เปิดวาล์วนิรภัยพลังงานโลก คลังน้ำมัน "ฟูไจราห์" ท่ามกลางศึกตะวันออกกลาง

ต่างประเทศ
13:38
จำนวนผู้ชม 276
เปิดวาล์วนิรภัยพลังงานโลก คลังน้ำมัน "ฟูไจราห์" ท่ามกลางศึกตะวันออกกลาง
"ฟูไจราห์" ถูกอิหร่านโจมตีด้วยโดรนซ้ำ ๆ เพราะเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันและก๊าซสำคัญของ UAE ที่เลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้โดยสิ้นเชิง เมื่อฮอร์มุซถูกปิดกั้น การโจมตีฟูไจราห์จึงเป็นยุทธศาสตร์ตัด "วาล์วนิรภัย" พลังงานโลก เพื่อกดดันเศรษฐกิจ UAE สหรัฐฯ อิสราเอล

สถานการณ์ความขัดแย้งปัจจุบัน และภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ในช่วงเดือน มี.ค.2569 ภูมิภาคตะวันออกกลางตกอยู่ในภาวะตึงเครียดขั้นสูงสุดจากการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และ อิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซ LNG สำคัญของโลกถูกปิดกั้น ส่งผลให้ปริมาณการเดินเรือลดลงถึงร้อยละ 90

ในสถานการณ์ระอุนี้ "รัฐฟูไจราห์" ต้องเผชิญกับภัยคุกคามโดยตรง โดยเมื่อวันที่ 3 มี.ค.2569 มีรายงานเหตุเพลิงไหม้ในเขตอุตสาหกรรมปิโตรเลียมของฟูไจราห์ (Fujairah Oil Industry Zone) ซึ่งเกิดจากเศษซากของโดรนที่ถูกยิงสกัดได้ ต่อมา ในวันที่ 14 มี.ค. ยังเกิดเหตุโดรนโจมตีจนทำให้ถังเก็บน้ำมันดิบได้รับความเสียหายอย่างน้อย 2 ถัง ส่งผลให้ต้องมีการระงับการโหลดน้ำมันชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

และล่าสุด วันนี้ (17 มี.ค.2569) มีเหตุโดรนโจมตีเขตอุตสาหกรรมปิโตรเลียมของฟูไจราห์อีกครั้ง จนทำให้เกิดไฟไหม้เป็นวงกว้าง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งเข้าควบคุมสถานการณ์ และยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ

การโจมตีเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า แม้ฟูไจราห์จะมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ แต่ก็ยังตกเป็นเป้าหมายสำคัญในยุทธศาสตร์การตอบโต้ทางทหาร เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการสำรองน้ำมันดิบ น้ำมันเชื้อเพลิง และน้ำมันเครื่องบินที่มีความจุในการจัดเก็บมหาศาล

ภาพประกอบข่าว เปิดวาล์วนิรภัยพลังงานโลก คลังน้ำมัน

รู้จัก "ฟูไจราห์" รัฐยุทธศาสตร์เพียงหนึ่งเดียวบนชายฝั่งตะวันออก

จากข้อมูลของ สำนักงานกำกับดูแลด้านกิจการโทรคมนาคมและรัฐบาลดิจิทัล UAE ฟูไจราห์เป็นหนึ่งใน 7 รัฐที่ประกอบขึ้นเป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และมีความโดดเด่นอย่างยิ่งในฐานะรัฐเดียวที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันออกติดกับอ่าวโอมานและมหาสมุทรอินเดียทั้งหมด ในขณะที่รัฐอื่นอีก 6 รัฐ ตั้งอยู่ติดกับอ่าวอาหรับ

รัฐฟูไจราห์มีพื้นที่ประมาณ 1,580 ตารางกิโลเมตร มีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึง 314,829 คนในช่วงกลางปี 2567 ภูมิประเทศส่วนใหญ่ของรัฐนี้ประกอบด้วยเทือกเขาฮาจาร์ (Hajar) ที่สูงชันและสวยงาม ทำให้ฟูไจราห์ได้รับฉายาว่า "รัฐแห่งขุนเขา" ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์ทะเลทรายของรัฐอื่น ๆ ในประเทศ

