จับตาคลังแสงสหรัฐฯ ร่อยหรอ สวนทาง "ทรัมป์" โวสู้รบได้ตลอดกาล

ต่างประเทศ
20:42
จำนวนผู้ชม 712
จับตาคลังแสงสหรัฐฯ ร่อยหรอ สวนทาง "ทรัมป์" โวสู้รบได้ตลอดกาล
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดำเนินมาถึงวันที่ 5 แล้ว โดยยังไม่มีแนวทางออกที่ชัดเจน สร้างคำถามถึงความพร้อมของคู่ขัดแย้ง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เป็นฝ่ายเปิดปฏิบัติการก่อน ผ่าน "Operation Epic Fury" ซึ่งจุดชนวนสงครามรอบนี้

วันนี้ (4 มี.ค.2569) สัปดาห์ที่แล้ว มีข้อมูลรั่วไหลจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ถูกสื่อท้องถิ่นนำมาตีข่าว เกี่ยวกับขีดความสามารถของกองทัพสหรัฐฯ หากปฏิบัติการ Epic Fury ยืดเยื้อนานเกินคาด หรือแม้แต่เกิน 10 วัน ขีปนาวุธหลักในคลังอาจร่อยหรอลงอย่างมีนัยสำคัญ

จนถึงขณะนี้ ท่าทีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงสับสนและกลับไปกลับมา หลังจากเคยระบุว่าจะทำสงครามให้เสร็จภายใน 4-5 สัปดาห์ แต่ก็ทิ้งท้ายว่าอาจยาวนานกว่านั้นได้ โดยมีรายงานว่ากระทรวงกลาโหมได้แจ้งต่อ ปธน.ทรัมป์ แล้วว่า การยืดเวลาปฏิบัติการในอิหร่านออกไปอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงมหาศาล รวมถึงการสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาลเพื่อเติมคลังขีปนาวุธที่ถูกใช้ไปอย่างหนัก

ข้อมูลจากกองบัญชาการกลาง (CENTCOM) ของสหรัฐฯ ชี้ว่า กองทัพใช้ระบบอาวุธมากกว่า 20 ชนิดในการปฏิบัติการต่ออิหร่าน ทั้งทางอากาศ ทางทะเล ทางบก และระบบป้องกันขีปนาวุธ

การโจมตีจนถึงเมื่อวานนี้สำเร็จกว่า 1,250 เป้าหมาย โดยใช้เครื่องบินทั้งจากกองทัพอากาศและกองทัพเรือ เช่น เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 และ B-2 เครื่องบินขับไล่ F-15, F-22, F-35 รวมถึงระบบป้องกันขีปนาวุธและโดรนหลากหลายรุ่นที่ถูกระดมมาใช้

นักวิเคราะห์ประเมินว่า อาวุธที่จะร่อยหรอจากคลังก่อนใครคือ ยุทโธปกรณ์ระดับสูงที่มีความแม่นยำและจรวดสำหรับระบบป้องกันขีปนาวุธ เช่น ระบบ THAAD ซึ่งต้องใช้เวลาหลายเดือนในการผลิต ประกอบ ทดสอบ ขนส่ง และติดตั้ง ต้นทุนต่อระบบสูงถึง 1,000-1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนยุทโธปกรณ์อื่นที่มีแนวโน้มขาดแคลน ได้แก่ ชุดอุปกรณ์นำวิถี JDAM ที่ใช้ GPS แปลงระเบิดธรรมดาให้มีความแม่นยำสูง

อาวุธเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการสกัดกั้นการโจมตีจากอิหร่าน โดยระบบ THAAD ตามข้อมูลจากบริษัทผลิตอาวุธของสหรัฐอเมริกา ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) เมื่อกลางปีที่แล้ว มีติดตั้งทั่วโลกเพียง 9 ระบบ และผลิตใหม่ได้ยาก ทางออกคือโยกย้ายจากจุดอื่นมาประจำการในตะวันออกกลาง

ระบบ Patriot และ SM-6 ที่เคยช่วยยูเครนและอิสราเอล อัตราการผลิตปัจจุบันไม่สามารถทดแทนการใช้งานวันละ 100-1,000 นัด เพื่อสกัดขีปนาวุธหรือโดรนจากอิหร่านได้ทัน เว้นแต่โยกย้ายจากสมรภูมิอื่น

สถานการณ์ปัจจุบันคือ ระบบป้องกันที่ออกแบบสำหรับภัยรุนแรง กลับถูกสิ้นเปลืองกับการสกัดการโจมตีระดมยิงจากอิหร่าน คลังแสงสกัดกั้นล้ำสมัยค่อย ๆ หมดลง พร้อมต้นทุนมหาศาล การยิงสกัดแต่ละครั้งอาจใช้เงินหลักแสนถึงหลักล้านดอลลาร์ เพื่อทำลายขีปนาวุธที่ต้นทุนเพียงไม่กี่พันดอลลาร์

สอดคล้องกับความเห็นของ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ระบุว่าอิหร่านมีความสามารถผลิตอาวุธในปริมาณมากกว่าสหรัฐฯ และพันธมิตร โดยผลิตขีปนาวุธมากกว่าเดือนละ 100 ลูก ขณะที่สหรัฐฯ ผลิตระบบสกัดกั้นได้เพียง 6-7 ชุด/เดือน

อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลเหล่านี้สวนทางกับท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ปธน.ทรัมป์ ยืนกรานว่าคลังแสงสหรัฐฯ ไม่เคยมีมากหรือดีเท่านี้มาก่อน มีอาวุธให้ใช้ได้เรื่อย ๆ ไม่จำกัด สหรัฐฯ สามารถทำสงครามไปได้ "ตลอดกาล" อย่างสวยงามด้วยยุทโธปกรณ์เหล่านี้

แต่ในศึกครั้งนี้ สหรัฐฯ ได้เปิดตัวโดรนใหม่ LUCAS หรือระบบโจมตีทางอากาศไร้คนขับต้นทุนต่ำ ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อแก้เกมอาวุธราคาถูกของศัตรู เช่น โดรนชาฮีดของอิหร่าน และลดภาระระบบราคาแพงอย่าง Patriot หรือ THAAD

ราคาโดรน LUCAS แบบใช้แล้วทิ้งต่ำกว่าโดรนพิฆาตหรือขีปนาวุธหลายสิบถึงร้อยเท่า และถูกนำลงสนามจริงอย่างรวดเร็ว รัฐบาลสหรัฐฯ ถือสิทธิบัตรและใช้วิธีจ้างผลิต แต่ถึงแม้จะปรับแนวทางการรบ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าศึกครั้งนี้สหรัฐฯ ต้องใช้งบประมาณมหาศาล ประมาณการว่าใน 24 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ สหรัฐฯ ทุ่มเงินไปแล้ว 779 ล้านดอลลาร์ ไม่รวมอีก 630 ล้านดอลลาร์ที่ใช้เตรียมความพร้อมก่อนโจมตี

หากการเผชิญหน้าที่ยังไม่จบง่าย ๆ ตามที่ทรัมป์คาด คำถามสำคัญคือ สหรัฐฯ จะแบกรับสงครามราคาแพงนี้ไปได้อีกนานเพียงใด

อ่านข่าวอื่น :

"ครม.อนุทิน 2" โจทย์ใหญ่รับมือสถานการณ์โลก

"อิสราเอล" ขู่กำจัดคนขึ้นนั่งผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่

นายกฯ สเปน โต้ "ทรัมป์" ลั่นไม่เอาสงคราม