สงคราม "ขีปนาวุธข้ามทวีป" เครื่องบินรบE-6B Mercury-โดรนพลีชีพ  

ต่างประเทศ
15:39
จำนวนผู้ชม 1,490
สงคราม "ขีปนาวุธข้ามทวีป" เครื่องบินรบE-6B Mercury-โดรนพลีชีพ  
Botnoi Voice

สงครามจากการเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่สังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน จนเกิดการตอบโต้ด้วย ขีปนาวุธและโดรนข้ามอ่าวเปอร์เซีย ทำให้เมืองต่าง ๆ ทั้ง ดูไบและริยาด ซึ่งปลอดภัยจากความวุ่นวายในภูมิภาคมานาน ถูกดึงเข้าไปข้องเกี่ยวอย่างเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เพียงสร้างความโกลาหลต่อประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงอิหร่านและอื่น ๆ หากยังสั่นสะเทือนแทบทุกด้านทั่วทุกมุมโลก

ล่าสุดสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐฯลงคะแนนเสียงข้างมาก 53 ต่อ 47 เสียง ไม่ผ่านมติจำกัดอำนาจของ ”โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการใชอำนาจสั่งปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านที่เริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้ทรัมป์มีอำนาจในการสั่งโจมตีอิหร่านต่อไปได้

เป็นการทำให้ความพยายามของพรรคเดโมแครต ซึ่งยื่นเรื่องให้มีการลงคะแนนเสียงเพื่อจำกัดอำนาจของทรัมป์ ในการใช้ปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน ต้องประสบกับความล้มเหลว โดยการลงคะแนนเสียง สมาชิกวุฒิสภาของแต่ละพรรค เกือบทั้งหมด ต่างลงคะแนนเสียงตามมติของทรัมป์ โดยแทบไม่มีใครแตกแถว

ภาพประกอบข่าว สงคราม

ข้อมูลจากหลายเพจสำนักข่าวต่างประเทศ ระบุว่า ขณะนี้กองทัพอากาศสหรัฐได้มีการเตรียมพร้อมส่งเครื่องบินรบ E-6B Mercury หรือในวงการทหารเรียกว่า “เครื่องบินวันสิ้นโลก” ขึ้นบินด่วนจากฐานทัพฯข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ หลังออกเดินทางจากฐานทัพอากาศทิงเกอร์ ในรัฐโอคลาโฮมา ซึ่งหากปิดระบบติดตาม เครื่องบินก็จะหายไปจากหน้าจอเรดาร์

เครื่องบินรบ E-6B Mercury ถือเป็นเครื่องบินบัญชาการทางอากาศ หรือ “ศูนย์บัญชาการลอยฟ้า” ออกแบบมาเพื่อเหตุฉุกเฉิน ในสภาวะสงครามนิวเคลียร์ ที่มีหน้าที่ส่งรหัสยิงอาวุธนิวเคลียร์ ไปยังเรือดำน้ำทั่วโลก

สัญญาณดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า กองทัพอเมริกาได้ยกระดับความพร้อมรบขั้นสูงสุด ขณะเดียวกันข้อมูลข่าวกรองระบุว่าขณะนี้ ผู้นำอิหร่าน ได้อพยพลงสู่บังเกอร์ใต้ดินลึกที่ฐานทัพ Fordow เรียบร้อยแล้ว พร้อม ๆ กับการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ยุทธศาสตร์หลายจุดของกรุงเตหะราน เพื่อป้องกันดาวเทียมสหรัฐฯ ชี้เป้าสังหาร

ภาพประกอบข่าว สงคราม

ข้อมูลจาก https://www.aerotime.aero/articles/us-navy-e6b-doomsday-plane-europe ระบุว่า เครื่องบินโบอิ้ง E-6B Mercury ได้ปฏิบัติหน้าที่มากว่า 30 ปี เป็นองค์ประกอบสำคัญของเครือข่ายบัญชาการ ควบคุม และสื่อสารด้านนิวเคลียร์ (NC3) ซึ่งรับประกันการเชื่อมต่อที่ยั่งยืนระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และกองบัญชาการยุทธศาสตร์สหรัฐฯ

