ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

กรมอุทยานฯ แจงปม "สีดอหูพับ" ตายขณะเคลื่อนย้าย - เปิดไทม์ไลน์ยาซึม 4 เข็ม

สิ่งแวดล้อม
15:14
731
กรมอุทยานฯ แจงปม "สีดอหูพับ" ตายขณะเคลื่อนย้าย - เปิดไทม์ไลน์ยาซึม 4 เข็ม
อ่านให้ฟัง
11:02อ่านข่าวให้ฟังโดย Botnoi Voice เว็บแอปพลิเคชันสำหรับสร้างเสียงจากข้อความด้วย AI (Text to Speech)
อธิบดีกรมอุทยานฯ ชี้แจงปม "สีดอหูพับ" ตายขณะเคลื่อนย้าย ย้ำ จนท.ทุกคนเสียใจ ยันทำตามหลักวิชาการ พร้อมรับผิดหากมีข้อผิดพลาด-ถอดบทเรียน เบื้องต้นสั่งระงับจับเคลื่อนย้ายช้างป่า ขณะที่ทีมสัตวแพทย์เผยให้ยาซึม 4 เข็ม ยาแก้ 1 เข็ม ตอบอายุช้าง 15-20 ปี

วันนี้ (12 ก.พ.2569) นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า กรมอุทยานฯ ตนเอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อการสูญเสีย "สีดอหูพับ" และพร้อมยอมรับผิดในกรณีเกิดข้อผิดพลาด หรือบกพร่อง แต่ขอชี้แจงว่าทำครบทุกขั้นตอนและจะนำไปถอดบทเรียน ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ดูแลช้างป่าควบคู่กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ส่วนเหตุการณ์ดังกล่าวได้ตั้งคณะกรรมการเร่งสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว

เจ้าหน้าที่ทุกคน ภาคประชาชน และฝ่ายปกครองที่ร่วมทำหน้าที่ รู้สึกเสียใจไม่น้อยกว่าพี่น้องประชาชน เพราะทุกคนมีความตั้งใจ และไม่มีใครมีเจตนาทำร้ายช้าง

อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า ภายหลังกรมอุทยานฯ ทำเรื่องขอขยายระยะเวลาการคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งศาลฯ เห็นว่า ไม่ถือเป็นเหตุให้ต้องระงับคำสั่ง หรือชะลอการดำเนินการตามคำสั่งศาล ทำให้ต้องวางแผนเคลื่อนย้ายช้างป่า 4 ตัว

ด้านนายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (สบอ.8) กล่าวว่า ช้างป่าสีดอหูพับ ทำร้ายประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิต 2 คน โดยมีประชาชน 6 คน ร้องศาลปกครองขอนแก่น ขอให้กรมอุทยานฯ แก้ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ ซึ่ง สบอ.8 ชี้แจงการแก้ไขปัญหาด้วยชุดผลักดันช้างป่า เพื่อป้องกันช้างป่าทำลายพืชผลทางการเกษตร และทำร้ายประชาชน

ต่อมาศาลปกครองฯ มีคำสั่งให้กรมอุทยานฯ ดำเนินการเคลื่อนย้ายช้างทั้ง 4 ตัว ออกนอกพื้นที่ภายใน 30 วัน ซึ่งกรมอุทยานฯ ยื่นขอขยายเวลาเคลื่อนย้าย แต่สุดท้ายขออนุมัติการจับเคลื่อนย้ายช้างป่าตามคำสั่งศาลฯ โดย สบอ.8 ประชุมร่วมกับจังหวัดขอนแก่น และมีข้อสรุปให้เคลื่อนย้ายสีดอหูพับเป็นตัวแรก

ก่อนหน้านี้ปฏิบัติการผลักดันช้างทุกวัน โดยช้างป่าอยู่ใน อ.สีชมพู 3 ตัว และสีดอหูพับอยู่ที่ภูเวียง ช่วงกลางวันจะพักนอนรอบเขตป่า กลางคืนออกมาหากินรอบเขตป่า ในไร่มันสำปะหลัง นาข้าว ไร่อ้อย วนเวียนใน อ.ภูเวียง นาน 2 ปี

นายณัฐวัฒน์ กล่าวว่า ทีมปฏิบัติงานหน้างานมีประมาณ 100 คน แบ่งเป็น 7 ทีมได้แก่ ทีมค้นหา ทีมไม้ค้ำ ทีมยิงยา ทีมควบคุมเชือก ทีมดึงเชือก ทีมสัตวแพทย์ ทีมขนย้าย โดยยืนยันว่าไม่ได้ใช้เหล็กแหลม แต่ใช้ไม้ไผ่ค้ำยันตัวช้าง ส่วนหลังเกิดเหตุถอดเก็บขนายของสีดอหูพับ พร้อมลงบันทึกประจำวัน และนำส่งกรมอุทยานฯ เพื่อจัดเก็บตามระเบียบ

