เหตุการณ์การตายของเสือโคร่ง 72 ตัวในพื้นที่คุ้มเสือ จ.เชียงใหม่ ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่นักวิชาการและสัตวแพทย์ทั่วประเทศให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อความสงสัยแรกนึกถึง "โรคไข้หวัดนก"
แต่ในที่สุดก็ถูกลบล้างด้วยผลการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการที่ระบุชัดว่า สิ่งที่คร่าชีวิตสัตว์ป่าเหล่านี้คือ Canine Distemper Virus (CDV) หรือ ไวรัสไข้หัดสุนัข ซึ่งเป็นไวรัสที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้เลี้ยงสุนัข แต่กลับส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเมื่อแพร่กระจายเข้าสู่กลุ่มสัตว์ป่าตระกูลแมวขนาดใหญ่
รู้จักฆาตกรล่องหน "ไวรัสไข้หัดสุนัข"
ไวรัสไข้หัดสุนัข อยู่ในสกุล Morbillivirus วงศ์ Paramyxoviridae ซึ่งมีความใกล้ชิดทางสายพันธุ์กับไวรัสโรคหัดในมนุษย์ ไวรัสชนิดนี้ถูกจัดว่าเป็นโรคติดต่อที่มีอันตรายร้ายแรงอย่างยิ่ง โดยมีอัตราการตายสูงเป็นอันดับ 2 ในบรรดาโรคติดเชื้อในสุนัขเลี้ยง รองจากโรคพิษสุนัขบ้าเท่านั้น จากข้อมูลของ Journal of Zoo and Wildlife Medicine โดย American Association of Zoo Veterinarians
แม้ชื่อจะระบุว่า "หัดสุนัข" แต่ในความเป็นจริง ไวรัส CDV มีความสามารถในการติดเชื้อข้ามสายพันธุ์ไปยังสัตว์กินเนื้อบนบกเกือบทุกตระกูล ไม่ว่าจะเป็นตระกูลสุนัข (Canidae) เช่น สุนัขจิ้งจอกและหมาป่า, ตระกูลแมว (Felidae) เช่น เสือและสิงโต, ตระกูลพังพอน (Mustelidae) เช่น นากและเฟอเรท, รวมถึงแรคคูนและหมี
ผลชันสูตรและภาวะแทรกซ้อนในเสือเชียงใหม่ จากรายงานของ น.สพ.ณรงค์ เลี้ยงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ พบว่าเสือที่ตายมีการติดเชื้อ CDV ร่วมกับเชื้อแบคทีเรีย Mycoplasma spp. ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่จู่โจมระบบทางเดินหายใจ การทำงานร่วมกันของเชื้อทั้ง 2 ชนิดส่งผลให้เกิดภาวะปอดอักเสบอย่างรุนแรง (Severe Pneumonia) ทำให้ร่างกายสัตว์ไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ตามปกติ และนำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุด
นอกจากนี้ ข้อมูลทางวิชาการยังชี้ให้เห็นว่า เสือในระบบกรงเลี้ยงมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะ "เลือดชิด" (Inbreeding) ซึ่งเป็นภาวะที่สัตว์มีการผสมพันธุ์กันเองในสายเลือดใกล้ชิด ภาวะนี้ส่งผลให้พันธุกรรมของสัตว์อ่อนแอลง และมีระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ด้อยประสิทธิภาพ ทำให้เมื่อได้รับเชื้อไวรัสเพียงเล็กน้อย สัตว์ก็จะแสดงอาการรุนแรงและตายได้อย่างรวดเร็ว
กลไกการแพร่เชื้อ
ไวรัสไข้หัดสุนัขมีความสามารถในการแพร่กระจายสูงมาก โดยวิธีหลักคือการผ่าน ละอองฝอย (Aerosolization) จากสิ่งคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจ เช่น การไอหรือจามของสัตว์ที่ติดเชื้อ นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย ปัสสาวะ หรืออุจจาระ และแม้แต่การใช้อุปกรณ์ร่วมกัน เช่น ชามน้ำ ชามอาหาร หรือกรงที่ปนเปื้อนเชื้อ ก็สามารถเป็นพาหะนำโรคได้
สัตว์ที่หายจากโรคแล้วยังอาจสามารถแพร่เชื้อไวรัสออกมาได้นานอีกหลายสัปดาห์ ซึ่งทำให้การควบคุมโรคในกลุ่มสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นจำนวนมากทำได้ยากยิ่ง
