ผลสอบข้อเท็จจริงการตายของ “สีดอหูพับ” ชี้ทีมย้ายช้างไม่ได้ประมาท-ยาซึมไม่เกินขนาด

สิ่งแวดล้อม
11:57
จำนวนผู้ชม 2,020
ผลสอบข้อเท็จจริงการตายของ “สีดอหูพับ” ชี้ทีมย้ายช้างไม่ได้ประมาท-ยาซึมไม่เกินขนาด
Botnoi Voice
กรมอุทยานฯ แถลงผลสอบข้อเท็จจริง “สีดอหูพับ” ตายขณะเคลื่อนย้าย ชี้ทีมเจ้าหน้าที่ทำตามขั้นตอน ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ และให้ยาซึมไม่เกินขนาด สาเหตุตายระบบทางเดินหายใจล้มเหลว​ พร้อมนำข้อมูลไปพัฒนาระบบการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่าขนาดใหญ่ให้ปลอดภัยสูงสุด

ความคืบหน้ากรณีการสูญเสียช้างป่า "สีดอหูพับ" ระหว่างการเคลื่อนย้ายจาก จ.ขอนแก่น ไปยังพื้นที่โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง จ.เลย เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 ต่อมาเครือข่ายคนรักช้าง ยื่นหนังสือตั้งคำถามกรณีการตายของช้างป่า พร้อมเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบ และขอให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งตรวจสอบเอกสารสิทธิในพื้นที่ที่มีปัญหาระหว่างคนกับช้าง

วันนี้ (9 มี.ค.2569) กรมอุทยานแห่งชาติ ฯ แถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการฯ​ กรณีการตายของช้างป่า "สีดอหูพับ" โดยมี นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ ฯ นายธานี วงศ์นาค ผู้อำนวยการส่วนคุ้มครองสัตว์ป่า ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง นายสุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า นายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 และ สพ.ญ.กิรณา นรเดชานนท์ สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานฯ ร่วมแถลงข่าว

ภาพประกอบข่าว ผลสอบข้อเท็จจริงการตายของ “สีดอหูพับ” ชี้ทีมย้ายช้างไม่ได้ประมาท-ยาซึมไม่เกินขนาด

นายวีระ กล่าวว่า เสียใจอย่างสุดซึ้ง และขออภัยกับเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยจะไม่ให้เกิดเหตุช้ำรอยอีก

ด้านนายธานี กล่าวว่า กรมอุทยานฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามคำสั่งลับ ที่ 24/2569 ลงวันที่ 5 ก.พ.2569 และแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแก้ไขปัญหาช้างป่าของกรมอุทยานฯ เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยแต่งตั้งบุคคลภายนอกที่เป็นสัตวแพทย์จากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย อันเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ โดยเป็นผู้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จริงด้านสุขภาพและวางยาสลบช้างและสัตว์ป่า เพื่อร่วมตรวจสอบรายละเอียดพยานหลักฐานและขั้นตอนการปฏิบัติงานให้เกิดความกระจ่างแก่สังคม

คณะกรรมการฯ ได้รวบรวมพยานเอกสารรวม 117 ชุด และบันทึกถ้อยคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวน 20 ราย เรียบร้อยแล้ว จึงขอแถลงสรุปผลการตรวจสอบใน 3 ประเด็นสำคัญ

ภาพประกอบข่าว ผลสอบข้อเท็จจริงการตายของ “สีดอหูพับ” ชี้ทีมย้ายช้างไม่ได้ประมาท-ยาซึมไม่เกินขนาด

​​ประเด็นเหตุผลและความจำเป็นในการปฏิบัติงานตามคำสั่งศาลปกครอง จากการตรวจสอบพบว่า ศาลปกครองขอนแก่นได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว (คดีหมายเลขดำที่ 186/2568) ให้กรมอุทยานแห่งชาติ ฯ ดำเนินการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่า 4 ตัว รวมถึง "สีดอหูพับ" ออกจากพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชนภายใน 30 วัน เนื่องจากช้างกลุ่มดังกล่าวได้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตของประชาชนในพื้นที่