ความเป็นมาของฟูไจราห์มีความยาวนานกว่า 4,000 ปีตามหลักฐานทางโบราณคดี แต่ประวัติศาสตร์ยุคใหม่เริ่มต้นขึ้นในปี 1808 หรือตรงกับ พ.ศ.2351 เมื่อเชค โมฮัมเหม็ด บิน มัตตาร์ (Sheikh Mohammed bin Mattar) ได้สร้างป้อมปราการและเมืองล้อมรอบขึ้นมา ฟูไจราห์เป็นรัฐสุดท้ายที่เข้าร่วมกลุ่มรัฐสงบศึก (Trucial States) ในปี 1971 (พ.ศ.2514) ก่อนจะรวมเป็นประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ หรือ UAE ในเวลาต่อมา

คลังน้ำมันฟูไจราห์ หัวใจสูบฉีดพลังงานของโลก

เศรษฐกิจของฟูไจราห์ได้เปลี่ยนแปลงจากการพึ่งพาการประมงและการเกษตรมาสู่การเป็นยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานและโลจิสติกส์ ปัจจุบันท่าเรือฟูไจราห์เป็นท่าเรืออเนกประสงค์ที่มีบทบาทสำคัญในการขนส่งน้ำมัน สินค้าเทกอง และปศุสัตว์ โดยเฉพาะธุรกิจการเติมน้ำมันเรือ (Bunkering) ที่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก

จุดแข็งที่สำคัญที่สุดคือการเป็นที่ตั้งของคลังเก็บน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค GCC (Gulf Cooperation Council หรือ คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ) ซึ่งมีถังเก็บน้ำมันจำนวนมากและระบบท่อส่งน้ำมันฮับชาน-ฟูไจราห์ (Habshan-Fujairah) ที่เชื่อมต่อตรงจากอาบูดาบี ประเทศโอมาน เพื่อให้สามารถส่งออกน้ำมันได้โดยไม่ต้องเสี่ยงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่อส่งน้ำมันเหล่านี้ มีอัตราการส่งจ่าย 1,500,000 บาร์เรล/วัน

ภายใต้แผนพัฒนา "Fujairah Plan 2040" รัฐบาล UAE มีเป้าหมายขยายขีดความสามารถของท่าเรือด้วยการเพิ่มท่าใหม่สำหรับน้ำมันและการบริการทางทะเล รวมถึงการปรับปรุงรันเวย์และอาคารสินค้าของท่าอากาศยานนานาชาติฟูไจราห์ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ในปี 2567 GDP ของฟูไจราห์พุ่งสูงถึง 29,130 ล้านเดอร์แฮม สะท้อนถึงความมั่งคั่งจากการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมหนักและเหมืองแร่ที่ได้รับอานิสงส์จากการก่อสร้างในดูไบและอาบูดาบี

เขตการค้าเสรีฟูไจราห์ โอกาสทองของนักลงทุน

สำหรับนักธุรกิจที่มองหาลู่ทางในตะวันออกกลาง เว็บไซต์ Stratrich ให้ข้อมูลว่าเขตการค้าเสรีฟูไจราห์ (FFZ) มีข้อเสนอที่ดึงดูดใจ ด้วยทำเลที่ตั้งติดกับท่าเรือและท่าอากาศยาน ทำให้ FFZ เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เข้าถึงตลาดเอเชีย ยุโรป และแอฟริกาตะวันออกได้อย่างรวดเร็ว

ข้อดีที่โดดเด่นคือค่าธรรมเนียมในการเริ่มต้นธุรกิจที่ถูกกว่ารัฐใหญ่อย่างดูไบอย่างมาก โดยใบอนุญาตประกอบการเริ่มต้นเพียงประมาณ 21,500 เดอร์แฮม หรือประมาณ 190,000 บาท ซึ่งรวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกแบบสำนักงานเสมือน นักลงทุนสามารถถือครองกรรมสิทธิ์ต่างชาติได้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ต้องมีหุ้นส่วนท้องถิ่น และได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (สำหรับรายได้ที่เข้าเงื่อนไข) รวมถึงไม่มีภาษีนำเข้าและส่งออก

