ปรากฏการณ์ "พันช์คุง" เมื่อแม่ตุ๊กตาคือ "สะพาน" ของลูกลิงถูกทิ้งให้กลับสู่ฝูง

สิ่งแวดล้อม
13:50
จำนวนผู้ชม 640
ปรากฏการณ์ "พันช์คุง" เมื่อแม่ตุ๊กตาคือ "สะพาน" ของลูกลิงถูกทิ้งให้กลับสู่ฝูง
ภาพของ "พันช์คุง" ลูกลิงหิมะญี่ปุ่นวัยไม่ถึงขวบที่กอดตุ๊กตาขนสีแดงส้มแนบอกจนเป็นกระแสไวรัล ท่ามกลางความเอ็นดูของผู้ชม ยังสะท้อนประเด็นด้านจิตวิทยาสัตว์ การดูแลสัตว์ป่าในกรงเลี้ยง และบทเรียนสำคัญเรื่อง "สัมผัสที่อบอุ่น" ต่อการเติบโตของสิ่งมีชีวิต

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา "พันช์คุง" ลูกลิงหิมะญี่ปุ่นวัยประมาณ 6-7 เดือน ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ดิ้นรนและการปรับตัวที่สวนสัตว์อิชิกาวะ (Ichikawa City Zoo) ใกล้กรุงโตเกียว หลังภาพที่เจ้าลูกลิงหิมะตัวกอดตุ๊กตาลิงขนยาวสีแดงส้มแนบอกไม่ห่างกาย ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และสำนักข่าวหลายแห่ง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือน ก.ค.2568 เมื่อพันช์คุงถูกแม่ลิงทิ้งตั้งแต่แรกเกิด เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า อาจเกิดจากความเครียดของคุณแม่มือใหม่ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด โดยธรรมชาติแล้ว ลูกลิงหิมะญี่ปุ่น (Japanese macaque) จะเกาะติดตัวแม่ทันทีหลังคลอด เพื่อรับความอบอุ่น ความปลอดภัย และเรียนรู้พฤติกรรมพื้นฐาน

การขาดแม่ตั้งแต่วินาทีแรกจึงเป็นความท้าทายสำคัญต่อพัฒนาการของพั้นช์คุง เจ้าหน้าที่สวนสัตว์จำเป็นต้องเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องระวังไม่ให้เกิดความผูกพันกับมนุษย์มากเกินไป

ปัจจุบัน พันช์คุงกำลังอยู่ในขั้นตอนการเข้าฝูง (Reintegration) ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 19 ม.ค.2569 แม้ว่าในระยะแรกพันช์คุงจะโดนลิงตัวอื่นในฝูงดุหรือแสดงอาการไม่ยอมรับบ้าง ซึ่งสวนสัตว์ยืนยันว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดลำดับชั้นทางสังคม แต่ภาพที่กลายเป็นไวรัลที่สุดคือการที่พันช์คุงมักจะพกพาตุ๊กตาอุรังอุตังขนยาวติดตัวไปด้วยเสมอ เพื่อใช้เป็น "แม่จำลอง" สำหรับเกาะและซบในช่วงเวลาที่รู้สึกไม่มั่นใจ

ล่าสุดมีรายงานจาก NHK ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติถึง 4 เท่าในวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อร่วมส่งกำลังใจให้พันช์คุง ส่วนในโลกออนไลน์ ชาวเน็ตก็ส่งผ่านแฮชแท็ก #がんばれパンチ (สู้ ๆ นะพันช์)

สัมผัสที่อบอุ่นคือพื้นฐานแห่งชีวิต

เหตุการณ์ที่พันช์คุงเลือกเกาะตุ๊กตา แทนที่จะเป็นวัตถุอื่น สามารถอธิบายได้ด้วยงานวิจัยของ แฮร์รี ฮาร์โลว์ (Harry Harlow) เรื่อง Harry Harlow Theory & Rhesus Monkey Experiments in Psychology ในช่วงทศวรรษที่ 1950 ฮาร์โลว์ได้ทำการทดลองกับลิงวอก (Rhesus Monkeys) โดยสร้างแม่จำลอง 2 แบบ คือแม่ที่ทำจากลวดแต่มีขวดนม และแม่ที่ทำจากผ้าขนหนูที่นุ่มนวลแต่ไม่มีนม

ผลการทดลองพบว่าลูกลิงเลือกที่จะใช้เวลาเกือบทั้งวันเกาะติดกับ "แม่ผ้า" และจะไปหา "แม่ลวด" เฉพาะเวลาหิวเท่านั้น เมื่อลูกลิงเกิดความกลัว พวกเขาจะวิ่งกลับไปหาแม่ผ้าเพื่อใช้เป็น "ฐานที่มั่นปลอดภัย" (Safe base) ในการคลายความกังวล

