สายใบไม้ต้องใส่ใจ "คู่แฝดใบเขียว" ที่หลายคนสับสน

ไลฟ์สไตล์
08:54
จำนวนผู้ชม 530
สายใบไม้ต้องใส่ใจ "คู่แฝดใบเขียว" ที่หลายคนสับสน
ในยุคที่คนไทยชอบปลูกต้นไม้ประดับบ้าน แต่หลายครั้งต้นไม้ที่ดูเหมือนกันเป๊ะ อาจคนละชนิด คนละวิธีดูแล ชวนเจาะลึก "คู่แฝดคนละฝา" ยอดฮิตในไทย ผ่านโครงสร้างใบ ก้าน ราก และข้อควรระวังพิษ ช่วยให้เลือกปลูกได้ถูกต้อง ปลอดภัย ไม่ว่าจะในบ้าน คอนโด หรือที่ทำงาน

ในประเทศไทย ความหลงใหลในพืชประดับในบ้านและไลฟ์สไตล์สีเขียวยังคงได้รับความนิยมอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าไม่ได้ฮิตติดเทรนด์ แต่ก็ไม่ได้หายไปจากความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่ ร้านขายต้นไม้ หรือแม้แต่สวนแนวตั้งในคอนโดหรู แต่ความเขียวขจีที่สวยงามนี้ มักมาพร้อมกับความสับสนในการจำแนกชนิด เพราะพืชหลายชนิดมีลักษณะภายนอกคล้ายคลึงกันมาก แม้แต่นักสะสมตัวยงหรือคนที่ปลูกมานานหลายปีก็อาจพลาดได้ง่าย

การเข้าใจอนุกรมวิธาน (Taxonomy) โครงสร้างทางกายภาพของพืช ไม่ว่าจะเป็นลักษณะใบ ก้าน ราก ระบบการเติบโต หรือแม้แต่เนื้อสัมผัส จึงไม่ใช่แค่เรื่องเรียกชื่อให้ถูก แต่ยังช่วยให้ดูแลได้ตรงจุด เลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมอย่างประเทศไทยที่ทั้งร้อนชื้นและบางช่วงแห้งจัด และที่สำคัญที่สุดคือป้องกันอันตรายจากพิษในพืชบางชนิดที่อาจส่งผลต่อคนหรือสัตว์หากเผลอสัมผัสหรือกินเข้าไป

พลูด่างหนาแว็กซ์-ฟิโลบางกาบหุ้ม

หนึ่งในคู่แฝดที่สร้างความสับสนมากที่สุดในกลุ่มนักปลูกไทยคือ พลูด่าง (Epipremnum aureum) กับ ฟิโลเดนดรอนใบหัวใจ (Philodendron hederaceum) ทั้งคู่อยู่ในวงศ์ Araceae เป็นไม้เลื้อยที่ทนทานและดูแลง่าย แต่หากซูมดูใกล้ ๆ จะเห็นความต่างชัดเจน พลูด่าง มีใบหนากว่า ผิวสัมผัสขรุขระเล็กน้อยและมันเงาเหมือนเคลือบแว็กซ์ ซึ่งช่วยให้ใบทนต่อความแห้งและฝุ่น PM2.5 ในเมืองใหญ่ได้ดี

ในขณะที่ ฟิโลเดนดรอน ใบบางกว่า เรียบเนียนกว่า และมีส่วนเว้าที่โคนใบลึกชัดเจนกว่า จุดชี้ขาดที่สำคัญที่สุดคือฟิโลเดนดรอนจะมี "กาบหุ้มใบ" สีน้ำตาลอ่อนหรือโปร่งแสงหุ้มปกป้องใบอ่อนไว้ เมื่อใบแก่เต็มที่กาบนี้จะแห้งและหลุดร่วงไป แต่พลูด่างไม่มีโครงสร้างนี้เลยเลย

ความแตกต่างเหล่านี้มีประโยชน์จริง ๆ ในชีวิตประจำวัน เพราะใบหนาเคลือบแว็กซ์ของพลูด่างทำให้ทนต่อแสงน้อยและอากาศแห้งจากแอร์ในคอนโดหรือออฟฟิศได้ดีกว่า เหมาะมากสำหรับคนที่ลืมรดน้ำบ่อย ๆ หรือบ้านที่แสงไม่ค่อยสว่าง ส่วนฟิโลเดนดรอนที่ใบบางและมีกาบหุ้มช่วยปกป้องใบอ่อนจากความชื้นสูงในช่วงหน้าฝน ทำให้เติบโตเร็วและใบสวยในห้องน้ำหรือห้องที่มีความชื้นสูง

