ภูมิใจไทย "คุมหมาก" แก้รัฐธรรมนูญ ใช้หลักการ "ทางสู้" พรรคประชาชน

การเมือง
12:05
จำนวนผู้ชม 50
Thai PBS
ภูมิใจไทย "คุมหมาก" แก้รัฐธรรมนูญ ใช้หลักการ "ทางสู้" พรรคประชาชน

ค่ายส้ม "พรรคประชาชน" เตรียมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ทั้งแบบเลือก สสร. โดยอ้อม และรัฐสภาเลือกยกชุด หลังจากที่ "ค่ายน้ำเงิน" พรรคภูมิใจไทย เสนอให้มี สสร.จำนวน 100 คน จากการคัดเลือกระดับจังหวัดรวม 77 คน (จังหวัดละ 1 คน) และ สสร. ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ 23 คน แต่ประเด็นนี้มีคำถามสำคัญว่า สสร. ระดับจังหวัดทั้ง 77 คนมีที่มาจากไหน ซึ่งพรรคประชาชน มองว่าอาจเกิดความไม่โปร่งใส

นี่คือ "รัฐธรรมนูญสองสี" จาก 2 พรรค 2 ขั้วการเมือง ที่เปิดเผยหลักการสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน 21.6 ล้านเสียงที่แสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา…. ท้ายที่สุดแล้วเส้นทางนี้จะปลายทางจะไปต่ออย่างไร

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดทางไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องเดินตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน แปลว่าโยงอยู่กับเสียงข้างมากในรัฐสภา หากมองในขณะนี้พรรคภูมิใจไทยถือครองเสียงข้างมากในรัฐสภา แต่ในวุฒิสภายังไม่แน่นอน

ภูมิใจไทย "คุมหมาก" แก้รัฐธรรมนูญ ใช้หลักการ "ทางสู้" พรรคประชาชน

ภูมิใจไทย "คุมหมาก" แก้รัฐธรรมนูญ ใช้หลักการ "ทางสู้" พรรคประชาชน

"พอวัดกันด้วยเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะมีเงื่อนไขเสียงข้างน้อยแบบไหน ก็ดูเหมือนว่าใครที่คุม 2 สภานี้ได้เปรียบ เช่น ครึ่งหนึ่งของทั้งหมด 700 สภาผู้แทน บวกกับวุฒิสภา ที่คุยกันรู้เรื่อง ดังนั้นไม่ยากที่จะทำให้ฝั่งพรรคภูมิใจไทยจะมีเสียงสนับสนุน 350 เช่น ต้องอาศัยเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือ 67 คน จากทั้งหมด 200 คน ต้องดูว่าพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ใครจะโน้มน้าวฝั่ง สว. 1 ใน 3 ได้มากกว่ากัน ซึ่งก็ดูเหมือนพรรคภูมิใจไทยจะได้มากกว่า"

หากถามว่ายังพอมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่จะยังสามารถสกัดร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยได้บ้าง… นั่นก็คือการต้องมีเสียงจาก ครม., สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา (100 คน จาก 500 คน), สส. และ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสองสภา (140 คน จาก 700 คน) ซึ่งพรรคประชาชนต้องพยายามหาแนวร่วมจากฝ่ายค้านเพื่อไม่ให้ไปเห็นชอบสนับสนุนถึง 1 ใน 5 ร่างรัฐธรรมนูญพรรคภูมิใจไทย

ดังนั้นพรรคประชาชนจะต้องดึงให้พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงพรรคกล้าธรรม เห็นตรงกับร่างรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน หรือหากไม่เห็นด้วยก็อย่าไปเห็นตรงกับฝ่ายรัฐบาล และอันนี้ชคือเงื่อนไขเดียวที่พรรคประชาชนจะพอสู้ไหว

แนะปชน.เสนอร่างคู่เทียบ-สู้ด้วยหลักการ

ดร.สติธร มองว่า พลังภายนอกมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาล ดูได้จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งตอนแรกจะเสนอร่างเดิม แต่เมื่อเจอกระแสต้านจากสังคมภายนอก จึงกลับลำไม่นำเอาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับค้างสภาฯ ไปพิจารณาต่อ โดยยกหน้าที่ให้สภาฯ จัดทำร่างฉบับใหม่แทน

ภูมิใจไทย "คุมหมาก" แก้รัฐธรรมนูญ ใช้หลักการ "ทางสู้" พรรคประชาชน

ภูมิใจไทย "คุมหมาก" แก้รัฐธรรมนูญ ใช้หลักการ "ทางสู้" พรรคประชาชน

สิ่งสำคัญพรรคประชาชนจะต้องเสนอร่างคู่เทียบ ที่ตรงกับความต้องการของประชาชน 21 ล้านเสียง โดยต้องมีหลักการให้ชัดเจน รูปแบบวิธีการ ที่ทำให้ประชาชนเห็นความสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่ได้เสนอเข้าไป ต้องยอมรับว่าปัจจุบันวาทกรรมที่ยังขายได้ "ปากท้องต้องมาก่อน รัฐธรรมนูญเอาไว้ทีหลัง"

นี่คือประตูบานแรกที่พรรคประชาชนจะต้องทำให้ประชาชนเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญสำคัญอย่างไร นอกเหนือจากการทำประชามติ 21 ล้านเสียงเห็นด้วย เสียเงินไปแล้ว 9,000 ล้าน มีความจำเป็นอะไร

"เมื่อประชาชนเห็นความจำเป็นของร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะทำให้เห็นความสำคัญไปถึงการหาคนเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การได้มาซึ่งบุคคลเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างไรที่จะ ต้องได้ มีคุณสมบัติแบบไหน ดังนั้นเขาอาจจะมองร่างของภูมิใจไทยตอบโจทย์ไม่ดีพอ เขาก็จะมองหาร่างอื่นแทน"