กรณีของพันช์คุงสะท้อนให้เห็นข้อสรุปเดียวกับฮาร์โลว์ว่า สำหรับสัตว์ตระกูลลิง (Primates) พัฒนาการในช่วงแรกไม่ได้ขึ้นอยู่กับการให้อาหารเพียงอย่างเดียว แต่ "สัมผัสที่อบอุ่น" (Contact Comfort) เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ตุ๊กตาอุรังอุตังที่มีขนยาวและนุ่ม ทำหน้าที่กระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ช่วยลดระดับคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) และสร้างความรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์ให้กับพันช์คุง สิ่งนี้ช่วยให้พันช์คุงมีพลังใจที่จะเริ่มสำรวจสิ่งแวดล้อมและพยายามเข้าหาลิงตัวอื่นในฝูงมากขึ้นตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า วัตถุเช่นนี้ควรเป็นเพียงเครื่องมือชั่วคราว มิใช่สิ่งทดแทนความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างถาวร

ภาพประกอบข่าว ปรากฏการณ์

ความท้าทายของการเติบโตแบบ "ผิดธรรมชาติ"

แม้ตุ๊กตาจะเป็นเครื่องมือช่วยเยียวยาที่ดีในระยะสั้น แต่การที่สัตว์ป่าถูกเลี้ยงดูโดยมนุษย์หรือวัตถุจำลองตั้งแต่เล็ก อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงในอนาคต งานวิจัยของ ดร. สตีฟ รอส (Steve Ross) จากสวนสัตว์ลินคอล์นพาร์กที่ศึกษาลิงชิมแปนซี 60 ตัว เรื่อง Chimpanzees raised as pets or performers suffer long-term effects on their behavior พบว่า สัตว์ที่ถูกแยกจากแม่ตั้งแต่เด็กและเลี้ยงโดยมนุษย์ มักจะแสดงความบกพร่องทางพฤติกรรมเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะพฤติกรรมการแต่งขน (Social Grooming) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสายสัมพันธ์ในกลุ่ม

สัตว์ที่เติบโตมาแบบไม่ปกติ ผิดธรรมชาติ มักจะขาด "ความสามารถทางสังคม" (Social Competencies) และอาจมีพฤติกรรมซ้ำซาก (Stereotypies) เช่น การโยกตัวไปมา หรือการกอดตัวเอง สวนสัตว์อิชิกาวะจึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการ "ก้าวถอยหลัง" ออกมา เพื่อไม่ให้พันช์คุงผูกพันกับมนุษย์มากเกินไป จนไม่สามารถเรียนรู้กฎเกณฑ์ของสังคมลิงจริง ๆ ได้

เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของสวนสัตว์ คือ การทำให้พันช์คุงเป็นอิสระจากตุ๊กตาและมนุษย์ จนสามารถกลมกลืนไปกับฝูงได้อย่างสมบูรณ์

การดูแลแบบตอบสนอง - การพัฒนาสติปัญญา

แนวทางการดูแลพั้นช์คุงในปัจจุบันสอดคล้องกับแนวคิด "การดูแลแบบตอบสนอง" (Responsive Care - RC) ที่เคยมีการศึกษาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของลิงชิมแปนซี งานวิจัยเรื่อง Enhancement of Attachment and Cognitive Development of Young Nursery-Reared Chimpanzees in Responsive Versus Standard Care ระบุว่าการให้ปฏิสัมพันธ์ที่มีคุณภาพสูง เน้นการสื่อสารและอารมณ์ตามธรรมชาติของสายพันธุ์ จะช่วยลดอัตราการเกิด "ความผูกพันแบบสับสน" (Disorganized Attachment) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของ "ปังคุง" (Pan-kun) ชิมแปนซีชื่อดังในอดีตที่ได้รับการฝึกให้แสดงท่าทางเหมือนมนุษย์ในรายการโทรทัศน์ ทำให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนในเชิงนโยบายสวัสดิภาพสัตว์ ปังคุงเคยมีเหตุทำร้ายผู้ดูแลในปี 2555 จนต้องยุติบทบาทการแสดง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าการปฏิบัติต่อสัตว์ป่าเสมือนมนุษย์หรือของเล่นนั้น สร้างความเครียดและผลกระทบทางจิตใจที่ยาวนาน

