มอจตาบา ฮอสเซนี คาเมเนอี (Mojtaba Hosseini Khamenei) เกิดเมื่อปี 1969 ที่เมืองมัชฮัด เขาเป็นบุตรชายคนที่ 2 ของ อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดที่ครองอำนาจอิหร่านยาวนานเกือบ 37 ปี ตระกูลคาเมเนอีมีพื้นเพมาจากอาเซอร์ไบจานในอิหร่าน และอ้างสายเลือด "ซัยยิด" (Sayyid) ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากอิหม่ามที่ 4 ของนิกายชีอะห์
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา มอจตาบาถูกขนานนามว่าเป็น "เจ้าชายในเงา" (Shadow Prince) เนื่องจากเขาแทบไม่เคยปรากฏตัวในตำแหน่งทางการเมืองหรือบริหารที่มาจากการเลือกตั้งเลย แต่กลับถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดเบื้องหลังม่านอำนาจของกรุงเตหะราน ตามคำกล่าวอ้างของ สำนักข่าว Iran International
มอจตาบาเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนมัธยมอาลาวี (Alavi High School) ในกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำที่บ่มเพาะชนชั้นนำของระบอบอิสลาม หลังจากนั้นเขาได้มุ่งหน้าสู่เมืองกุม (Qom) ศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ เพื่อศึกษาวิชาการศาสนาในระดับสูง ร่ำเรียนกับปราชญ์ชื่อดังหลายคน เช่น มาห์มูด ฮัสเชมี ชาห์รูดี และ โมฮัมหมัด-ตากี เมสบาห์-ยาซดี
ปัจจุบันมีสถานะเป็นอาจารย์สอนวิชา "Dars-e kharij" ซึ่งเป็นระดับการสอนวิชานิติศาสตร์อิสลามขั้นสูงสุด อันเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง "มุจตาฮิด" (Mujtahid) หรือผู้มีอำนาจวินิจฉัยธรรมวินัย
สิ่งที่ทำให้มอจตาบาโดดเด่นและเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม "สายแข็ง" คือ ประวัติการร่วมรบในสงครามอิหร่าน-อิรัก ในสังกัดกองพันฮาบิบ (Habib Battalion) ของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) หน่วยรบนี้เองที่เป็นแหล่งรวมตัวของนายทหารที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงในปัจจุบัน ทำให้มอจตาบามี "เครือข่ายพี่น้อง" ในกองทัพที่แข็งแกร่งมาก เขาได้รับความไว้วางใจจากฮอสเซน ทาเอิบ อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง IRGC และถูกเชื่อว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งสำคัญในสถาบันความมั่นคงมาตลอด 2 ทศวรรษ
ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี มอจตาบาถูกระบุว่า เป็นผู้ดูแลการดำเนินงานรายวันของ "Beit" (Office of the Supreme Leader) ซึ่งเปรียบเสมือน "รัฐซ้อนรัฐ" ที่คุมกลไกทางการเงิน การทหาร และการต่างประเทศ ทั้งหมดของอิหร่าน เขาทำหน้าที่เป็นช่องทางสื่อสารหลักระหว่างบิดากับผู้บัญชาการระดับสูงของ IRGC และเป็นคนแรกที่แจ้งข่าวการเสียชีวิตของนายพลกัสเซม โซเลมานี ให้บิดาทราบในปี 2020 ซึ่งแสดงถึงความใกล้ชิดและอำนาจการเข้าถึงข้อมูลระดับสูงสุด
ในเชิงแนวคิด มอจตาบาคือศิษย์เอกของเมสบาห์-ยาซดี ผู้วางรากฐานอุดมการณ์ให้กับพรรค Paydari ซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่ง เขาเชื่อในระบอบ "รัฐเอกภาพ" (Unified State) สถาบันที่มาจากการแต่งตั้งควรมีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือสถาบันที่มาจากการเลือกตั้ง
เขาถูกมองว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วง Green Movement ในปี 2009 และการประท้วง "Woman, Life, Freedom" ในปี 2022 โดยกลุ่มผู้ประท้วงเคยตะโกนสาปแช่งเขาโดยตรงว่า "มอจตาบา ขอให้เจ้าตายก่อนที่จะได้เป็นผู้นำ
ตามข้อมูลจาก Iran International
ทำไมต้องเป็น "มอจตาบา" ในวันที่เตหะรานลุกเป็นไฟ ?
การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งของ "มอจตาบา คาเมเนอี" เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่รัฐธรรมนูญอิหร่านถูกท้าทายอย่างหนัก ปกติแล้ว สภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งมีสมาชิก 88 คน มีหน้าที่สรรหาผู้นำใหม่ แต่การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นใน "สภาวะการสู้รบ" หลังจากการลอบสังหารอาลี คาเมเนอี เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา
การวิเคราะห์เรื่อง A wartime succession in Iran: why the IRGC backed Mojtaba Khamenei โดย เมห์ดี ปาร์ปันชี บรรณาธิการบริหาร Iran International ระบุว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ (IRGC) เข้ามามีบทบาทอย่างสูงในการ "บีบ" ให้สภาผู้เชี่ยวชาญตัดสินใจเลือกมอจตาบา เพื่อรักษาความต่อเนื่องของสายการบังคับบัญชา แม้จะมีสมาชิกบางส่วนไม่พอใจและตั้งข้อสังเกตว่า นี่คือการสถาปนาระบอบสืบทอดอำนาจทางสายเลือด ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์การปฏิวัติที่ล้มล้างระบอบกษัตริย์
มีรายงานว่า สมาชิกบางคนไม่ได้ถูกแจ้งให้เข้าร่วมประชุม แม้จะพำนักอยู่ในเมืองกุมก็ตาม แต่สุดท้ายมอจตาบาก็ได้รับคะแนนเสียงประมาณร้อยละ 85 ของผู้ที่เข้าร่วม (ซึ่งเกิน 2 ใน 3 ขององค์ประชุม 88 คน)
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือ สถานะทางศาสนาของมอจตาบา แม้เขาจะสอนวิชาระดับสูง แต่เขายังไม่ใช่ "แกรนด์ อยาตอลลาห์" ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามจารีต เพื่อแก้ปัญหานี้ สภาผู้เชี่ยวชาญอาจต้องใช้แนวทางเดียวกับบิดาของเขาในปี 1989 คือการ "ยกระดับ" สถานะทางศาสนาให้เขาอย่างเร่งด่วนผ่านอำนาจทางการเมือง นอกจากนี้ มอจตาบายังไม่มีประวัติการทำงานในตำแหน่งบริหารที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนบิดาของเขาที่เคยเป็นประธานาธิบดีมาก่อน
เผชิญหน้ากับ "ทรัมป์" และระเบียบโลกใหม่
มอจตาบาขึ้นสู่อำนาจการปกครองท่ามกลาง "ซากปรักหักพัง" ของบิดา เขาต้องพิสูจน์ว่า จะสามารถควบคุมกลุ่มการเมืองฝ่ายต่าง ๆ และกองทัพที่เริ่มมีอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้ และในวันที่ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ดำเนินปฏิบัติการ "Epic Fury" โดยมีเป้าหมาย 4 ประการ ได้แก่ ทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธ, บดขยี้กองทัพเรืออิหร่าน, ป้องกันไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ และ ตัดวงจรการสนับสนุนกลุ่มตัวแทน ทรัมป์ประกาศชัดเจนว่าเขามีขีดความสามารถที่จะทำสงครามได้ "ตลอดไป" และมีคลังอาวุธที่ไม่จำกัด
นอกจากศึกทั้งในและนอกประเทศของผู้นำสูงสุดคนที่ 3 ของอิหร่านแล้ว วิกฤตพลังงาน เศรษฐกิจโลก ที่จะเกิดขึ้นภายใต้การนำของมอจตาบา ทำให้โลกต้องเตรียมรับมือกับสภาวะความผันผวนของตลาดพลังงานอย่างรุนแรงเช่นกัน
- ช่องแคบฮอร์มุซ แม้อิหร่านจะยืนยันว่ายังไม่ได้ปิดช่องแคบ แต่การยิงขีปนาวุธและโดรนใส่เรือบรรทุกน้ำมันทำให้การขนส่งหยุดชะงัก
- ก๊าซ LNG จากกาตาร์ การโจมตีโรงงาน ราซ ลาฟาน ทำให้การส่งออกก๊าซ LNG ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 20 ของตลาดโลกต้องหยุดชะงักเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ส่งผลให้ราคาก๊าซในยุโรปพุ่งสูงขึ้นร้อยละ 45
- แรงกดดันจากจีนซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน เริ่มกดดันให้เตหะรานรักษาสมดุลและไม่ทำลายเศรษฐกิจโลก เพราะจีนเองก็ต้องพึ่งพาพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่านเช่นกัน
นักวิเคราะห์มองว่า มอจตาบาเริ่มต้นการปกครองท่ามกลาง "ซากปรักหักพัง" อิหร่านกำลังเผชิญกับสภาวะรัฐล่มสลาย ที่เศรษฐกิจพังทลาย สถาบันต่าง ๆ ว่างเปล่า และความชอบธรรมในสายตาประชาชนแตกร้าว การก้าวขึ้นสู่อำนาจของเขา อาจเป็นเพียงการต่อลมหายใจให้ระบอบผ่านการกดขี่ทางทหาร แต่อาจไม่สามารถหยุดยั้งความเสื่อมถอยทางการเมืองที่สะสมมานานได้
ในอนาคตอันใกล้ หากมอจตาบาเลือกที่จะ "สู้ต่อ" เขาจะต้องเผชิญกับการตอบโต้ที่รุนแรงกว่าเดิมจากสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งอาจหมายถึงการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ที่นาทานซ์ อย่างเต็มรูปแบบ แต่หากเขาเลือกที่จะ "ถอย" เขาจะต้องยอมเฉือนมรดกที่บิดาสร้างมาตลอด 37 ปีทิ้งทั้งหมด เพื่อแลกกับการอยู่รอดของตระกูลและระบอบเทวาธิปไตย
ที่มาข้อมูล : The Palestine chronicle, South China Morning Post, Engelsberg ideas
อ่านข่าว :
จับตาชะตากรรม "มอจตาบา" ผู้นำสูงสุดคนใหม่ "อิหร่าน"
ตลาดหุ้น “เอเชีย” ดิ่งทั่วภูมิภาค เซ่นพิษน้ำมันพุ่ง100 ดอลลาร์
ผลสอบข้อเท็จจริงการตายของ “สีดอหูพับ” ชี้ทีมย้ายช้างไม่ได้ประมาท-ยาซึมไม่เกินขนาด
