ไมเคิล เคิร์น นักวิเคราะห์จาก Oilprice มองถึงความเป็นไปได้ว่า ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล อาจไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ระยะสั้น แต่มีศักยภาพที่จะสั่นคลอนเส้นทางการเติบโตของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงปฏิกิริยาของตลาดการเงินโลกในช่วงสัปดาห์แรกของวิกฤต ซึ่งแสดงพฤติกรรมที่ดูเหมือน "นิ่งผิดปกติ" ท่ามกลางปัจจัยลบจำนวนมากที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลาดประกันภัยการขนส่งทางทะเลแทบหยุดชะงัก และมีรายงานการโจมตีศูนย์ข้อมูลของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่บางแห่ง แต่ดัชนี Nasdaq กลับปรับตัวลดลงเพียงเล็กน้อย ก่อนจะทรงตัว และบทสนทนาในตลาดก็เปลี่ยนไปสู่ประเด็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายในเวลาไม่กี่วัน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดโดยรวมยังคงมองเหตุการณ์นี้เป็นเพียง "ความปั่นป่วนระยะสั้น" มากกว่าจะเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้าง นักลงทุนจำนวนมากยังเชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้ในเวลาอันใกล้
อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าว นักวิเคราะห์ด้านพลังงานมองว่า อาจเป็นการประเมินที่คลาดเคลื่อน โดยเฉพาะในมิติของโครงสร้าง เนื่องจากความเสียหายที่กำลังเกิดขึ้นไม่ได้แสดงผลแบบฉับพลัน แต่เป็นแรงกดดันที่ค่อย ๆ สะสมและทวีความรุนแรงขึ้นตามระยะเวลา ซึ่งอาจส่งผลกระทบลึกกว่าที่ตลาดรับรู้ในปัจจุบัน
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ระบบเศรษฐกิจโลกในเวลานี้แทบไม่มีพื้นที่รองรับแรงกระแทกเหลืออยู่แล้ว และแรงกระแทกจากสงครามครั้งนี้ยังพุ่งตรงไปยังหนึ่งในเดิมพันทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ นั่นคือการลงทุนด้าน AI เมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ได้ประกาศแผนการลงทุนด้าน AI ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
- Meta มีแผนลงทุนมากกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2571
- Apple ประกาศงบประมาณ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน 4 ปี
- Amazon คาดว่าจะใช้เงิน 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 เพียงปีเดียว เพิ่มขึ้นจาก 131,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้า
- Google อยู่ในช่วง 175,000 - 185,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- Microsoft มีแนวโน้มแตะระดับ 105,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อรวมตัวเลขทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะได้มูลค่าประมาณ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปยังโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ศูนย์ข้อมูล ชิปประมวลผล และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแผนบนกระดาษ แต่เป็น "โครงสร้างหลัก" ที่รองรับตลาดหุ้นในปัจจุบัน ราคาหุ้นจำนวนมากได้สะท้อนความคาดหวังต่อการลงทุนและผลตอบแทนในอนาคตจาก AI ไปแล้ว
รายงานจาก Goldman Sachs ยังระบุเพิ่มเติมว่า การคาดการณ์การลงทุน (capex) ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างต่อเนื่อง โดยการเติบโตของการใช้จ่ายจริงในปี 2567 และ 2568 สูงเกินร้อยละ 50 เทียบกับการคาดการณ์เพียงร้อยละ 20 สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนด้าน AI ได้เร่งตัวเร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้
กล่าวได้ว่าตลาดได้ตั้งสมมติฐานไว้ล่วงหน้าแล้วว่า การลงทุนเหล่านี้จะนำไปสู่ผลตอบแทนแบบทวีคูณ ทั้งในแง่ของผลิตภาพ รายได้ใหม่ และความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้หุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่ม AI มีมูลค่าสูงในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม สมมติฐานสำคัญที่รองรับทั้งหมดนี้คือ "ห่วงโซ่อุปทานโลกยังคงทำงานได้อย่างราบรื่น" ซึ่งในความเป็นจริงกลับเป็นระบบที่มีความซับซ้อนและเปราะบางอย่างยิ่ง
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน
ห่วงโซ่อุปทาน "ชิป" สั่นคลอน
ชิปหนึ่งชิ้นต้องผ่านพรมแดนมากกว่า 70 ประเทศ ใช้เวลาในการผลิตนานถึง 100 วัน และเกี่ยวข้องกับขั้นตอนมากกว่า 1,000 ขั้นตอน ตั้งแต่การผลิตซิลิคอนเวเฟอร์ในญี่ปุ่นหรือเยอรมนี การออกแบบในสหรัฐฯ หรือสหราชอาณาจักร การผลิตขั้นสูงในไต้หวันซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 92 และเกาหลีใต้ร้อยละ 8 จากนั้นจึงส่งไปประกอบและทดสอบในมาเลเซีย เวียดนาม หรือฟิลิปปินส์ ก่อนจะถูกส่งต่อไปยังศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ
ภายในห่วงโซ่นี้ มีมากกว่า 50 จุดที่ประเทศใดประเทศหนึ่งถือครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 65 ซึ่งทำให้แต่ละจุดกลายเป็น ไคอขวดไ ที่มีความเสี่ยงสูง ทุกขั้นตอนต้องพึ่งพาพลังงาน การขนส่ง และระบบประกันภัย ซึ่งทั้งหมดกำลังมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังเหตุการณ์วันที่ 28 ก.พ.
