วันที่ 8 ก.พ.2569 เป็นวันเลือกตั้งของทั้งไทยและญี่ปุ่น ชวนดูการเลือกตั้งของญี่ปุ่นดูบ้างว่า เหตุใดประเทศที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก จึงยังคงยึดมั่นในระบบการลงคะแนนด้วย "การเขียนด้วยมือ" และ "ดินสอ" แต่กลับสามารถประกาศผลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำอย่างเหลือเชื่อ
หน่วยงานผู้คุมกฎ หัวใจการบริหารจัดการ
การเลือกตั้งของญี่ปุ่นไม่ได้ถูกจัดการโดยหน่วยงานเดียวในลักษณะรวมศูนย์ แต่มีการแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบภายใต้ กฎหมายการเลือกตั้งสาธารณะ ปี 1950 (Public Offices Election Law) โดยมี
- สภาจัดการเลือกตั้งกลาง (Central Election Management Council) เป็นองค์กรพิเศษที่สังกัดกระทรวงมหาดไทยและการสื่อสาร (Ministry of Internal Affairs and Communications หรือ MIC) ประกอบด้วยสมาชิก 5 คนที่ได้รับการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีผ่านการเสนอชื่อจากรัฐสภา มีหน้าที่ดูแลการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นองค์กรอิสระรับผิดชอบโดยตรง
- คณะกรรมการการเลือกตั้งระดับจังหวัดและท้องถิ่น ญี่ปุ่นมีคณะกรรมการในทุกระดับ ตั้งแต่จังหวัดจนถึงระดับเมืองและหมู่บ้าน เพื่อดูแลความเรียบร้อยของการเลือกตั้งในเขตพื้นที่ตนเอง ความน่าสนใจคือ คณะกรรมการเหล่านี้ไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ยังมี ผู้ตรวจการการเลือกตั้ง และ ผู้สังเกตการณ์ ซึ่งเป็นประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้ง เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบความโปร่งใสในทุกขั้นตอน
นวัตกรรม "กระดาษยูโปะ" บัตรเลือกตั้งที่ "คืนตัว" ได้
ความลับประการหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้อย่างรวดเร็วในระดับชั่วโมงคือ "บัตรเลือกตั้ง" บัตรเลือกตั้งของญี่ปุ่นผลิตจาก "YUPO Synthetic Paper" (กระดาษยูโปะ) ซึ่งเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่มีส่วนผสมหลักจากพลาสติกโพลีโพรพิลีน กระดาษชนิดนี้มีคุณลักษณะพิเศษที่เรียกว่า "Shape Memory" หรือมีความยืดหยุ่นสูงและคืนรูปได้อย่างรวดเร็ว ตามเข้ามูลของ Niponica
เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งพับบัตรเลือกตั้งเพื่อหย่อนลงในหีบ บัตรเหล่านั้นจะคืนรูปเป็นแผ่นเรียบทันทีเมื่อถูกเทออกจากหีบเพื่อเข้าเครื่องนับคะแนน สิ่งนี้ช่วยลดขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ต้องมานั่งคลี่บัตรด้วยมือไปได้อย่างมหาศาล
นอกจากนี้ กระดาษยูโปะยังมีความทนทานต่อการฉีกขาด เขียนลื่น และรองรับการใช้ดินสอเขียนชื่อผู้สมัครได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งเดิมทีในระยะแรกของการพัฒนาเคยเจอปัญหาว่าผิวกระดาษลื่นเกินไป แต่เทคโนโลยีปัจจุบันได้แก้ไขจนสามารถเขียนด้วยดินสอได้แม่นยำร้อยละ 100
"ดินสอ" เขียนชื่อผู้สมัครด้วยลายมือ
ในยุคที่เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ก้าวล้ำ ญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศในกลุ่ม G7 ที่เคร่งครัดกับการใช้ ดินสอและกระดาษ ในการลงคะแนน Japan forward ระบุว่า กฎหมายการเลือกตั้งญี่ปุ่นกำหนดให้ผู้ลงคะแนนต้องเขียนชื่อผู้สมัครหรือชื่อพรรคการเมืองด้วยลายมือตนเอง แม้ดูเหมือนจะล้าสมัย แต่ระบบนี้ถูกมองว่าเป็นหัวใจสำคัญของความโปร่งใส
เพราะลายมือดินสอมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ปลอมแปลงได้ยาก และลดปัญหาความผิดพลาดจากหมึกเลอะหรือหมึกซึมที่อาจเกิดขึ้นกับปากกา
ในการจัดการกับลายมือหลายล้านรูปแบบ ญี่ปุ่นได้ใช้ เครื่องคัดแยกบัตรอัจฉริยะ GTS-1000 ที่พัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2539 สามารถสแกนอักขระและสัญลักษณ์ภาษาญี่ปุ่นได้ด้วยความเร็วสูง พร้อมทั้งคัดแยกบัตรดี บัตรเสีย และจัดเป็นกองตามชื่อผู้สมัครโดยอัตโนมัติ
เครื่องคัดแยกบัตร GTS-1000 ยังมีฟังก์ชันที่โดดเด่นคือการตรวจสอบ "ข้อความนอกกรอบ" หรือการขีดเขียนที่นอกเหนือจากเจตจำนงในการเลือกตั้ง ซึ่งจะถูกแยกออกเพื่อให้เจ้าหน้าที่มนุษย์ตรวจสอบอีกครั้ง มากไปกว่านั้น เครื่องคัดแยกบัตรยังสามารถจัดเรียงบัตรเลือกตั้งให้อยู่ในทิศทางเดียวกันทั้งหมด (หัว-ท้าย, หน้า-หลัง) โดยอัตโนมัติ ทำให้ขั้นตอนการตรวจนับซ้ำโดยมนุษย์เป็นไปได้อย่างราบรื่นที่สุด
ตามประกาศของกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสาร (MIC) และคณะกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่น รายงานว่าทั้งประเทศ นับคะแนนเสร็จสิ้นร้อยละ 100 ในวันที่ 9 ก.พ.2569 เวลา 12.00 น. ซึ่งนับจากปิดหีบประมาณ 16 ชั่วโมง
ญี่ปุ่นมีการนำเทคโนโลยีคูหาแบบ หน้าจอสัมผัส (Touch Screen) มาใช้ในระดับท้องถิ่น เช่น ที่เมืองนิอิมิ ซึ่งช่วยให้ทราบผลได้ภายใน 40 นาทีหลังปิดหีบ รวมถึงการนำแนวคิดจาก "วิศวกรรมโอริกามิ" มาออกแบบคูหาเลือกตั้งที่พับเก็บได้ง่ายและมีน้ำหนักเบา เพื่อรองรับการตั้งหน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงการใช้สิทธิได้สะดวกที่สุด
การคำนวณที่ละเอียด-การลงทุนเพื่อความโปร่งใส
หนึ่งในจุดที่แสดงถึงความใส่ใจของการเลือกตั้งญี่ปุ่นคือระบบ "คะแนนเศษส่วน" ในกรณีที่มีผู้สมัคร 2 คนที่มีชื่อหรือนามสกุลซ้ำกัน และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เขียนเพียงชื่อที่ซ้ำนั้นโดยไม่มีรายละเอียดอื่นยืนยัน คะแนนดังกล่าวจะไม่ถูกปัดเป็นบัตรเสีย แต่จะถูก "หารแบ่ง" ให้กับผู้สมัครที่เกี่ยวข้องตามสัดส่วนคะแนนที่แต่ละคนได้รับอย่างเป็นเอกฉันท์ โดยคำนวณละเอียดถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 3 สิ่งนี้สื่อถึงความละเอียดอ่อนที่พยายามรักษาทุกเสียงของผู้ลงคะแนนให้มีค่ามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ทางการญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งในฐานะ "ต้นทุนของประชาธิปไตย" The Mainichi รายงาน งบประมาณในการจัดการเลือกตั้ง 2569 พุ่งสูงถึง 8.55 หมื่นล้านเยน หรือราว 1.7 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนการจัดการที่ใสสะอาด นอกจากนี้ยังมีระบบ "เงินอุดหนุนพรรคการเมือง" (Government Subsidies) ซึ่งรัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ตามสัดส่วนจำนวนประชากร (ประมาณ 250 เยน/คน) เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างโปร่งใส ลดโอกาสที่จะเกิดการซื้อเสียงหรือการคอร์รัปชันจากกลุ่มทุน
ความโปร่งใสที่ "มนุษย์" ต้องมีส่วนร่วม
