วันนี้ (9 มี.ค.2569) Seoul Economic Daily รายงาน ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคตะวันออกกลาง รัฐบาลเกาหลีใต้ภายใต้การนำของ ปธน.อี แจมยอง ประกาศมาตรการฉุกเฉินเพื่อปกป้องเศรษฐกิจของประเทศจากการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยพิจารณานำ "ระบบกำหนดเพดานราคาน้ำมันสูงสุด" (Oil Price Cap System) กลับมาบังคับใช้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1997 (พ.ศ.2540) เพื่อให้มั่นใจว่าราคาน้ำมันในประเทศจะไม่พุ่งสูงจนกระทบต่อเสถียรภาพการใช้ชีวิตของประชาชน
ต้นเหตุของวิกฤตการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ สหรัฐฯ และอิสราเอล ได้เปิดฉากปฏิบัติการทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทางกรุงเตหะรานตอบโต้ด้วยการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดสำหรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโลก
The guardian อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันการเงินระดับโลกอย่างโกลด์แมน แซกส์ ระบุว่าการปิดกั้นดังกล่าวอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทลายกำแพง 100 เหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรลภายในเวลาไม่กี่วัน และอาจพุ่งไปถึง 150 เหรียญสหรัฐ หากสถานการณ์ยังไม่มีข้อยุติ
สำหรับเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมดเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ ผลกระทบนี้จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลล่าสุดจากบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเกาหลี (KNOC) ระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในกรุงโซลพุ่งสูงเกิน 1,900 วอน หรือ 41 บาท/ลิตร เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นไปถึง 2,000 วอนในเร็ว ๆ นี้ (ประมาณ 43 บาท) หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย
คืนชีพ กม.เพดานราคาน้ำมัน
รมว.อุตสาหกรรม คิม จุงกวาน เรียกประชุมด่วนกับตัวแทนจาก 4 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของประเทศ ได้แก่ SK Energy, GS Caltex, S-Oil และ HD Hyundai Oil Bank เพื่อขอความร่วมมือในการชะลอการปรับขึ้นราคาน้ำมันเกินกว่าเหตุ รัฐบาลได้ใช้อำนาจตาม มาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจน้ำมันและเชื้อเพลิงทางเลือก ซึ่งให้อำนาจรัฐมนตรีในการกำหนดราคาขายสูงสุด เมื่อราคาตลาดมีความผันผวนอย่างรุนแรงจนเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจชาติ
ข้อมูลจาก The Korea herald กฎหมายฉบับนี้ไม่มีการบังคับใช้มานาน นับตั้งแต่เกาหลีใต้ดำเนินการเปิดเสรีราคาน้ำมันในปี 1997 แต่ด้วยวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงเกินความคาดหมายในขณะนี้ ทำให้ ปธน.อี แจมยอง สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมรายละเอียดการกำหนดเพดานราคา โดยแบ่งตามภูมิภาคและประเภทเชื้อเพลิงทันที พร้อมเตือนว่ารัฐบาลจะตอบโต้อย่างรุนแรงต่อความพยายามใด ๆ ในการรวมกลุ่มเพื่อกำหนดราคาหรือกักตุนเชื้อเพลิง
กระทรวงวางแผนและงบประมาณเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เตรียมงบประมาณสำรอง (Reserve Fund) ประจำปี 2569 ไว้ราว 4 ล้านล้านวอน (ประมาณ 86,323 ล้านบาท) โดยในจำนวนนี้มีงบประมาณสูงสุดถึง 800,000 ล้านวอน (ประมาณ 17,264 ล้านบาท) ที่สามารถนำมาใช้ในการชดเชยความสูญเสียให้แก่ผู้นำเข้าน้ำมันและผู้ค้าปลีกน้ำมันภายใต้ระบบเพดานราคา
