วันนี้ (6 มี.ค.2569) นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นนำเข้ามันอัดเม็ดไปเป็นอาหารสุกร เพราะทำให้เนื้อสุกรมีคุณภาพดี กรมฯ จึงมีเป้าหมายในการต่อยอดจากอาหารสุกรด้วยการสนับสนุนให้มันอัดเม็ดเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารโคนมโคเนื้อ เนื่องจากญี่ปุ่นมีประชากรโคจำนวนมาก และเกษตรกรให้ความสำคัญกับวัตถุดิบคุณภาพที่ส่งผลดีต่อคุณภาพของเนื้อและนม โดยกรมได้นำ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และภาคเอกชนจาก 4 สมาคมมันสำปะหลังกว่า 37 ราย เดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไทย ที่ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ช่วงวันที่ 25-26 ก.พ. 2569 เพื่อผลักดันการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยเฉพาะสินค้ามันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลัง และแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม
นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
รวมถึงหารือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายสำคัญของญี่ปุ่น ในภาคปศุสัตว์ เช่น สหพันธ์สมาคมการเกษตรแห่งชาติ (ZEN-NOH) เพื่อส่งเสริมการใช้มันอัดเม็ดของไทยเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยได้ให้ข้อมูลด้านคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ของสูตรอาหารสัตว์ที่มีมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ
นอกจากนี้ ยังได้หารือกับผู้ประกอบการและผู้นำเข้ารายสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ บริษัท ITOCHU Corporation บริษัท Toyota Tsusho Corporation บริษัท Sojitz Foods Corporation เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น แป้งมันสำปะหลังแปรรูป (Modified Starch) โดยปัจจุบันญี่ปุ่นมีการนำเข้าแป้งมันสำปะหลังแปรรูป ชนิด acetylated ไปใช้ในอาหารสัตว์เลี้ยงซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการจับตัว (binding) นอกจากนี้ แป้งมันสำปะหลังของไทยสามารถแปรรูปเป็นพลาสติกชีวภาพซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น ยังได้รับความสนใจจากภาคเอกชนของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก
รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวอีกว่า นอกจากตลาดญี่ปุ่นที่เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงแล้ว กรมมีแผนขยายตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปยังขยายตลาดใหม่ ที่มีศักยภาพ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือ เป็นต้น โดยเน้นขยายตลาดสินค้ามันสำปะหลังเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร กาว กระดาษ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงตลาดเดียว เน้นการสินค้าส่งออกพรีเมียมที่มีคุณภาพดีและมีคุณสมบัติโดดเด่น เช่น การเป็นพืชคาร์โบไฮเดรตที่ให้ พลังงานสูง Non-GMO และ Non-Gluten เพื่อเพิ่มความต้องการสินค้ามันสำปะหลังในตลาดโลก รวมถึงเพิ่มโอกาสทางการค้าและขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ส่งออกไทย ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจ ให้กับเกษตรกรไทยว่าจะมีตลาดรองรับผลผลิต สร้างรายได้ให้เกษตรกร และจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรม มันสำปะหลังไทยทั้งระบบ
ส่วนแนวทางการยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังสำหรับการแข่งขันในตลาดโลก จะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านสินค้านวัตกรรม โดยปรับเปลี่ยนการส่งออกสินค้าขั้นพื้นฐานไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น แป้งมันสำปะหลัง พรีเมียมสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเบเกอร์รี่ ที่มีจุดแข็งในการเป็นสินค้า ปราศจากกลูเตน (Gluten free) และไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม (Non GMO
ไทยยังคงมีจุดแข็งที่โดดเด่น โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตที่นำเทคโนโลยี สมัยใหม่มาใช้ ทำให้สามารถยกระดับการแปรรูปมันสำปะหลังสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และ ตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ คุณภาพและมาตรฐาน การผลิตของไทยยังได้รับการยอมรับในระดับสากล เกษตรกรไทยมีความเชี่ยวชาญในการ เพาะปลูก และสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน จนได้รับความเชื่อมั่นจากตลาดโลก ด้วยความพร้อม ทั้งด้านปริมาณการผลิตและคุณภาพสินค้า ไทยจึงมีความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดญี่ปุ่น