สู้ภูมิใจไทย "เสนอสิ่งใหม่-ทำให้เป็นเรื่องง่าย"

พรรคภูมิใจไทย เปิดทางให้มี สสร. 100 คน เพื่อเปิดทางรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย 77 คน มาจากรัฐสภาเลือกจังหวัดละ 1 คน (77 จังหวัด) ส่วนอีก 23 คน เป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ (สาขากฏหมายมหาชน 7 คน /สาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ 7 คน /ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหาร หรือการ่างรัฐธรรมนูญ 8 คน)

ขณะที่พรรคประชาชน มองว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมโดยตรง เนื่องจากคนไปกาเลือก สส. เขาไม่ได้รู้ว่า สส. ที่ถูกเลือกเข้าไปจะไปทำหน้าที่แก้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร ดังนั้นในขั้นตอนนี้จึงมองว่าจะต้องมีกรรมาธิการร่าง 35 คน กับที่ปรึกษา 100 คน และให้ประชาชนเข้าคูหาไปกาเลือก

ดร.สติธร มองว่า สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยนำเสนอข้อเด่น คือ โมเดลไม่ซับซ้อน และเคยใช้แล้วในการทำรัฐธรรมนูญ 2540 แต่จะต้องแก้ไขอย่างไรในขั้นตอนเลือก สสร. แต่ละจังหวัดทำอย่างไรให้คนเห็นถึงความโปร่งใส

ขณะที่พรรคประชาชน เสนอสิ่งใหม่ที่ต้องอธิบายกับสังคมมากกว่า จึงยิ่งกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้สังคมเข้าใจได้ยาก ดังนั้นจึงต้องทบทวนขั้นตอนเหล่านี้ให้มีความเข้าใจง่ายยิ่งขึ้นจึงจะสามารถสู้กับพรรคภูมิใจไทยได้

"ประชามติอีก 2 ครั้ง" เตือนยิ่งเร็ว-ยิ่งช้า ระวังสะดุด

การทำประชามติเหลืออีก 2 ครั้ง หากถามว่ามีความเป็นไปได้ไหมที่จะสะดุดไม่ผ่าน…ดร.สติธรกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับกระบวนการหลังจากนี้ สมมติมี 3 ร่าง ไม่ว่าจะผ่านเข้าไป 1 , 2 หรือ 3 ในชั้นการทำงานระดับกรรมาธิการก่อนไปสู่วาระ 2 เพื่อพิจารณารายมาตรา กระบวนการตรงนี้จะเปิดรับการมีส่วนร่วม การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมากน้อยแค่ไหน

ครั้งที่แล้วที่ (8 ก.พ. 69) ตกม้าตาย เพราะทะเลาะกันเอง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระบวนการชั้นกรรมาธิการก็ทำกันเองในแค่หมู่พรรคการเมือง ไม่ได้สนเสียงประชาชนสักเท่าไหร่ พยายามทำกระบวนการให้เร็ว แต่ยิ่งเร็วกลายเป็นยิ่งช้าสุดท้ายสะดุดไปต่อไม่ได้ เริ่มนับ 1 ใหม่

สถานการณ์ตอนนี้เรียกได้ว่า “แก้วิธีการแก้” เพราะเชื่อว่าความเป็นไปได้ที่จะไม่ผ่านตั้งแต่ขั้น ตอนแก้วิธีการ นั่นก็เพราะประชาชนไม่เข้าใจวิธีการที่นักการเมืองคิด และไม่มีการอธิบายให้เข้าใจในบริบท อาศัยแค่เพียง 60 วันก่อนการทำประชามติ จาก กกต. โดยพรรคการเมืองไม่สามารถทำได้เนื่องจากผิดกฎหมายพรรคการเมือง

ภูมิใจไทย "คุมหมาก" แก้รัฐธรรมนูญ ใช้หลักการ "ทางสู้" พรรคประชาชน

ภูมิใจไทย "คุมหมาก" แก้รัฐธรรมนูญ ใช้หลักการ "ทางสู้" พรรคประชาชน

ดังนั้นโอกาสสำคัญชั้นกรรมาธิการ ต้องเปิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นให้ประชาชนได้เข้าใจ หลักการเบื้องหลังทำไมต้องมีตัวแทนจังหวัด สมมติเอาร่างภูมิใจไทยเข้าทำไมต้องไปสมัครกันเอง ฮั้วกันได้ไหม ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ หรือมีวิธีการอื่นที่จะได้ตัวแทนแต่ละจังหวัดมา เพื่อให้รัฐสภาเป็นคนเลือกต่อในขั้นสุดท้ายได้ไหม

"กระบวนการต้องเริ่มให้ถูกต้อง ไม่ใช่รอสำเร็จรูปแล้วมาทำประชามติให้ประชาชนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบแล้วค่อยมาอธิบายประชาชน ประชาชนฟังไม่รู้เรื่องก็จะเกิดการโหวตคว่ำ"

หากถามความเป็นไปได้ในขั้นสุดท้ายที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ พรรคภูมิใจไทย จะพูดคุยสื่อสาร ประนีประนอมกับพรรคที่ประชาชนหรือไม่เพื่อเดินหน้าต่อไป ดร.สติธร เชื่อว่า ด้วยสไตล์การเมืองพรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคที่ตอบสนองต่อเสียงประชาชน ดังนั้นหากภายนอกกดดันมาก ๆ ก็อาจ จะมีการปรับเปลี่ยนได้

อ่านข่าว