จากหวัดธรรมดาสู่การทำลายระบบประสาท
อาการของโรคไข้หัดสุนัขมักแสดงออกในหลายระบบพร้อมกัน โดยสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่าง ๆ ดังนี้
- ระบบทางเดินหายใจ สัตว์จะมีไข้สูง (39.5-41 องศาเซลเซียส) มีอาการซึม เบื่ออาหาร จาม ไอ และมีน้ำมูกน้ำตาไหลเป็นหนอง
- ระบบทางเดินอาหาร พบอาการอาเจียน ท้องเสียรุนแรง (บางครั้งมีเลือดปน) และภาวะขาดน้ำอย่างหนัก
- ระบบประสาท นี่คือระยะที่รุนแรงและมักนำไปสู่ความตาย สัตว์อาจมีอาการกล้ามเนื้อกระตุก, ชัก, เดินเซ, มีพฤติกรรมสับสน หรือเป็นอัมพาต
- อาการทางผิวหนัง ในสุนัขและสัตว์บางชนิด จะพบผิวหนังบริเวณจมูกและฝ่าเท้าหนาตัวและแข็งผิดปกติ ซึ่งเรียกว่า "Hard pad disease" อย่างไรก็ตาม ในการระบาดในสัตว์ตระกูลแมวใหญ่บางครั้งอาจไม่พบอาการทางผิวหนังชัดเจนเท่าในสุนัข
ความท้าทายในการวินิจฉัยและการรักษา
ข้อมูลจาก American Kennel Club Canine Health Foundation การวินิจฉัยโรค CDV ในระยะแรกทำได้ยากเพราะอาการอาจคล้ายกับโรคทางเดินหายใจอื่น ๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่สุนัข สัตวแพทย์ต้องใช้การตรวจเลือดเพื่อหาค่าภูมิคุ้มกัน และการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี PCR จากตัวอย่างเยื่อบุตาหรือน้ำลายเพื่อความแม่นยำ
ในด้านการรักษา ปัจจุบันยังไม่มีตัวยาใดที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัส CDV ได้โดยตรง การรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อคุมเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน การให้สารน้ำทางหลอดเลือด และการใช้ยาควบคุมอาการชัก แต่หากสัตว์แสดงอาการทางระบบประสาทแล้ว โอกาสในการรอดชีวิตจะต่ำมากและอาจเกิดความพิการถาวร
แนวทางการป้องกัน "วัคซีน "คือคำตอบเดียว
ความสูญเสียที่เชียงใหม่ย้ำเตือนถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีน การป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสัตว์ตั้งแต่อายุยังน้อย สำหรับสุนัขเลี้ยง วัคซีนรวม DHPP คือมาตรฐานพื้นฐานที่ต้องได้รับตามตารางที่สัตวแพทย์กำหนด
ในขณะที่การจัดการสัตว์ป่าในกรงเลี้ยง จำเป็นต้องมีการควบคุมสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด การจำกัดการสัมผัสระหว่างสัตว์เลี้ยงกับสัตว์ป่า และการพิจารณาใช้โภชนาการที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ การทำความสะอาดพื้นที่ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วไปก็สามารถช่วยได้ เนื่องจากไวรัส CDV มีเปลือกหุ้มที่เป็นลิโปโปรตีน ซึ่งถูกทำลายได้ง่ายด้วยสารฆ่าเชื้อ ความร้อน และแสง UV
เหตุการณ์เสือโคร่งตาย 72 ตัวนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ข่าวเศร้า แต่คือบทเรียนสำคัญในการจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมและการเฝ้าระวังโรคระบาดในสัตว์ป่าอย่างเป็นระบบ เพื่อปกป้องสัตว์อนุรักษ์ไม่ให้ต้องเผชิญกับภัยเงียบที่ร้ายแรงเช่นนี้อีกในอนาคต
อ่านข่าวอื่น :
ส่องสมการรัฐบาลอนุทิน "กล้าธรรม" เสริมแกร่งหรือส่วนเกิน ?
โคราชพบผู้เสียชีวิต "โรคพิษสุนัขบ้า"คนแรกของปี สสจ.เฝ้าระวัง-คุมเข้มพื้นที่เสี่ยง
"มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี" ขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรปแล้ว