ด้านนายวีรวัฒน์ เลิศวนวัฒนา อุปนายกสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทยผู้ประกอบการมันสำปะหลังไทย กล่าวว่า การขยายตลาดผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในญี่ปุ่น เป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง สามารถใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้หลากหลาย ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของตลาดญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องการใหนวยงานรัฐช่วยเหลือ คือ การขยายโควตาส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ถูกกำหนดไว้เพียง 2 แสนตัน หากเกินจากนี้ต้องเสียภาษีในอัตรา 6.8%
นายอิทธิพล จีระประพันธุ์กุล กรรมการบริษัท วิชัยอกริเทรด กล่าวว่า ตลาดญี่ปุ่น มีความน่าสนใจโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ที่ผ่านมาไทยยังเข้าไม่ถึงตลาดดังกล่าว การเดินทางมาญี่ปุ่นครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยสำหรับผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ด โดยเฉพาะญี่ปุ่นมีการบริโภคเนื้อสัตว์มาก ซึ่งจากการหารือพบว่าบริษัทญี่ปุ่นให้ความสนใจ แต่ต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพิ่มเติม
สำหรับการส่งออกสินค้ามันสำปะหลัง ปี 2568 ไทยส่งออกสินค้ามันสำปะหลังรวมปริมาณ 8.25 ล้านตัน สร้างรายได้ให้กับประเทศ มูลค่ากว่า 2,888 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 95,018 ล้านบาท ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น มากกว่า 26 % เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยส่งออกเป็นมันเส้นและมันอัดเม็ด 27% แป้งมันสำปะหลัง 71% และ กากมัน/สาคู 2%
ประเทศคู่ค้า 10 อันดับแรก อันดับ1ยังคงเป็นตลาดจีน รองลงมาเป็นญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ไต้หวัน มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินเดีย และ เวียดนาม สำหรับการส่งออกไปญี่ปุ่นในปี 2568 ไทยส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไปยังประเทศญี่ปุ่นปริมาณ 3.94 แสนตัน คิดเป็นมูลค่า 261.64 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณเพิ่มขึ้น 0.30% และมูลค่าลดลง 11.23% จาก ช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า สำหรับราคามันสำปะหลัง ปัจจุบันเชื้อแป้ง 25 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่กิโลกรัมละ 2.70 -3 บาท แม้ราคาจะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปีก่อนหน้า หากสามารถผลักดันการส่งออกได้เชื่อว่าจะช่วยยกระดับราคาให้เกษตรกร คาดว่าปีนี้ผลผลิตมันสำปะหลังจะอยู่ที่ 25 ล้านตัน โดยช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม เป็นช่วงที่ผลผลิตออกมากเฉลี่ย 20 % ต่อเดือน
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย วิเคราะห์ว่า ราคามันสำปะหลังไทยเคยร่วงหนัก 2 ช่วงในรอบ 10 ปี ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่ขาดทุน จากความต้องการนำเข้าของจีนที่ลดลง 10 ปีที่ผ่านมา ราคามันสำปะหลังต่ำกว่าต้นทุนการเพาะปลูก 2 ช่วง คือ ช่วงปี 2016-2017 จีนระบายสต็อกธัญพืชที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับราคาข้าวโพดที่เป็นพืชแข่งขันถูกกว่ามันเส้น ทำให้ปี 2016-2017 จีนลดการนำเข้ามันเส้น จากไทยราคาเฉลี่ยมันฯ อยู่ที่ 1.23 บาท/กก.
และ ช่วงปี 2024-2025 จีนลดการนำเข้ามันเส้นจากไทย เนื่องจากจีนยังมีสต็อกธัญพืชอยู่ในระดับสูงและราคาข้าวโพดซึ่งเป็นวัตถุดิบทดแทนมีราคาถูกกว่ามันเส้น นอกจากนั้น จีนยังลดสัดส่วนการนำเข้าแป้งมันจากไทยหลังจีนพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดย ณ ไตรมาส 2 ปี 2025 ราคามันฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 1.44 บาท/กก. สูงกว่าในช่วงก่อนเล็กน้อย แต่เกษตรกรยังขาดทุนใกล้เคียงกันที่ 0.67 บาท/กก. เนื่องจากมีต้นทุนเพิ่มขึ้นและผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ที่ลดลง
ทั้งนี้ราคามันสำปะหลังที่ลดลง นอกจากมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่จีนซึ่งเป็นตลาดหลักของไทยหันมาพึ่งพาตนเองมากขึ้น ส่งเสริมการใช้ธัญพืชในประเทศ และลงทุนสนับสนุนการปลูกมันสำปะหลังในประเทศเพื่อนบ้านที่มีผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทย รวมถึงปัจจัยชั่วคราวที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ทำให้ความสามารถในการแข่งขันเทียบกับเวียดนามที่เป็นคู่แข่งสำคัญลดลง ดังนั้น เกษตรกรไทยจะอยู่รอดได้จำเป็นต้องยกระดับผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น
อ่านข่าว:
เจาะตลาดญี่ปุ่น หุ้นส่วน "ยุทธศาสตร์" ไทย สู้สงครามการค้ารอบใหม่
ถึงเวลา “สินค้าเกษตรไทย” ต้องปรับตัว ลุยอาหารสุขภาพสร้างความยั่งยืน
ส่งออกข้าวปี 68 ทะลุเป้า 7.9 ล้านตัน พณ.เร่งรุกตลาดศักยภาพ รักษาตลาดเดิม
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
