ยังปิดฉากไม่ลง สงครามการสู้รบในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐอเมริกา - อิสราเอล เข้าโจมตีอิหร่าน แม้ทั่วโลกคาดการณ์ว่า "โดนัลด์ ทรัมป์" จะใช้เวลาไม่นานตามที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ แต่เอาเข้าจริง นับจากปฎิบัติการโจมตีวันแรก (28 ก.พ.2569) ถึงวันนี้ (16 มี.ค.2569) เป็นเวลากว่าครึ่งเดือนแล้ว แต่อิหร่านก็ยังสู้ไม่ถอย และยังโจมตีกลับต่อกลุ่มพันธมิตรของสหรัฐฯ-อิสราเอลอย่างไม่ยอมลดละ
หากย้อนมองปฐมเหตุที่ทำให้สหรัฐฯ เปิดฉากการโจมตีอิหร่านในครั้งนี้ "ผศ.พรพรรณ โปร่งจิตร" ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิเคราะห์ว่า "ทรัมป์" อาจเห็นการเมืองภายในอิหร่านเริ่มมีความแตกแยก โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2568 ซึ่งมีการประท้วงต่อต้านรัฐบาล และผู้นำในเมืองใหญ่ รวมถึงเตหะรานขยายวงกว้างไปสู่การจลาจลที่รุนแรง
ส่งผลให้รัฐบาลอิหร่านต้องตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารทุกช่องทางนานกว่าสองสัปดาห์ รวมถึงการที่สหรัฐฯ มองว่าประชาชนอิหร่านก่อนหน้านี้มีแนวโน้มไม่ยอมรับในระบบการปกครองเดิม จึงเชื่อว่าการแทรกแซงเข้าไปในช่วงเวลานี้จะง่ายต่อการโจมตีอิหร่านได้สำเร็จ
ผลลัพธ์ตรงกันข้าม ในภาวะสงครามที่เกิดขึ้น "กระแสชาตินิยม ความรักชาติ" รวมถึงในกลุ่มประชาชนที่เคยต่อต้านรัฐบาล มีความเชื่อมั่นรัฐบาล – กองทัพ จะสามารถปกป้องอธิปไตยของชาติไว้ได้
"ถือว่าสหรัฐฯ ประเมินผิด ในส่วนของอิหร่าน พร้อมต่อต้าน และยืนหยัดในการรักษาอธิปไตยชาติตัวเองได้ ด้วยความพร้อมในทุก ๆ ที่อิหร่านอาจไม่ได้เปิดเผยให้ภายนอกได้รู้ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ และกองทัพ ดูได้จากที่ผ่านมาแม้ผู้นำสูงสุดในอิหร่านที่จะถูกลอบสังหารจากสงครามหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็จะมีผู้นำที่มีความรู้ความสามารถขึ้นมาทดแทนได้ทันต่อเหตุการณ์"
อิหร่าน "วัฒนธรรม" ที่สังคมภายนอกมองเห็น
ผอ.ศูนย์เอเชียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มองว่า การไม่เข้าใจวัฒนธรรมหรือการไม่เข้าใจคนอิหร่าน เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน คนภายนอกจะมองคนอิหร่านไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาล ไม่พอใจกับการถูกกดดันเรื่องของวัฒนธรรม ศาสนา หรือแม้กระทั่งไม่มีสิทธิเสรีภาพ ในความเป็นจริงสังคมอิหร่าน เป็นประเทศที่มีความทันสมัยมาก่อนชาติอื่นในภูมิภาค ทั้งในการให้สิทธิสตรี แต่เหตุการณ์ประท้วง เป็นเรื่องของสิทธิที่ขัดกับหลักการศาสนา
"พอเป็นเรื่องศาสนา เช่น การแต่งกาย อาจจะบอกว่าแต่งกายตามหลักศาสนา จะมีบางกลุ่มที่อาจจะไม่ใช่มุสลิม เป็นศาสนาอื่นก็ตาม แต่กฎหมายอิหร่านคือกฎหมายอิสลาม ฉะนั้นคนที่ไม่ใช่มุสลิมก็จะต้องแต่งตัวตามหลักศาสนา อาจจะเป็นอีกหนึ่งประการว่าบีบคั้นกดดันมากเกินไป ละเมิดสิทธิของประชาชนมากเกินไปหรือเปล่า"
แต่หากมองในเรื่องหลักศาสนา ก็ไม่ได้ขัดกับสิทธิมนุษยชน แต่อาจจะไม่ได้แต่งกายตามที่คนทั่วไปคาดหวัง หรือจินตนาการ แต่หากมองอีกด้านอิหร่าน ไม่ได้ห้ามผู้หญิงทำงาน ทุกอย่างเป็นเหมือนทั่ว ๆ ไป เมื่อคนภายนอกไม่มีความเข้าใจ ก็ทำให้มอง และประเมินอิหร่านว่าพอมีแบบนี้ก็น่าจะเกิดความอ่อนภายในประเทศ
...ถ้าถามว่าหลังเหตุการณ์นี้ “อิหร่าน” จะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรภายในหรือไม่?
