​ ขัดแย้ง “ตะวันออกกลาง” สนค.ชี้ น้ำมันพุ่ง ตลาดทุนผันผวน ท่องเที่ยวชะลอ

เศรษฐกิจ
14:55
จำนวนผู้ชม 1,024
​  ขัดแย้ง “ตะวันออกกลาง”  สนค.ชี้ น้ำมันพุ่ง ตลาดทุนผันผวน ท่องเที่ยวชะลอ
สนค.วิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอล กับอิหร่าน พบเกิดภาวะช็อกด้านน้ำมัน ราคาปรับสูงขึ้น กดดันเงินเฟ้อทั่วโลกและไทย ท่องเที่ยวจะชะลอจากกลุ่มตะวันออกกลาง เงินจากแรงงานส่งกลับไทยลดลง ตลาดเงิน การลงทุนผันผวน

วันนี้ ( 2 มี.ค.2569) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) วิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านขณะนี้เกิดภาวะช็อกด้านอุปทานในเรื่องน้ำมัน ที่อาจเกิดการพุ่งขึ้นของต้นทุนการผลิต จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน ซึ่งแม้ OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิต แต่อาจไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปจากระบบได้ทันที สิ่งนี้จะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในไทยเร่งตัวขึ้นผ่านราคาค่าขนส่งค่าน้ำเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้า

ภาพประกอบข่าว ​  ขัดแย้ง “ตะวันออกกลาง”  สนค.ชี้ น้ำมันพุ่ง ตลาดทุนผันผวน ท่องเที่ยวชะลอ

ส่วนสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและเดินทางมาไทยเพื่อการพักผ่อนและรับบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) อาจชะงักจากข้อจำกัดในการเดินทางและความกังวลเรื่องความปลอดภัย และแม้ไทยจะไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ความไม่สงบระดับโลกอาจทำให้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นเกิดความกังวลในการเดินทางระยะไกล (Long-haul) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปี

 

แรงงานไทย 7.7 หมื่นคน เสี่ยงรายได้หด

สำหรับด้านแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ รายได้เงินโอนระหว่างประเทศ จากแรงงานไทยกว่า 77,000 คนในพื้นที่เสี่ยง หากต้องอพยพกลับประเทศ จะส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลง และเพิ่มภาระด้านการจัดหางานภายในประเทศของภาครัฐ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์อาจทำให้ภาคครัวเรือนชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทน หรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

ภาพประกอบข่าว ​  ขัดแย้ง “ตะวันออกกลาง”  สนค.ชี้ น้ำมันพุ่ง ตลาดทุนผันผวน ท่องเที่ยวชะลอ

ด้านบรรยากาศการลงทุนและเสถียรภาพตลาดเงิน ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้น อาจส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุน ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้นำเข้าและส่งออก ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอาจทำให้โครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจถูกชะลอออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

ก่อนหน้านี้ กลุ่ม OPEC+ นำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ได้จัดการประชุมผ่านระบบออนไลน์เพื่อประเมินสถานการณ์หลังเกิดความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง โดยมีมติสำคัญ คือ เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบขึ้น 206,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย.2569 เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดและลดความร้อนแรงของราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น แต่มีการประเมินตลาดว่า แม้จะเพิ่มกำลังการผลิต แต่นักวิเคราะห์กังวลว่าปริมาณที่เพิ่มขึ้นนี้อาจไม่เพียงพอ หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ


ก.พลังงาน ระงับส่งออกน้ำมันชั่วคราว

ทางด้านไทย กระทรวงพลังงานได้ยกระดับมาตรการรับมือเพื่อป้องกันวิกฤตพลังงานภายในประเทศ โดยระงับการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศชั่วคราว เพื่อสำรองไว้ใช้ภายในประเทศให้ได้นานที่สุด โดยปริมาณสำรองปัจจุบัน ข้อมูล  วันที่ 1 มี.ค.2569 ไทยมีน้ำมันสำรองรวม (น้ำมันคงเหลือและอยู่ระหว่างขนส่ง) ประมาณ 7,660 ล้านลิตร ซึ่ง เพียงพอต่อการใช้งานได้ประมาณ 60 วัน และได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเพิ่มการผลิตก๊าซในอ่าวไทย และเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตออกไปก่อน เพื่อลดการนำเข้า LNG จากต่างประเทศ ส่วนการผลิตไฟฟ้า สั่งให้โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังน้ำเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต เพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่การนำเข้าก๊าซธรรมชาติหยุดชะงัก

ภาพประกอบข่าว ​  ขัดแย้ง “ตะวันออกกลาง”  สนค.ชี้ น้ำมันพุ่ง ตลาดทุนผันผวน ท่องเที่ยวชะลอ

ในปี 2568 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่า 912,913 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตน์ คิดเป็น 43% ซาอุดิอาระเบีย 12% และการ์ตา 3% ขณะที่ราคาพลังงงานโลก ราคาน้ำมันดิบเบนรด์ ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 79.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 9% จากวันศุกร์ และนักวิเคราะห์ คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย ราคาอาจพุ่งไปแตะ 90 ดอลลาร์ภายในสัปดาห์นี้ โดยฉากทัศน์สูงสุด หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อและมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าราคาอาจพุ่งสูงเกิน 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ในระยะเวลาอันสั้น