นอกจากนี้ทั้งคู่ยังช่วยฟอกอากาศได้ดี ด้วยการดูดสารพิษอย่างฟอร์มาลดีไฮด์จากเฟอร์นิเจอร์ แต่พลูด่างจะทนทานกว่าในระยะยาวหากขาดน้ำชั่วคราว

พลูด่างหนาแว็กซ์-ฟิโลบางกาบหุ้ม

พลูด่างหนาแว็กซ์-ฟิโลบางกาบหุ้ม

งาช้างยักษ์-ฝักมะรุมร่องลึก

สำหรับกลุ่มลิ้นมังกร ความสับสนเกิดบ่อยระหว่าง ลิ้นมังกรสตักกิอาย (Sansevieria stuckyi หรือ Dracaena stuckyi) และลิ้นมังกรฝักมะรุม (Sansevieria canaliculata) เป็นสายพันธุ์ลิ้นมังกรกลุ่มใบทรงกระบอก ที่คนเรียกสลับกันบ่อย เพราะทั้งคู่มีใบกลมยาวตั้งตรง อวบน้ำ แข็ง ทนแล้ง ทนแสงน้อย และฟอกอากาศดีเหมือนกัน

ทั้ง 2 ชนิดมีถิ่นกำเนิดในแอฟริกา อยู่ในวงศ์ Asparagaceae และมีลักษณะใบอวบเก็บน้ำ ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดีเยี่ยม จึงเหมาะปลูกเป็นไม้ประดับในบ้าน คอนโด หรือสวนแนวตั้งที่ต้องการต้นไม้ดูแลง่าย แต่หากสังเกตใกล้ ๆ จะเห็นความต่างชัดเจนทั้งขนาด ความหนา ร่องใบ การเรียงตัว และรูปทรงโดยรวม

ลิ้นมังกรสตักกิอาย หรือชื่อที่เรียกทั่วไป "งาช้างแมมมอธ" มีใบกลมหนาแข็งมาก เส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ (ประมาณ 3 ซม.) ยาวได้ถึง 50-100 ซม. หรือมากกว่าเมื่อโตเต็มที่ ใบออกเรียงสลับระนาบเดียว มีร่องแนวตั้งเล็ก ๆ ตลอดใบ ปลายใบแหลม สีเขียวเข้ม เมื่อโตเต็มที่จะซีดลงและตั้งตรงมากกว่า ขณะที่ลิ้นมังกรฝักมะรุม ใบจะกลมแต่เล็กและบางกว่า สูงประมาณ 50-60 ซม. ใบมีร่องลึกชัดเจนกว่าตลอดความยาว ทำให้ดูมีริ้วเหมือนฝักมะรุม สีเขียวเข้มเขียวอมเทา ปลายแหลมโค้งเล็กน้อย และมักโค้งงอหรือโน้มตัวได้ง่ายกว่า

ลิ้นมังกรสตักกิอายหรืองาช้างแมมมอธ เหมาะปลูกเป็นจุดเด่นแนวตั้งในห้องใหญ่ คอนโดสูง หรือสวนแนวโมเดิร์น เพราะให้ความรู้สึกสง่า ทนทานสูง โตช้าแต่ยืนต้นดี ส่วนลิ้นมังกรฝักมะรุม เหมาะปลูกกระถางขนาดกลางหรือกลุ่มหลายต้น เพื่อสร้าง texture นุ่มนวลและเคลื่อนไหวตามลม ทั้งคู่ฟอกอากาศและปล่อยออกซิเจนตอนกลางคืนเหมือนกัน

งาช้างยักษ์-ฝักมะรุมร่องลึก

งาช้างยักษ์-ฝักมะรุมร่องลึก

บอนพิษแรง-ตูนกินได้

อีกกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ ตระกูลบอน บอน (Alocasia macrorrhizos) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ ตูนหรือออดิบ (Colocasia gigantea) บอนกระดาด คนชอบปลูกประดับบ้าน สวน และคาเฟ่ เพราะใบใหญ่สวย ทนทาน แต่ตูน เรามักคุ้นเคยในเมนูอาหารไทย เช่น แกงส้มใส่ปลา แกงกะทิ หรือกินสดกับส้มตำ

