12 วันตะวันออกกลาง อิสราเอลถล่มเตหะราน-อิหร่านโต้กลับครั้งใหญ่ที่สุด

ต่างประเทศ
12:43
จำนวนผู้ชม 1,128
12 วันตะวันออกกลาง อิสราเอลถล่มเตหะราน-อิหร่านโต้กลับครั้งใหญ่ที่สุด
สถานการณ์การสู้รบเข้าสู่วันที่ 12 มีการโจมตีระลอกใหม่ในหลายพื้นที่ตะวันออกกลาง อิหร่านประกาศเปิดปฏิบัติการตอบโต้รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มการสู้รบ UN เตือนวิกฤตมนุษยธรรมกำลังก่อตัว จากฝนพิษ อพยพครั้งใหญ่ และห่วงโซ่อุปทานสิ่งจำเป็นที่เริ่มหยุดชะงัก

วันนี้ (11 มี.ค.2569) CNN รายงาน การเผชิญหน้าทางทหารในตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 12 ของความขัดแย้ง การโจมตีทางอากาศและขีปนาวุธได้ขยายตัวไปยังหลายพื้นที่ทั่วภูมิภาค ตั้งแต่กรุงเตหะรานของอิหร่าน ไปจนถึงเลบานอน อ่าวเปอร์เซีย และ อิรัก ขณะที่องค์การระหว่างประเทศหลายแห่งเริ่มแสดงความกังวลต่อผลกระทบด้านมนุษยธรรมที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น

การสู้รบในระยะนี้ไม่เพียงส่งผลต่อพื้นที่สู้รบโดยตรง แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมต่อความมั่นคงด้านพลังงาน การเดินเรือระหว่างประเทศ และความปลอดภัยของพลเรือนในหลายประเทศ

การโจมตีของอิสราเอลในอิหร่าน-เลบานอน

กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่าได้เปิดการโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านในช่วงค่ำวันอังคารที่ 10 มี.ค. ก่อนจะเกิดการโจมตีต่อเนื่องในช่วงเช้าวันนี้ หน่วยงานกู้ภัยของอิหร่านรายงานว่า พื้นที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งในกรุงเตหะรานถูกโจมตี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง รายละเอียดตัวเลขยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการในขณะนี้

ขณะเดียวกัน การโจมตีได้ขยายไปยังประเทศเลบานอน โดยกองทัพอิสราเอลระบุว่าได้โจมตีพื้นที่ชานเมืองของกรุงเบรุต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เชื่อว่ามีกลุ่มติดอาวุธที่สนับสนุนอิหร่านเคลื่อนไหวอยู่

รายงานจากองค์กรด้านมนุษยธรรมระบุว่า รถพยาบาลของสภากาชาดถูกโจมตีจากการโจมตีทางอากาศครั้งหนึ่ง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพเสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน

อิหร่านตอบโต้ด้วยปฏิบัติการโจมตี "หนักที่สุด"

ฝ่ายอิหร่านประกาศว่าได้เปิดปฏิบัติการตอบโต้ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การสู้รบเริ่มต้น โดยส่งขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิสราเอล รวมถึงฐานทัพและทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

สื่อของรัฐอิหร่านรายงานว่า การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงกลางคืนและต่อเนื่องจนถึงเช้าวันนี้ โดยมุ่งเป้าไปยังเป้าหมายทางทหารและยุทธศาสตร์

กองกำลังป้องกันทางอากาศของหลายประเทศในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงรัฐอ่าวบางแห่ง ต้องเร่งสกัดโดรนและขีปนาวุธที่ถูกยิงผ่านน่านฟ้าในช่วงเช้าของวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงระบุว่า การโจมตีดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีของอิหร่าน

การโจมตีในหลายประเทศทั่วภูมิภาค

นอกจากการสู้รบโดยตรงระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลแล้ว เหตุการณ์ความรุนแรงยังเกิดขึ้นในหลายประเทศใกล้เคียง แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า โดรนที่เชื่อว่าเป็นของอิหร่านได้โจมตีสถานที่ทางการทูตของสหรัฐฯ ใกล้สนามบินกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก ส่งผลให้เกิดความเสียหายบางส่วน

ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง เรือบรรทุกสินค้าลำหนึ่งได้รับความเสียหายจากวัตถุระเบิดหรือกระสุนปริศนา นอกชายฝั่งของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางการค้าทางทะเลในภูมิภาค

