณ 88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในเดือนม.ค. เป็น 21,000 ล้านรูปี (ประมาณ 231 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในเดือนธ.ค. หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าภายใน 1 ปี
ราคาทองคำจะไปต่อตามที่กูรูทองคำฟันธงหรือไม่นั้น นักลงทุนรายย่อยที่กระโดดขึ้นรถไฟเที่ยวนี้คงต้องลุ้นกันต่อไปว่า “ราคาทองคำ”จะไปหยุดอยู่ในระดับราคาที่เท่าไหร่ จะแตะ 100,0000 บาทตามที่คาดการณ์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นขณะนี้
อ่านข่าว:
ยุคสงครามขัดแย้งทั่วโลก บริหารการเงิน "ทองคำ" ทางเลือกปลอดภัย
ทองคำปี69 พุ่งแล้ว 9% ธนาคารกลางทั่วโลกแห่ ตุนทอง YLG เปิด 3 ปัจจัยหนุนราคา
“รูปพรรณ” ทะลุ 70,100 บาท อานิสงส์ ดอลลาร์อ่อน อียู ตอบโต้ สหรัฐฯ ปมกรีนแลนด์