บทบาทหลักของเครื่องบินลำนี้คือการรักษาการติดต่อกับเรือดำน้ำขีปนาวุธชั้นโอไฮโอ ซึ่งบรรทุกขีปนาวุธยิงจากเรือดำน้ำ (SLBM) เรือเหล่านี้เป็นหนึ่งในเสาหลักของสามเหลี่ยมอำนาจนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ซึ่งสามารถโจมตีตอบโต้ได้แม้ในกรณีที่ถูกโจมตีครั้งแรกอย่างรุนแรงบนแผ่นดินสหรัฐฯ ซึ่งการประจำการในต่างประเทศครั้งสุดท้ายของเครื่องบินดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2024 เมื่อเครื่องบิน E-6B Mercury ปฏิบัติการจากฐานทัพอากาศ Rygge ในนอร์เวย์ พร้อมการฝึกซ้อมขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ในทะเลนอร์เวย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรือลาดตระเวนติดขีปนาวุธนำวิถี USS Normandy (CG 60) และเรือดำน้ำขีปนาวุธ USS Tennessee (SSBN 734) เรือดำน้ำ Tennessee สามารถบรรทุกขีปนาวุธนิวเคลียร์ Trident II ได้มากถึง 20 ลูก สะท้อนความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของการปฏิบัติการครั้งนั้น

หากสหรัฐฯนำเครื่องบินรบ E-6B Mercury มาใช้จริงตามเบาะแสจากรายงานข่าวต่างประเทศ ต้องจับตาดูว่าอานุภาพแห่งการทำลายล้างจะนำมาซึ่งความสูญเสีย ความเสียหายต่อมวลมนุษยชาติอย่างไรบ้าง และในกรณีที่อิหร่านสวนกลับประเทศกลุ่มพันธมิตรของสหรัฐฯจะพบการตอบโต้กลับด้วยระบบขีปนาวุธใด นอกเหนือจากโดนพลีชีพ

ข้อมูลจากเพจ POPULAR MECHANICS ระบุว่า เครื่องบินE-6B Mercuryถูกกำหนดให้เป็นเครื่องบินระบบควบคุมการปล่อยจรวดทางอากาศ (Airborne Launch Control System) เพื่อสนับสนุนกองกำลังนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ทั่วโลก โดยมีพื้นฐานมาจากเครื่องบินโดยสารพลเรือนโบอิ้ง 707 E-6B ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นสถานีถ่ายทอดสัญญาณสื่อสารสำรองระหว่างหน่วยบัญชาการแห่งชาติ (ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือผู้สืบทอดตำแหน่ง) กับเครื่องบินทิ้งระเบิด ขีปนาวุธข้ามทวีป และเรือดำน้ำขีปนาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ

ภาพจาก U.S. Navy photo

ภาพจาก U.S. Navy photo

E-6B หรือ TACAMO (Take Charge And Move Out) คือระบบสื่อสารที่สามารถอยู่รอดได้ของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้ในสงครามนิวเคลียร์ เพื่อรักษาการสื่อสารระหว่างผู้มีอำนาจตัดสินใจ ( หน่วยบัญชาการแห่งชาติ ) และ ระบบส่งอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ทั้งสามระบบ ภารกิจหลักคือการทำหน้าที่เป็นสถานีถ่ายทอดสัญญาณ โดยรับคำสั่งจากหน่วยบัญชาการ เช่นปฏิบัติการ Looking Glassและตรวจสอบและส่งต่อข้อความปฏิบัติการฉุกเฉิน (EAM) ไปยังกองกำลังยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ

และในกรณีเกิดวิกฤต เครื่องบินเมอร์คิวรีจะบินขึ้นและกางเสาอากาศแบบสายคู่ที่เชื่อมต่อกับร่มชูชีพ เครื่องบินจะบินวนเป็นวงกลม โดยเสาอากาศจะส่งสัญญาณคำสั่งความถี่ต่ำที่มีระยะทำการหลายร้อยไมล์ เครื่องบินสามารถรับสัญญาณจาก NCA และส่งต่อไปยังกองกำลังนิวเคลียร์ สั่งการให้ยิงหรือระงับการโจมตีได้

ความสามารถของเครื่องบินเมอร์คิวรีในการส่งต่อคำสั่งยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ ทำให้มันได้รับฉายาว่า "เครื่องบินที่อันตรายที่สุดในท้องฟ้า" แม้ว่าจะไม่มีอาวุธใด ๆ เลยก็ตาม โดยปกติแล้วเครื่องบินลำนี้จะบินโดยมีลูกเรือผสมระหว่างทหารเรือและทหารอากาศจำนวน 13-18 นาย

ภาพประกอบข่าว สงคราม

ย้อนกลับมาดูขีปนาวุธของอิหร่าน เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2569 สำนักข่าวฟาร์ส (Fars News Agency) ได้เผยแพร่ภาพ เมืองขีปนาวุธใต้ดินขนาดใหญ่และคลังแสงที่เต็มไปด้วยโดรนพลีชีพและขีปนาวุธ ขณะที่อิหร่านกำลังสร้างความเสียหายไปทั่วตะวันออกกลาง หลังประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียกำลังถูกอิหร่านโจมตีอย่างหนักบนสถานการณ์ความขัดแย้ง อาจขาดแคลนอาวุธต่อต้านโดรน ในสงครามดังกล่าว

ประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ใช้อาวุธป้องกันประเทศของตนไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน ที่สั่งสมอยู่ในบังเกอร์ของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม IRGC (Islamic Revolutionary Guard Corps) ซึ่งเป็นอุโมงค์ทอดยาวเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

มีรายงานว่าขีปนาวุธอิหร่านมีทั้งพิสัยใกล้ มีระยะยิงโจมตี 150-800 กิโลเมตร พัฒนาสำหรับการโจมตีเป้าหมายระยะใกล้ และการระดมยิงแบบต่อเนื่อง ส่วนพิสัยกลางหลายรุ่นให้เลือกใช้ ระยะยิง 1,500-2,500 กิโลเมตร โดยมีระบบขีปนาวุธถึง 4 รุ่น โดยเฉพาะโซมาร์ ที่เป็นขีปนาวุธแบบร่อน ยิงได้ไกลถึง 2,500 กิโลเมตร

ภาพประกอบข่าว สงคราม

ข้อมูลยังระบุอีกว่า ขีปนาวุธแพทริออตที่ผลิตโดยสหรัฐฯ อาจมีต้นทุนการผลิตสูงกว่า 5 ล้านดอลลาร์ ส่วนระบบป้องกันขีปนาวุธ "ธ้าด" (THAAD) อาจมีราคา 13 ล้านดอลลาร์ ทั้ง 2 ระบบยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการส่งออก ทางกลับกัน โดรนสังหารเพียงลำเดียวอาจมีราคาเพียง 20,000 ดอลลาร์ หมายความว่า การโจมตีของอิหร่านจะสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องง่ายขึ้นมาก

อิหร่านใช้โดรนโจมตีเป้าหมายที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียซึ่งต้องใช้งบฯหลายล้านดอลลาร์ในการสกัดกั้นการโจมตีเหล่านั้น โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ยิงสกัดขีปนาวุธ ที่ยิงมาทั้งหมด 541 ลูกได้ถึง 92% แต่เสียค่าใช้จ่ายสูงกว่า 700 ล้านดอลลาร์

ข้อมูลจากการประเมินพบว่า ต้องใช้เครื่องสกัดกั้นโดรนราคาสูงถึง 4 ล้านดอลลาร์ เพื่อยิงโดรนตกเพียงลำเดียว ขณะที่ อิหร่านใช้เงินเพียง 10 ล้านดอลลาร์ สำหรับฝูงโดรนที่มุ่งเป้าไปที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และยิงโดรนมากกว่า 2,500 ลำต่อวัน ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศรับมือไม่ไหว

อย่างไรก็ตาม แม้ขีปนาวุธส่วนใหญ่จะถูกยิงตก แต่ก็มีบางส่วนที่หลุดรอดไปได้ รวมถึงการโจมตีด้วยโดรนที่สร้างความเสียหายให้กับสถานกงสุลสหรัฐฯ ในดูไบ นักวิเคราะห์ชี้ว่า อัตราปัจจุบันอุปกรณ์อาจหมดภายใน 4 วัน เพราะเครื่องสกัดกั้นถูกใช้งานด้วยความรวดเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน และตั้งแต่เปิดปฏิบัติการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตกเป็นการโจมตีด้วยขีปนาวุธประมาณ 200 ลูก ขีปนาวุธร่อน 8 ลูก และโดรน 689 ลำ แม้ว่าขีปนาวุธทั้งหมดจะถูกสกัดกั้นได้ แต่โดรน 44 ลำ ก็ยังสามารถโจมตีได้สำเร็จ ซึ่งประเทศบาห์เรน คูเวต และกาตาร์ ก็เผชิญกับการโจมตีอย่างหนักหน่วงเช่นกัน

สงครามไม่ว่าจะใช้อาวุธหรือขีปนาวุธใดตอบโต้กัน สุดท้ายผู้ที่ได้รับผลกระทบไปเต็ม ๆนอกจากครอบครัวของสูญเสียทุกฝ่ายแล้วคงหนีไม่พ้นเด็ก ๆ และประชาชนของประเทศต่างๆ

 

อ่านข่าว

วันที่ 5 "สหรัฐฯ–อิสราเอล" ถล่ม "อิหร่าน" วิกฤตพลังงานลามทั่วโลก

สภาคองเกรสจ่อ "จำกัด" อำนาจทรัมป์ หลังถล่มอิหร่าน-เสี่ยงปะทะยืดเยื้อ

กาตาร์ คุมตัว 10 ผู้ต้องสงสัย เชื่อเชื่อมโยง "IRGC " ของอิหร่าน