"ฝนพิษสีดำ" ความเสี่ยงใหม่ต่อสุขภาพประชาชน

องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ฝนสีดำ" หรือฝนที่ปนเปื้อนมลพิษ หลังจากคลังเชื้อเพลิงและโรงเก็บน้ำมันหลายแห่งในอิหร่านถูกโจมตีเมื่อสัปดาห์ก่อน ควันสีดำจำนวนมหาศาลได้ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ และอาจผสมกับไอน้ำในอากาศก่อนตกลงมาเป็นฝนที่ปนเปื้อนสารพิษ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมเตือนว่า ฝนลักษณะนี้อาจมีสารไฮโดรคาร์บอน โลหะหนัก และอนุภาคพิษ ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ผิวหนัง และแหล่งน้ำในพื้นที่ องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำฝนโดยตรงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

วิกฤตมนุษยธรรมกำลังก่อตัว

ส่วนทางด้านองค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกำลังนำไปสู่วิกฤตมนุษยธรรมที่รุนแรงขึ้น การโจมตีอย่างต่อเนื่องทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากบ้านเรือน ขณะที่ระบบขนส่งและเส้นทางการค้าถูกขัดขวาง สิ่งของจำเป็น เช่น อาหาร ยา และเวชภัณฑ์ เริ่มขาดแคลนในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีอย่างหนัก

ทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติกล่าวหาว่า การโจมตีของสหรัฐฯ และ อิสราเอล ได้คร่าชีวิตพลเรือนมากกว่า 1,300 คน นับตั้งแต่การสู้รบเริ่มต้น ในเลบานอน กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติรายงานว่า การโจมตีของอิสราเอลทำให้เด็กเสียชีวิตเฉลี่ยมากกว่า 10 คน/วัน ขณะเดียวกัน การโจมตีตอบโต้ของอิหร่านก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตในหลายประเทศ รวมถึงในอิสราเอลและพื้นที่อื่นในภูมิภาค กระทรวงกลาโหมสหรัฐเปิดเผยว่า ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 7 คน และมีผู้บาดเจ็บกว่า 140 คน

ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ

กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่าได้ทำลายเรือของกองทัพเรืออิหร่านจำนวนหนึ่ง รวมถึงเรือวางทุ่นระเบิดอย่างน้อย 16 ลำ ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวกรองว่า อิหร่านเริ่มวางทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือดังกล่าว

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก เนื่องจากน้ำมันดิบประมาณ 1 ใน 5 ของโลก ต้องผ่านเส้นทางนี้ หากเส้นทางเดินเรือถูกปิดหรือเกิดการปะทะในพื้นที่ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก

เงื่อนไขการยอมจำนนของอิหร่าน

ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้กำหนดเงื่อนไขสำหรับการยุติการสู้รบ โดยเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข ข้อเรียกร้องสำคัญรวมถึงการรื้อถอนคลังขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าเป็นเครื่องมือหลักในการปกป้องโครงการนิวเคลียร์ของประเทศ ปธน.ทรัมป์ ระบุว่า เขาไม่ปิดกั้นทางเลือกใด ๆ ในการดำเนินการทางทหาร รวมถึงความเป็นไปได้ของการส่งกำลังทหารภาคพื้นดิน

รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหมกำลังเตรียมเผยแพร่รายงานการสอบสวนเหตุโจมตีโรงเรียนเด็กหญิงแห่งหนึ่งในอิหร่าน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เด็กเสียชีวิตอย่างน้อย 168 คน และมีหลักฐานบางส่วนที่ชี้ว่า การโจมตีอาจเกี่ยวข้องกับขีปนาวุธของสหรัฐฯ ภาพวิดีโอที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์แสดงให้เห็นวัตถุที่คล้ายขีปนาวุธพุ่งเข้าโจมตีพื้นที่ใกล้ฐานทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ซึ่งตั้งอยู่ติดกับโรงเรียนดังกล่าว

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนผลกระทบของความขัดแย้งเกิดขึ้นในวงการกีฬา รัฐบาลออสเตรเลียเปิดเผยว่า นักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านจำนวน 7 คน ได้รับวีซาด้านมนุษยธรรม หลังยื่นขอลี้ภัยระหว่างการแข่งขันในนครซิดนีย์ ผู้ได้รับวีซาประกอบด้วยนักกีฬา 6 คน และเจ้าหน้าที่ทีม 1 คน ขณะที่สมาชิกทีมที่เหลือเดินทางออกจากออสเตรเลียกลับประเทศไปแล้ว

อ่านข่าวอื่น :

ผู้โดยสารระทึก! เครื่องบิน Air India Express ฮาร์ดแลนด์ดิ้ง ค้างบนรันเวย์ สนามบินภูเก็ต

วาง 6 มาตรการ รับมือสงครามตะวันออกกลาง จับตาสินค้า-ทองขึ้นราคา

ศาลยกฟ้อง "แอม สรารัตน์" คดีวางยาฆ่า "นิตยา" วิศวกรสาว นครปฐม ปี 63