"เปลี่ยนแน่นอน" ผอ.ศูนย์เอเชียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มองว่า เปลี่ยนแต่ไม่ทั้งหมด รัฐบาลอิหร่านจะได้เรียนรู้บทเรียนจากเหตุการณ์มากขึ้น ในเรื่องหลักการศาสนาอาจจะไม่เปลี่ยน แต่ความเคร่งครัด วิธีการปฏิบัติต่อประชาชนอาจจะต้องมีความลดหย่อน มีขั้นตอนประนีประนอมมากขึ้น ประชาชนมีโอกาสผ่อนคลายความตึงเครียด
อีกส่วนสำคัญ รัฐบาลอิหร่านจะต้องหาทางจัดการภายในประเทศ แก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ได้ เพื่อทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นใจ รู้สึกว่าการดำรงวิธีปฏิบัติรูปแบบนี้ สามารถที่จะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย และมีความสุขได้
"สิทธิการเลือกตั้ง" ศรัทธาศาสนาและผู้นำ
..หลายคนอาจจะมีความสงสัยว่า ทำไมคนอิหร่านจึงไม่ใช้โอกาสนี้เปลี่ยนแปลงการปกครอง เพิ่มสิทธิให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในรูปแบบที่ต้องการ…
อิหร่าน แม้จะเป็นรัฐที่ใช้กฎหมายเกี่ยวกับศาสนา แต่กระบวนการเลือกตั้งผู้แทนราษฏร นายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี ประชาชนจะมีสิทธิในการเลือกคนขึ้นมาบริหารประเทศได้ด้วย มีเพียง "ผู้นำสูงสุดอิหร่าน" ที่มีคุณวุฒิในเรื่องของหลักการศาสนาอิสลาม เศรษฐศาสตร์อิสลาม หรือที่เรียกว่านักการศาสนา ที่จะถูกเลือกจากสภาชำนาญการ
แม้ประชาชนจะไม่ได้เป็นผู้เลือกนักการศาสนา แต่มีศรัทธาต่อนักการศาสนาที่อยู่ในสภาชำนาญการ ฉะนั้นจึงเป็นความศรัทธาต่อศาสนา จนไปถึงมีศรัทธาต่อผู้นำสูงสุด จึงได้เห็นภาพประชาชนยินดีโห่ร้องในการเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ขึ้นมา
อ่านข่าว
ตะวันออกกลางยืดเยื้อ อิหร่านย้ำไม่หยุดยิง ทรัมป์เร่งตั้งกองเรือคุ้มกันฮอร์มุซ
"ทรัมป์" อ้างหลายประเทศส่งเรือรบร่วมปฏิบัติการกับสหรัฐฯ เพื่อปกป้อง "ช่องแคบฮอร์มุซ"
"ทรัมป์" เผยสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์กสำเร็จ