ขนายของสีดอหูพับ

ขนายของสีดอหูพับ

ด้านนายฑิฐิ สอนสา หัวหน้าชุดจับและเคลื่อนย้ายช้างป่า กล่าวว่า ทางทีมประสานข้อมูลกับ สบอ.8 โดยมีความพร้อมปฏิบัติงานในวันที่ 30 ม.ค. - 7 ก.พ.2569 ซึ่งทางส่วนกลางเดินทางถึงพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค. พร้อมสำรวจเส้นทาง จุดพัก จุดดำเนินการกรณีฉุกเฉิน 10 จุด และจุดที่นำช้างไปปรับพฤติกรรม เส้นทางภูเวียง จ.ขอนแก่น ไปยังพื้นที่โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง จ.เลย ระยะทาง 170 กิโลเมตร ซึ่งการใช้รถขนย้ายช้างจะใช้เวลา 6-7 ชั่วโมง

ต่อมาวันที่ 1 ก.พ.เข้าประเมินสีดอหูพับ และดูข้อจำกัดของพื้นที่ พบว่าสีดอหูพับหากินบริเวณชายป่าใกล้ป่าอ้อย หากินใกล้แหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ต้องระวังไม่ให้ช้างลงน้ำหลังได้รับยาซึม พร้อมยืนยันว่าทีมหน้างานมีประสบการณ์จับเคลื่อนย้ายช้างป่า

ทีมงานในครั้งนี้มีประสบการณ์จับเคลื่อนย้ายช้างไม่น้อยกว่า 100 ตัว ทั้งการเคลื่อนย้าย การจับช้างไปรักษา และเลี้ยงลูกช้าง

หัวหน้าชุดฯ อธิบายว่า ในวันที่ 3 ก.พ.ช่วงเช้าเตรียมรถขนย้าย โดยมี 4 ขั้นตอนหลัก คือ จับและวางยา, นำช้างขึ้นรถ, การเคลื่อนย้ายไปยังจุดปล่อย โดยเตรียมการกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน และมีสัตวแพทย์ สัตวบาล ขึ้นรถไปกับช้างด้วย และขั้นตอนสุดท้ายคือนำช้างลงรถ

ส่วนข้อสงสัยเรื่องอายุของสีดอหูพับนั้น นายฑิฐิ ยืนยันว่า สีดอหูพับอายุ 15-20 ปี​ โดยประเมินจาก "กระ" บนหู และขนาดเส้นรอบวงของรอยเท้า อีกทั้งมีประวัติตกมัน บ่งบอกว่าอายุเกิน 15 ปี

ขณะที่ สพ.ญ.กิตติยาภรณ์ เอี่ยมสะอาด สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานฯ ชี้แจงประเด็นการใช้ยาซึม ว่า ประเมินอายุช้างป่า 15-20 ปี น้ำหนักไม่เกิน 2.5 ตัน ความสูง 2.44 เมตร โดยให้ยาซึม 4 เข็ม ปริมาณยาเป็นไปตามเป็นไปตามพื้นที่และน้ำหนักของช้าง

แบ่งเป็นเวลา 19.00 น. ยิงยาซึมครั้งที่ 1 แล้วรอยาออกฤทธิ์ พบว่าช้างมีอาการซึมเล็กน้อย แต่ยังเดินเข้าไปในไร่อ้อย เมื่อพบว่าช้างยังขยับ และเสี่ยงอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ จึงยิงยาซึมครั้งที่ 2 เวลา 20.08 น. พบว่าช้างเริ่มนิ่ง จึงผูกเชือกขา เพื่อให้ช้างเดินขึ้นรถได้ รวมทั้งเจาะเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อตรวจหาโรคและประเมินสุขภาพ อีกทั้งให้วิตามิน

เวลา 21.02 น. สัตวแพทย์เติมยาซึมครั้งที่ 3 ก่อนช้างขึ้นรถ โดยดูความเรียบร้อยบนรถเคลื่อนย้าย และเวลา 22.50 น. เริ่มออกเดินทาง พบว่าช้างรู้สึกตัว ลืมตา ยกงวง และส่งเสียงขู่ จึงเติมยาซึมครั้งที่ 4 เวลา 23.07-23.10 น. จากนั้นช้างปัสสาวะ เอนตัวลงและหายใจติดขัด ทีมงานจึงให้ยาแก้ฤทธิ์ยาซึม ยากระตุ้นหัวใจ ยากระตุ้นการหายใจ พบว่าช้างสำลักเศษอาหาร ทีมจึงพยายามล้วงกวาดเศษอาหารออกจากปาก กระทั่งเวลา 23.36 น. พบว่าสีดอหูพับล้ม