ยิ่งไปกว่านั้น ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียยังเป็นแหล่งผลิตฮีเลียมที่สำคัญของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบจำเป็นต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เมื่อพิจารณาภาพรวมแล้ว จะเห็นได้ว่าความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่เป็น "แรงเสียดทานเชิงโครงสร้าง" ที่เพิ่มขึ้นในทุกขั้นตอนของระบบ และสะสมมากขึ้นตามเวลา
ผลลัพธ์คือ แม้งบลงทุนรวมจะยังคงอยู่ที่ระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เงินจำนวนเท่าเดิมกลับสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานได้น้อยลง เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วน การขนส่ง พลังงาน หรือประกันภัย ดังนั้นปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่ "การลดการลงทุนไ แต่คือ "การลดลงของผลลัพธ์จากการลงทุน" ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดอาจยังไม่ได้สะท้อนอย่างเต็มที่
ราคาน้ำมัน–ประกันขนส่งพุ่ง สะเทือนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก
ในด้านพลังงาน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีปริมาณการขนส่งน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรล/วัน หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของการบริโภคน้ำมันโลก ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวจาก 70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ไปแตะระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 110 ดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ส่งผลกระทบลึกกว่าราคาน้ำมัน คือ "ต้นทุนการขนส่ง" ที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง โดย Bloomberg รายงานว่า ค่าเบี้ยประกันภัยเรือบรรทุกน้ำมันได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเพียงร้อยละ 0.02–0.05 ของมูลค่าเรือ ไปเป็นประมาณร้อยละ 5 หรือเพิ่มจาก 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ/เที่ยว เป็น 5,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ/เที่ยว
ในขณะเดียวกัน ค่าระวางเรือซูเปอร์แทงเกอร์เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า ไปแตะระดับ 800,000 ดอลลาร์สหรัฐ/วัน และค่าธรรมเนียมความเสี่ยงสงครามสำหรับตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้น 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ/ตู้ ซึ่งต้นทุนทั้งหมดนี้ย่อมถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้าในที่สุด
โจมตีศูนย์ข้อมูล จุดอ่อนใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล
ด้านความมั่นคงทางดิจิทัล สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อมีรายงานว่าศูนย์ข้อมูลในตะวันออกกลางถูกโจมตี ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า และระบบระบายความร้อน ขณะเดียวกัน สายเคเบิลใต้น้ำในทะเลแดงและอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างภูมิภาค อาจตกอยู่ในความเสี่ยงจากการถูกตัดขาด
นักวิจัยจาก SITE Intelligence Group ยังพบข้อความในช่อง Telegram ที่สนับสนุนอิหร่าน ซึ่งระบุว่า ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องถูกทำลาย เพราะเป็นที่ตั้งของสมองของระบบสื่อสารและระบบกำหนดเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นว่าศูนย์ข้อมูลได้กลายเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์โดยตรง
ในขณะที่ตลาดยังคงประเมินสถานการณ์นี้ว่าเป็นเพียงความปั่นป่วนระยะสั้น ไมเคิล เคิร์นกลับมองต่างออกไป โดยชี้ว่าแรงจูงใจของอิหร่านมีลักษณะเชิงโครงสร้าง กล่าวคือ อิหร่านไม่จำเป็นต้องชนะสงครามทางทหาร แต่ต้องการทำให้ต้นทุนของสงครามสูงขึ้นสำหรับทุกฝ่าย เพื่อสร้างแรงกดดันให้เกิดการลดความตึงเครียดจากฝ่ายอื่น
พลังงานแพง–ผู้บริโภคอ่อนแรง เสี่ยงกระทบการยอมรับ AI