แม้จะมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพียงใด แต่ระบบเลือกตั้งญี่ปุ่นยังคงให้ความสำคัญกับ "การตรวจสอบโดยมนุษย์" เจ้าหน้าที่และผู้สังเกตการณ์สาธารณะจะคอยกำกับดูแลทุกขั้นตอน ในกรณีที่มีบัตรซึ่งเครื่องอ่านไม่ออกเนื่องจากลายมืออ่านยากเป็นพิเศษ เจ้าหน้าที่จะร่วมกันวินิจฉัยโดยยึดหลัก "เจตจำนงที่แท้จริงของผู้ลงคะแนน" (Voter's Intent) เช่น หากผู้มีสิทธิเขียนชื่อผู้สมัครผิดไปเพียงเล็กน้อยแต่ยังสื่อถึงตัวบุคคลได้ชัดเจน คะแนนนั้นจะยังคงเป็นบัตรดี
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีกระบวนการที่โปร่งใสตั้งแต่นาทีแรกของการเปิดหีบ โดยผู้ที่มาใช้สิทธิเป็นคนแรกของหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ จะมีส่วนร่วมในการ "ตรวจสอบหีบเปล่า" เพื่อเป็นพยานว่าไม่มีบัตรใด ๆ ถูกใส่ไว้ล่วงหน้า และเมื่อปิดหีบในเวลา 20.00 น"ตามเวลาญี่ปุ่น หีบใส่บัตรเลือกตั้งจะถูกปิดผนึกอย่างแน่นหนาพร้อมป้ายกำกับที่ระบุรายละเอียดอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันการทุจริตระหว่างขนย้ายไปยังศูนย์นับคะแนนส่วนกลาง
แต่แม้ระบบจะดีเพียงใด ญี่ปุ่นยังคงมีบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ทุจริต เคยมีกรณีที่เจ้าหน้าที่ถูกดำเนินคดีจากการทำลายบัตรเลือกตั้ง เพื่อปกปิดจำนวนผู้มาใช้สิทธิที่ไม่ตรงกับผลคะแนนในปี 2560 สิ่งนี้สะท้อนว่า ทางการญี่ปุ่นไม่เพียงแต่พึ่งพาเทคโนโลยี แต่ยังใช้กฎหมายควบคุมความซื่อสัตย์ของตัวบุคคลอย่างเข้มงวด
กระจกเงาแห่งเจตจำนง
การจัดการเลือกตั้งของญี่ปุ่นในวันที่ 8 ก.พ.2569 จึงไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมทางกฎหมายตามวาระ แต่เป็นงานศิลปะแห่งการจัดการที่ผสานศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ความยืดหยุ่นของพลาสติกในกระดาษยูโปะ ไปจนถึงความแม่นยำของอัลกอริทึมในเครื่องคัดแยกบัตรเลือกตั้ง ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาด้วยเป้าหมายเดียวคือการปกป้องทุกเสียงของพลเมือง
สุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งจะต้องสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจริง ๆ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำสมัยเพียงใด หรือกระบวนการจะซับซ้อนแค่ไหน หัวใจสำคัญคือความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อระบบ เพื่อให้รัฐบาลที่เกิดขึ้นคือตัวแทนของเสียงข้างมากที่มีความชอบธรรมอย่างแท้จริงในระบอบประชาธิปไตย
รู้หรือไม่ : ในการเลือกตั้งญี่ปุ่น 2569 มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 103.5 ล้านคน คิดเป็นงบประมาณ 826 เยน หรือ 165 บาท/คน ขณะที่การเลือกตั้งของไทย 2569 ข้อมูลจาก กกต. มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52.9 ล้านคน งบประมาณทั้งหมด 7,824 ล้านบาท หรือ ตกคนละ 148 บาท
อ่านข่าวอื่น :
ภท.แถลง 3 พรรคเล็ก "เศรษฐกิจ-ประชาธิปไตยใหม่-ใหม่" หนุน "อนุทิน" นั่งนายกฯ
เชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับดีขึ้น จับตาเสถียรภาพรัฐบาลใหม่–มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ยธ.สงขลาเยียวยา "ผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บ" จากเหตุยิงใน รร.พะตงฯ