​ประเด็นดังกล่าวคณะกรรมการฯ พบว่า กรมอุทยานแห่งชาติ ฯ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างครบถ้วน โดยมีการยื่นขอขยายระยะเวลาต่อศาลปกครองขอนแก่น และขอให้พนักงานอัยการแก้ต่างคดียื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลเพื่อขอระงับการบังคับตามคำสั่งกำหนดมาตรการ หรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา จนกว่าจะมีการประเมินแนวทางที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ตามมาตรา 75/4 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวมีผลบังคับทันที การยื่นอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ หากเจ้าหน้าที่ไม่เร่งดำเนินการอาจถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ และมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาล โดยไม่มีเหตุอันสมควร ซึ่งมีโทษปรับและโทษทางวินัย

​ประเด็นความถูกต้องของกระบวนการและระเบียบกฎหมายคณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 มาตรา 72 และระเบียบกรมอุทยานฯ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาแก่ประชาชนและสัตว์ป่า ไม่ใช่การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ มีการจัดทำโครงการรองรับ มีการอนุมัติงบประมาณ และประสานงานร่วมกับหน่วยงานปกครองและทีมผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นระบบ

​ประเด็นที่ข้อเท็จจริงด้านเทคนิควิชาการ การใช้ยา และสาเหตุการตายของช้างป่า จากการตรวจสอบรายละเอียดขั้นตอนการวางยาซึมและการเคลื่อนย้าย

สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า​ การประเมินรูปลักษณ์และน้ำหนัก​นั้น​ ทีมสัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินน้ำหนักช้างจากระยะไกลไว้ที่ 2.3-2.5 ตัน (ผลชันสูตรจริงคือ 2.8 ตัน) และประเมินอายุไว้ที่ 15-20 ปี ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะทางกายภาพที่ปรากฏ

นอกจากที่ใบหูและรอยตีนแล้ว​ ยังพบว่า ช้างป่ามีอาการตกมัน เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา​ ซึ่งอาการตกมันจะพบในช้างเพศผู้อายุตั้งแต่​ 15 ปีขึ้นไป และสอดคล้องกับผลงานวิจัยวิชาการที่ใช้อ้างอิง

การใช้ยาซึมในช่วงเวลาปฏิบัติงานรวม 4 ชั่วโมง 36 นาที มีการให้ยาซึม (Xylazine) รวม 5 ครั้ง ปริมาณรวม 27 มิลลิลิตร (2,700 มิลลิกรัม) เพื่อรักษาระดับการซึมตามการตอบสนองของสัตว์ ซึ่งทีมสัตวแพทย์ยืนยันว่า เป็นไปตามหลักวิชาการ และไม่เกินกว่าขนาดยาปกติ สำหรับการจัดการช้างป่า โดยมีข้อจำกัดการปฏิบัติงาน​ในช้างป่าธรรมชาติ ที่ไม่สามารถควบคุมการงดน้ำและอาหารได้เหมือนสัตว์เลี้ยง ประกอบกับพื้นที่เกิดเหตุเป็นไร่อ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ​

ภาพประกอบข่าว ผลสอบข้อเท็จจริงการตายของ “สีดอหูพับ” ชี้ทีมย้ายช้างไม่ได้ประมาท-ยาซึมไม่เกินขนาด

สำหรับสาเหตุการตาย จากผลการชันสูตรโดยละเอียดสรุปว่า เกิดจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลว​

​คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้รวบรวมพยานหลักฐานคำให้การ​ และผลชันสูตรจากห้องปฏิบัติการให้คณะผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแก้ไขปัญหาช้างป่า พิจารณาให้ความคิดเห็นตามหลักวิชาการ​

จากการพิจารณาข้อเท็จจริงโดยสรุป คณะกรรมการฯ​ เห็นว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามขั้นตอน มีแผนกำหนดอย่างชัดเจน ทั้งในการเตรียมการก่อนปฏิบัติการ การประเมินข้อมูลช้างป่าก่อนยิงยา การซักซ้อมแผนปฏิบัติการและแผนฉุกเฉิน โดยพบว่า ในขณะภาวะวิกฤต ช้างสีดอหูพับเกิดการสำลักอาหารนั้น เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามหลักการและวิธีการ อันพึงกระทำตามหลักวิชาชีพสัตวแพทย์ในการช่วยเหลือ แก้ไข และรักษาอาการสำลักอาหารของช้างป่าแล้ว ไม่ได้ปรากฏว่า มีการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด​