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อไปมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ งบประมาณส่วนนี้อาจไม่เพียงพอ เนื่องจากข้อมูลการบริโภคน้ำมันในประเทศปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 108.95 ล้านลิตร/วัน หากรัฐบาลต้องชดเชยเพียง 100 วอน/ลิตร จะต้องใช้เงินงบประมาณสูงถึง 10,900 ล้านวอน/วัน หรือ 235 ล้านบาท ผู้เชี่ยวชาญจึงคาดการณ์ว่ารัฐบาลอาจต้องพิจารณาจัดทำงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อประคองเสถียรภาพค่าครองชีพประชาชน
ผลกระทบจากความตึงเครียดจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภาคพลังงาน แต่ยังลุกลามไปยังตลาดการเงิน ดัชนี KOSPI ปิดลบกว่าร้อยละ 6 ในวันเดียวจากการตื่นตระหนกของนักลงทุน ขณะที่ค่าเงินวอนของเกาหลีใต้เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเข้าใกล้ระดับ 1,500 วอน/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่เป็นอันตรายต่อเสถียรภาพการนำเข้าสินค้าอื่น ๆ
เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รัฐบาลเกาหลีใต้ได้บรรลุข้อตกลงในการจัดหาน้ำมันดิบมากกว่า 6,000,000 บาร์เรลจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกำลังพิจารณาเจรจากับภูมิภาคอื่น ๆ รวมถึงการดึงน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ ซึ่งเกาหลีใต้มีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งานได้นานถึง 208 วัน
ในอดีต เกาหลีใต้เคยเผชิญกับวิกฤตการณ์น้ำมันมาหลายระลอก ในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 รัฐบาลเคยดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเข้มงวด และเริ่มโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ข้อมูลจาก Korea Power Exchange ระบุว่าในปี 2530 เกาหลีใต้มีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ถึง 8 แห่งที่ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณความต้องการทั้งประเทศ
บทวิเคราะห์และแนวโน้มในอนาคตของเกาหลีใต้ ประจำเดือน ก.พ.2569 ชี้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางในครั้งนี้ ถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการบริหารจัดการวิกฤตระดับโลกที่ซ้อนทับกัน ทั้งปัญหาเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงขึ้นจากต้นทุนพลังงาน และความเสี่ยงในการชะลอตัวของการเติบโตของ GDP ซึ่งในปีที่แล้วขยายตัวได้เพียงร้อยละ 1
การตัดสินใจใช้ระบบเพดานราคาน้ำมัน อาจช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สร้างความกังวลเกี่ยวกับปัญหา "ศีลธรรมวิบัติ" (Moral Hazard) ในหมู่ผู้ประกอบการน้ำมันที่อาจลดความพยายามในการจัดหาพลังงานราคาถูก หากรู้ว่ารัฐบาลจะเข้ามาอุดหนุนความเสียหายให้เสมอ
นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินวอนเกาหลีใต้ยังเป็นปัจจัยซ้ำเติม เพราะจะทำให้ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบแพงขึ้นไปอีก แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะคงที่ก็ตาม ธนาคารกลางเกาหลี (BoK) จึงต้องเผชิญกับความยากลำบากในการตัดสินใจด้านนโยบายดอกเบี้ย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการพยุงเศรษฐกิจและการควบคุมเงินเฟ้อ
รัฐมนตรี คิม จุงกวาน กล่าวทิ้งท้ายว่า จะไม่ยอมให้ภาระจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ถูกผลักไปที่ประชาชนเพียงฝ่ายเดียว และหากพบการเอารัดเอาเปรียบประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ รัฐบาลจะดำเนินการอย่างถึงที่สุด
อ่านข่าวอื่น :
รู้จัก "มอจตาบา คาเมเนอี" จาก "เจ้าชายในเงา" สู่บัลลังก์ผู้นำสูงสุดอิหร่าน
"เท้ง" นำ "สส.ประชาชน" รายงานตัว พร้อมสานต่องานด้านกฎหมาย
วันที่ 10 วิกฤตตะวันออกกลาง อิหร่านได้ผู้นำสูงสุดคนใหม่-น้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์