ปัจจุบันมีบริษัทกว่า 2,000 แห่งจาก 60 สัญชาติเลือกที่นี่เป็นฐานการผลิตและการค้า โดย FFZ รองรับกิจกรรมทางธุรกิจกว่า 35 ประเภท ตั้งแต่การค้าน้ำมัน การผลิตสินค้า ไปจนถึงบริการที่ปรึกษาและอีคอมเมิร์ซ

ภาพประกอบข่าว เปิดวาล์วนิรภัยพลังงานโลก คลังน้ำมัน

ทำไมฟูไจราห์ ตกเป็นเป้าของอิหร่าน

ตั้งแต่ มี.ค.2569 ฟูไจราห์ถูกอิหร่านเลือกโจมตีด้วยโดรนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเป็น "ทางเลี่ยงฮอร์มุซ" ที่สำคัญที่สุดของ UAE ในภาวะวิกฤตที่ช่องแคบฮอร์มุซตกอยู่ภายใต้การปิดกั้นจากอิหร่าน ฟูไจราห์ทำหน้าที่เป็น "วาล์วนิรภัย" (Safety Valve) ที่สำคัญที่สุดของโลก เป็นทางออกทางเดียวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สู่มหาสมุทรอินเดียโดยไม่ต้องเสี่ยงภัยผ่านจุดแคบที่เป็นคอขวด ผ่านการใช้งานท่อส่งน้ำมันดิบฮับชาน ฟูไจราห์ ที่มีความยาวกว่า 360 กิโลเมตร

ทำให้ UAE สามารถลำเลียงน้ำมันดิบจากอาบูดาบีมายังท่าเรือฟูไจราห์เพื่อส่งออกสู่ตลาดโลกได้โดยตรง แม้ในยามที่สงครามในอ่าวอาหรับทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นอัมพาต การโจมตีทำให้การส่งน้ำมันถูกระงับชั่วคราว ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันราวครึ่งหนึ่งของ UAE ทันที

ความสำคัญประการต่อมาคือ บทบาทในด้าน "ประกันภัยและความเชื่อมั่นของตลาดพลังงาน" เมื่อเกิดเหตุความขัดแย้ง ค่าประกันภัยความเสี่ยงสงคราม (War Risk Insurance) สำหรับเรือที่เข้าสู่อ่าวอาหรับจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล จากเดิมร้อยละ 0.15 อาจทะลุเกินร้อยละ 10 ของมูลค่าเรือ ฟูไจราห์ซึ่งตั้งอยู่นอกจุดเสี่ยงจึงกลายเป็นที่หลบภัยยุทธศาสตร์สำหรับเรือบรรทุกน้ำมันหลายร้อยลำที่จอดทอดสมอเพื่อรอดูสถานการณ์ หรือใช้เป็นจุดรับส่งถ่ายสินค้าที่ปลอดภัยกว่า

นอกจากนี้ ฟูไจราห์ยังเป็นศูนย์กลางการเติมน้ำมันเรือ (Bunkering) อันดับต้นของโลก หากฟูไจราห์หยุดชะงัก สายการเดินเรือทั่วโลกจะได้รับผลกระทบทันทีเนื่องจากขาดแคลนเชื้อเพลิงสำหรับการเดินเรือระยะไกล

สุดท้าย ฟูไจราห์มีความสำคัญในฐานะ "ตัวชี้วัดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์" การโจมตีหรือการคุกคามใด ๆ ต่อคลังน้ำมันในฟูไจราห์มักถูกใช้เป็นเครื่องมือโดย "รัฐผู้กระทำ" (State Actor) เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีขีดความสามารถในการทำลายล้างเศรษฐกิจโลกแม้ในจุดที่อยู่นอกพื้นที่สงครามหลัก ดังนั้น การรักษาเสถียรภาพของฟูไจราห์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ UAE แต่เป็นภารกิจระดับนานาชาติที่ต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตพลังงานกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจล่มสลายทั่วโลก

ที่มาข้อมูลเพิ่มเติม : My bayut, The National

อ่านข่าวอื่น :

ผู้นำจอร์แดน-UAE ยัน "ชาติอาหรับ" ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของศึกตะวันออกกลาง

“ทรัมป์” ขอเลื่อนหารือ “สี จิ้นผิง” ออกไป 1 เดือน เพื่อรับมือศึกอิหร่าน

“ศรีลังกา” ประกาศให้วันพุธเป็นวันหยุดราชการ หวังประหยัดพลังงาน