ยิงยาซึม 4 ครั้ง และยาแก้ 1 ครั้ง การวางยาแต่ละบริบทจะแตกต่างกัน ถ้าวางยาเพื่อรักษาและติดปลอกคอช้าง ให้ยาเป็นช็อตอยู่ในระยะเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง แต่การเคลื่อนย้ายช้างขึ้นอยู่กับระยะทาง ช่วงแรกไม่อยากให้ซึมมากเพื่อให้ช้างขยับเดินขึ้นรถ ช่วงการเติมยาจะรอดูพฤติกรรมและการตอบสนองของช้างทุกครั้ง ทุกครั้งที่เติมยาจะดูระยะเวลาออกฤทธิ์และอาการของช้างเป็นสำคัญ

สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานฯ ยังอธิบายว่า การให้ยาซึมปฏิบัติเช่นเดียวกับการเคลื่อนย้ายช้างทุกครั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะทางเคลื่อนย้ายช้างด้วย ยกตัวอย่างเคสย้ายช้าง จ.นราธิวาส ใช้เวลา 16 ชั่วโมง จึงต้องเช็กและเติมยาเป็นระยะ ๆ ซึ่งจำนวนยาขึ้นอยู่กับน้ำหนักช้าง ระยะทาง และอาการตอบสนองของช้าง

สพ.ญ.กิตติยาภรณ์ ยอมรับว่า การให้สัตว์ป่าอดอาหาร 10-15 ชั่วโมง ก่อนวางยาเป็นเรื่องยาก เนื่องจากไม่สามารถเข้าใกล้สัตว์ป่าได้ อาจต้องดูพฤติกรรมการกิน การพัก และการกลับเข้าพื้นที่ เบื้องต้นพูดคุยกันในทีมและมองแนวทางว่าอาจขยับช่วงเวลาวางยา เป็นหัวรุ่งเวลา 03.00-05.00 น. ซึ่งช้างพักผ่อน และเดินย่อยอาหาร รวมทั้งอาหารที่ช้างป่ากินในแต่ละพื้นที่ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง พืชอาหารป่า และหญ้า ซึ่งมีผลต่อน้ำตาลในกระแสเลือด และการย่อยอาหาร โดยต้องนำมาถอดบทเรียนในทุกประเด็น

นายอรรถพล กล่าวในช่วงท้ายโดยยืนยันว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะดูข้อมูลในทุกประเด็น ตราบใดที่ยังถอดบทเรียนในครั้งนี้ไม่แล้วเสร็จ ต้องสั่งระงับการจับเคลื่อนย้ายช้างป่าไว้ก่อนโดยจะรายงานอุปสรรคหน้างานให้อัยการทราบ และนำเสนอต่อศาลปกครองถึงข้อจำกัดด้านสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงปัญหาการยอมรับของคนในพื้นที่ปลายทาง ซึ่งรวมถึงดำเนินการกรณีพลายอ้อยหวาน ช้างป่าเขาใหญ่ด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางใหม่ที่จะนำมาใช้จะมีความปลอดภัยสูงสุดต่อทั้งเจ้าหน้าที่และสัตว์ป่า

ส่วนในประเด็นการครอบครองที่ดินของผู้ร้องที่พบว่ามีการทำโฮมสเตย์นั้น นายอรรถพล กล่าวว่า การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขต ส.ป.ก. ซึ่งต้องประสานหน่วยงานในพื้นที่เข้าตรวจสอบเพิ่มเติม

ข้อมูลกรมอุทยานฯ ระบุว่า มีการจับเคลื่อนย้ายช้างป่ารบกวนประชาชน และการดำเนินการตามคำสั่งศาล 32 ครั้ง แบ่งเป็นในพื้นที่ สบอ. 2 จำนวน 22 ตัว, สบอ.6 จำนวน 5 ตัว, พลายไข้นุ้ย (ตามคำสั่งศาล), พลายแท้งค์ (ตามคำสั่งศาล), สีดอหูพับ (ตามคำสั่งศาล) และอื่น ๆ 5 ครั้ง โดยพบว่ามีช้างป่าตายขณะเคลื่อนย้าย 2 ตัว ได้แก่ พลายยันหว่าง และสีดอหูพับ

อ่านข่าว :

เร่งปลด “ปลอกคอช้างป่า” ล่าสุดถอดแล้ว 40 ตัว เหลืออีก 8 ตัว

“ช้างป่าอีสาน” บนพื้นที่ทับซ้อนของ "แหล่งอาหาร-เกษตรกรรม" ที่ต้องจัดการเชิงระบบ

"กลุ่มคนรักช้าง" ร้องสอบปม "สีดอหูพับ" ตายขณะเคลื่อนย้าย จี้อธิบดีฯ ลาออก