ในเชิงเศรษฐกิจมหภาค Oxford Economics ประเมินว่า ทุกการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 10 ดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้ GDP โลกลดลงร้อยละ 0.1 ขณะที่แบบจำลองของธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุว่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.35 ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบันจึงมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ และหากราคาน้ำมันแตะระดับ 140 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะงักงันชั่วคราว ขณะที่ยุโรป สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่นอาจเผชิญภาวะเศรษฐกิจหดตัวเล็กน้อย
ที่สำคัญ วิกฤตน้ำมันไม่ได้กระทบแค่พลังงาน แต่ยังลามไปถึง "3F" ได้แก่ Fuel (เชื้อเพลิง) Fertilizer (ปุ๋ย) และ Financial Market (ตลาดการเงิน) ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกลับมายังการพัฒนา AI
ในภาคเกษตรกรรม ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยสำคัญ โดยคิดเป็นร้อยละ 46 ของการผลิตยูเรียโลก และกาตาร์เพียงประเทศเดียวมีสัดส่วนถึงร้อยละ 14 เมื่อการผลิต LNG หยุดชะงัก ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อเนื่อง เช่น อินเดียลดกำลังการผลิตปุ๋ย บังกลาเทศปิดโรงงาน 4 จาก 5 แห่ง และสหรัฐฯ เผชิญภาวะขาดแคลนปุ๋ยประมาณร้อยละ 25
ราคายูเรียเพิ่มขึ้นจาก 500 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 700 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 40 และมีแนวโน้มที่ราคาปุ๋ยไนโตรเจนจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ซึ่งจะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงในช่วง 3 - 6 เดือนข้างหน้า และนำไปสู่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะถัดไป
ในอีกด้านหนึ่ง ศูนย์ข้อมูลซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของ AI ยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น ก็ยิ่งต้องใช้พลังงานมากขึ้น ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ ใช้ไฟฟ้าประมาณร้อยละ 4.4 ของทั้งประเทศ หรือประมาณ 176 เทราวัตต์ชั่วโมง/ปี และในอีก 5 ปีข้างหน้า ครึ่งหนึ่งของการเติบโตของความต้องการไฟฟ้าทั้งหมดจะมาจากศูนย์ข้อมูล
ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนมายังผู้บริโภคโดยตรง ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นแล้วประมาณร้อยละ 42 และครัวเรือนต้องจ่ายเพิ่มประมาณ 16 - 18 ดอลลาร์สหรัฐ/เดือน ทำให้ประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมต้องแบกรับต้นทุนเพื่อการพัฒนา AI ที่ยังไม่ได้สร้างประโยชน์โดยตรง
สถานการณ์นี้ทำให้ AI กลายเป็นประเด็นทางสังคมและการเมือง ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยีอีกต่อไป และอาจนำไปสู่มาตรการควบคุมจากภาครัฐในอนาคต ท้ายที่สุด แม้การลงทุนใน AI จะมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและไม่ใช่เรื่องเกินจริง แต่ความสำเร็จของมันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลายประการที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงาน ความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน หรือกำลังซื้อของผู้บริโภค
ในขณะเดียวกัน ตลาดต่าง ๆ ได้เริ่มปรับตัวต่อความเสี่ยงใหม่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตลาดประกันภัย ตลาดขนส่ง หรือสินค้าเกษตร ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้มีแนวโน้มจะฝังอยู่ในระบบต่อไปอีกนาน แม้สงครามจะสิ้นสุดลง
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า AI จะอยู่รอดหรือไม่ แต่คือ ตลาดได้ปรับสมมติฐานของตัวเองแล้วหรือยัง หากยังคงเชื่อว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ก็อาจกำลังประเมินความเป็นจริงต่ำเกินไป เพราะผลกระทบที่แท้จริงอาจยาวนานกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ
อ่านข่าวอื่น :
โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ในเมืองสาด รัฐฉาน หวั่นซ้ำเติมสารปนเปื้อนแม่น้ำกก
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่ง "สายการบิน" ปรับค่าธรรมเนียม-ขึ้นราคาตั๋ว
"เนทันยาฮู" ชี้อิหร่านเป็นอันตรายต่อคนทั้งโลก หลังยิงขีปนาวุธพื้นที่พลเรือน