บอน มีลำต้นตั้งตรง ใบใหญ่รูปไข่ โคนใบรูปหัวใจ ก้านใบยาวแผ่โอบรอบลำต้น ลำต้นและใบมีสีเขียวเข้ม มีผลึกแคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) ในรูปเข็มแหลมในน้ำยาง ทำให้ระคายเคืองอย่างรุนแรงหากสัมผัสหรือรับประทาน ในขณะที่ ตูน หรือ ออดิบ ใบมักชี้ลง ก้านใบติดบริเวณด้านหลังห่างจากขอบใบ ใบและก้านใบออกสีเขียวนวล และกินได้ หากนำไปปรุงสุก

หากนำมาประดับในบ้าน บอนมีลักษณะสวยงามใหญ่โต เหมาะประดับมุมมืดหรือระเบียง แต่ต้องวางให้พ้นมือเด็กหรือสัตว์เลี้ยง เพื่อป้องกันการสัมผัสหรือกัดกิน ส่วนตูน สามารถเป็นทั้งไม้ประดับและพืชกินได้ในสวนครัวหลังบ้าน

บอนพิษแรง-ตูนกินได้ ที่มา : อุทยานหลวงราชพฤกษ์

บอนพิษแรง-ตูนกินได้ ที่มา : อุทยานหลวงราชพฤกษ์

พลูห่อหมาก-ชะพลูห่อเมี่ยง

ปิดท้ายด้วย ใบพลู (Piper betle) และ ใบชะพลู (Piper sarmentosum) พืชในวงศ์เดียวกัน (Piperaceae) มีใบรูปหัวใจ โคนเว้า ปลายแหลม และมีรสเผ็ดร้อนกับกลิ่นหอมเฉพาะตัว จึงมักถูกสับสนกันง่ายในชีวิตประจำวันของคนไทย ทั้งคู่เป็นพืชพื้นบ้านที่ปลูกง่าย ทนร้อนชื้น และมักพบในสวนครัวหรือรั้วบ้าน แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นความต่างชัดเจนทั้งรูปร่าง เนื้อสัมผัส การเจริญเติบโต และการใช้งานหลัก

ใบพลู มีใบหนา แข็ง เหนียว มันวาว สีเขียวเข้มอมเหลือง กลิ่นฉุนเผ็ดร้อนแรงมาก ต้นเป็นไม้เลื้อยยาวสูง เกาะตามเสาหรือรั้ว นิยมใช้ห่อหมากในวัฒนธรรมไทยโบราณ ช่วยกระตุ้นน้ำลาย ขับลม บำรุงธาตุไฟ แก้ท้องอืด ปวดฟัน และต้านแบคทีเรียในช่องปาก ส่วน ใบชะพลู ใบจะบางกว่า สีเขียวเข้มกว่า ขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย กลิ่นหอมอ่อน เผ็ดเบา นิยมกินสดในอาหารไทย เช่น เมี่ยงคำ แกงคั่ว ยำต่าง ๆ เพราะให้ความกรุบกรอบ หอมสดชื่น

หากเลือกใช้ให้ถูกต้อง จะทำให้อาหารไม่เสียรสชาติ เช่น เมี่ยงคำหรือแกงต้องใช้ใบชะพลู ถ้าใช้ใบพลูแทนจะเหนียว แข็ง รสจัดเกิน ในทางกลับกัน หากต้องการหมากพลู ใบชะพลูจะบางเกิน ห่อไม่แน่น กลิ่นไม่ฉุนพอ สรุปง่าย ๆ จำไว้ว่า "พลูกินหมาก ชะพลูกินเมี่ยง"

พลูห่อหมาก-ชะพลูเมี่ยง

พลูห่อหมาก-ชะพลูเมี่ยง

ที่มาแหล่งข้อมูล : อุทยานหลวงราชพฤกษ์, บ้านและสวน, สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

ทรัมป์แถลงนโยบายประจำปี ชูเศรษฐกิจเฟื่องฟู หลังกลับสู่อำนาจสมัย 2

ร้อง "จรูญเกียรติ" ดำเนินคดี "ครูบาชัยวัฒน์" รุกที่ สปก.

ชมพูสะพรั่ง! แยกให้ชัด "4 ดอกไม้สีหวาน" พร้อมพิกัดเช็กอินจากยอดดอยถึงกลางกรุง