บริบททางกฎหมายต่อสวัสดิภาพสัตว์ในญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นได้รับการจัดอันดับด้านการปกป้องสัตว์ในระดับ "D" จาก World Animal Protection แม้จะมีกฎหมาย "Act on Welfare and Management of Animals 1973" แต่การบังคับใช้และการให้ความสำคัญกับสัตว์ป่าในที่กักขังยังคงมีความท้าทาย โดยเฉพาะทัศนคติทางวัฒนธรรมบางประการที่มองว่าการนำสัตว์มาแสดงเพื่อความบันเทิงเป็นเรื่องปกติ

อย่างไรก็ตาม กระแสความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อพันช์คุงในปัจจุบัน สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมในสังคมญี่ปุ่นและระดับโลก ผู้คนไม่ได้ต้องการเห็นลิงทำกิจกรรมเหมือนคนอีกต่อไป แต่ต้องการเห็นลูกลิงที่แข็งแรงและได้รับการดูแลอย่างมีมนุษยธรรม

ความกดดันจากสังคมออนไลน์ผ่านแฮชแท็ก #がんばれパンチ จึงกลายเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบและผลักดันให้สวนสัตว์ต้องยกระดับการดูแลให้ดียิ่งขึ้น

แล้วเราเรียนรู้อะไรจากปรากฏการณ์ "พันช์คุง"

  1. ความสำคัญของช่วงวิกฤต (Critical Period) พัฒนาการทางอารมณ์ของสัตว์ตระกูลลิงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปีแรก หากขาดการสัมผัสที่เหมาะสมในช่วงนี้ บาดแผลทางใจอาจอยู่ไปตลอดชีวิต ซึ่งความสำคัญนี้ไม่แตกต่างจากมนุษย์เลย
  2. วัตถุเพื่อความมั่นคง (Comfort Objects) ไม่ว่าจะเป็นเด็กมนุษย์หรือลูกลิง วัตถุที่มอบความนุ่มนวล มักให้พลังในการบำบัดความกังวล ซึ่งเป็นกลไกการเอาตัวรอดพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่มีความฉลาดทางอารมณ์
  3. การเรียนรู้ผ่านสังคมของสัตว์ป่า มีระเบียบวินัยและการดุเตือน การที่พันช์คุงโดนลิงตัวอื่นดุ ไม่ได้หมายถึงความก้าวร้าวเสมอไป แต่คือการสอน "มารยาท" ในการอยู่ร่วมกัน
  4. บทบาทของเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย สื่อสังคมออนไลน์สามารถขยายเสียงเรียกร้องด้านสวัสดิภาพสัตว์ได้อย่างกว้างขวาง แต่ผู้รับสารต้องใช้วิจารณญาณในการทำความเข้าใจพฤติกรรมสัตว์ ไม่ให้ใช้ความรู้สึกส่วนตัวตัดสินธรรมชาติของพวกเขาจนเกินไป

เรื่องราวของพันช์คุงเตือนใจเราว่า ภายใต้ภาพลักษณ์ที่น่ารักของสัตว์ป่า มีความเปราะบางและความซับซ้อนที่มนุษย์ต้องทำความเข้าใจด้วยวิทยาศาสตร์และความเมตตา ตุ๊กตาอุรังอุตัง แม่บุญธรรมของพันช์คุงตัวนั้น ไม่ได้เป็นเพียงของเล่น แต่เป็น "สะพาน" ที่เชื่อมโยงอดีตที่ถูกทอดทิ้งสู่อนาคตที่มั่นคงในฝูงลิงหิมะในสวนสัตว์อิชิกาวะ การติดตามความคืบหน้าของพันช์คุงในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการรอชมความน่ารัก

แต่คือการเฝ้ามองบททดสอบของระบบการดูแลสัตว์ป่า ในยุคที่สังคมให้ความสำคัญกับจริยธรรมมากยิ่งขึ้น ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นมากกว่าข่าวไวรัล และเป็นเครื่องยืนยันว่า "ความอบอุ่นและการยอมรับ" คือสิ่งที่ทุกชีวิตบนโลกโหยหาไม่ต่างกัน

อ่านข่าวอื่น :

"ไม่ ขอบคุณ" กรีนแลนด์ปฏิเสธเรือพยาบาลจากทรัมป์ ชี้รักษาฟรีอยู่แล้ว

จนท.วิสามัญ ชายถือปืน-ถังน้ำมันบุกคฤหาสน์หรู ปธน.ทรัมป์ ในฟลอริดา

เตือนคนขับรถรับผู้โดยสารผ่านแอปฯ ต้องจดทะเบียน รย.17/18 ภายใน 28 ก.พ.นี้