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ​ จะนำข้อมูลดังกล่าว​ ให้กรมอุทยานฯ นำไปศึกษาเชิงลึกอย่างละเอียด เพื่อพัฒนาระบบการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่าขนาดใหญ่ให้มีความปลอดภัยสูงสุด และจะรายงานข้อเท็จจริงนี้ต่อศาลปกครองและสื่อสารต่อสาธารณชนต่อไป

ด้านสัตวแพทย์หญิงกิรณา กล่าวว่า คณะผู้ทรงคุณวุฒิ เห็นว่า การให้ยาช้างป่าเพื่อการเคลื่อนย้าย ต้องใช้ขนาดยาสูงกว่าช้างบ้าน มีการดำเนินการใช้ความรู้จากหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์และประสบการณ์ ช้างป่ามีขนาดตัวใหญ่กว่า และปราดเปรียวกว่าช้างบ้าน อีกทั้งสัตวแพทย์กรมอุทยานฯ มีประสบการณ์มายาวนาน

ภาพประกอบข่าว ผลสอบข้อเท็จจริงการตายของ “สีดอหูพับ” ชี้ทีมย้ายช้างไม่ได้ประมาท-ยาซึมไม่เกินขนาด

หลังการยิงยาซึม ช้างยังเดินหากินในไร่อ้อย ซึ่งผลตรวจพบว่า ค่าน้ำตาลสูงกว่าปกติ อาจโน้มนำให้ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวได้ และพบมันสำปะหลังในกระเพาะ รวมทั้งเศษอาหารที่พบในช่องปาก  มีช่องอกแน่น ทำให้การหายใจลดลง อีกทั้งพบไขมันพอกในช่องท้อง อัณฑะ ไต สะท้อนสุขภาพตัวช้างป่าสีดอหูพับ

ด้านนายสุขี กล่าวว่า กรมอุทยานฯ จะยุติเคลื่อนย้ายช้างป่าไปก่อน และจะมีการอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่า ส่วนช้างป่าอีก 3 ตัว จะนำข้อมูลความสูญเสียรายงานต่อศาลเพื่อให้พิจารณา และใช้วิธีผลักดันช้างป่าแทนก่อน

ภาพประกอบข่าว ผลสอบข้อเท็จจริงการตายของ “สีดอหูพับ” ชี้ทีมย้ายช้างไม่ได้ประมาท-ยาซึมไม่เกินขนาด

ขณะที่สัตวแพทย์หญิงสุนิตา วิงวอน สัตวแพทย์กรมอุทยานฯ กล่าวว่า ยาซึม Xylazine ใช้ในสัตว์ ช้างบ้าน และสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ และใช้ในช้างป่า ตั้งแต่กรมอุทยานแห่งชาติ ฯ ดำเนินการรักษาอาการ และจับเคลื่อนย้ายช้างป่า โดยให้ยา 0.3-0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม พบว่าได้ผลดี และมียาแก้โดยเฉพาะเจาะจง โดยยังไม่มีการนำเข้ายาซึมตัวอื่น พร้อมระบุว่า การวางยาซึม หรือยาสลบ มีผลข้างเคียง แต่ทีมสัตวแพทย์จะใช้หลักวิชาการพิจารณาและแก้ไข เพื่อสามารถแก้ไขได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

อ่านข่าว :

"สีดอหูพับ" ล้ม ระหว่างเคลื่อนย้ายจากป่าภูเวียง ขอนแก่น

อธิบดีกรมอุทยานฯ สั่งยุติการย้ายช้างป่าทั่วประเทศ พร้อมชี้แจงศาลปกครอง

“สว.ชีวะภาพ” เผยผลตรวจสอบรีสอร์ทร้องศาลปมสีดอหูพับ พบรุกที่ป่าสงวน

กรมอุทยานฯ แจงปม "สีดอหูพับ" ตายขณะเคลื่อนย้าย - เปิดไทม์ไลน์ยาซึม 4 เข็ม