ตั้งวอรูม ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในตะวันออกกลาง

สำหรับการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงการคลังได้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ และเอกอัครราชทูตของไทย และเตรียมการอพยพในกรณีจำเป็น กระทรวงแรงงาน ตั้งศูนย์วอร์รูมติดตามสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง และกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน และทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก ติดตามสถานการณ์และทำแผนรับมือ

ภาพประกอบข่าว ​  ขัดแย้ง “ตะวันออกกลาง”  สนค.ชี้ น้ำมันพุ่ง ตลาดทุนผันผวน ท่องเที่ยวชะลอ

สำหรับภาพรวมมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยกับประเทศคู่ขัดแย้งหลัก ได้แก่ อิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ปี 2568 พบว่า สหรัฐอเมริกาเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับต้นของไทย โดยมีสัดส่วนการส่งออกไทยในระดับสูง และไทยเกินดุล การค้าอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และประเด็นการ ตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างใกล้ชิด

ในขณะที่ อิสราเอลมีมูลค่าการค้าอยู่ ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับคู่ค้าหลักของไทย มีการขยายตัวในบางช่วงเวลา  เช่นเดียวกับอิหร่านมีสัดส่วนการค้าอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับการค้าร่วมของไทย ซึ่งไทยเกินดุลการค้า ทั้งนี้ อิหร่านมีการนำเข้าสินค้าไทยบางส่วนผ่านประเทศที่สามโดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงผู้ค้าคนกลางจากอินเดีย ทำให้มีข้อจำกัดในการแสดงมูลค่าการค้าบางส่วนที่อาจจะไม่สะท้อนในสถิติการค้าโดยตรง ที่เป็นทางการระหว่างไทยกับอิหร่าน

การค้า 2 ประเทศกระทบส่งออกไทยต่ำ

โดยหากแยก การค้าระหว่างไทยกับอิหร่าน ในภาพรวม มูลค่าการส่งออก และมูลค่านำเข้า พบว่า  มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอิหร่านมีขนาดค่อนข้างเล็ก โดยในปี 2568 ไทยมีมูลค่าการค้ารวมกับอิหร่าน 146.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนเพียง0.02%  ต่อมูลค่าการค้ารวมของไทยกับทั่วโลก และปี 2568 ไทยส่งออกไปอิหร่าน 136.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ภาพประกอบข่าว ​  ขัดแย้ง “ตะวันออกกลาง”  สนค.ชี้ น้ำมันพุ่ง ตลาดทุนผันผวน ท่องเที่ยวชะลอ

ขณะที่การนำเข้า มีมูลค่าเพียง 9.36ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ไทยเกินดุลการค้า 127.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ส่วนการส่งออกของไทยไปอิหร่านส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมแปรรูป ได้แก่ อาหารแปรรูป ผลไม้กระป๋อง ยางพารา และชิ้นส่วนยานยนต์   ดังนั้นภาพรวม แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัด ผลกระทบโดยตรงต่อการค้าไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งี้ควรติดตามผลกระทบทางอ้อมผ่านาคาพลังงาน ค่าระวางเรือ และความเสี่ยงด้านธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด

ส่วนการค้าระหว่างไทยกับอิสราเอล ในภาพรวม พบว่า  มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอิสราเอลค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการค้าร่วมของไทย ซึ่งในปี2568 ไทยมี มูลค่าการค้ารวมกับอิสราเอล 1,376.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.20%  ต่อมูลค่าการค้ารวมของไทยกับทั่วโลก และปี 2568 ไทยส่งออกไปอิสราเอล 777.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นำเข้ามีมูลค่า 599.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยเกินดุลการค้า 177.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ภาพประกอบข่าว ​  ขัดแย้ง “ตะวันออกกลาง”  สนค.ชี้ น้ำมันพุ่ง ตลาดทุนผันผวน ท่องเที่ยวชะลอ

ทั้งนี้การส่งออกของไทยส่งไปอิสราเอล มีสินค้าสำคัญ ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วน อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุตสาหกรรม ขณะที่การนำเข้าส่วนใหญ่เป็นเคมีภัณฑ์ เครื่องจักร และเทคโนโลยีเฉพาะด้าน อย่างไรก็ตามอิสราเอลเป็นตลาดขนาดเล็กถึงปานกลางของไทย ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อการค้ารวมของ ไทยยังจำกัด แต่ควรติดตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเส้นทางโลจิสติกส์ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด

อ่านข่าว:

จีน-รัสเซีย ซัดสหรัฐ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ย้ำจุดยืนสันติภาพตะวันออกกลาง

ตลาดทุนโลกสะเทือน วิกฤตตะวันออกกลาง ดัน "ราคา" น้ำมัน-ทองคำพุ่ง

รับมือ "สงครามตะวันออกกลาง" หอการค้าฯ ถก “อนุทิน” ทางรอดเศรษฐกิจไทย