ปมขอถอนตัว ไม่ไปต่อใน "ครม.อนุทิน 2" ของ ศ.กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มีการพูดถึงกันอย่างหลากหลาย แต่โดยสรุปแล้วมีอยู่ 2 แนวทาง หนึ่งคือเป็นการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลด้านการทำงานที่ไม่สอดรับกัน อีกแนวทางหนึ่งที่ถูกพูดถึงคือเหตุผลส่วนตัวของ ศ.กิตติคุณ บวรศักดิ์ เอง โดยเชื่อว่าครม.ชุดนี้อาจต้องเผชิญกับปม "นิติสงคราม" หลายประเด็น
เริ่มที่ปมเลือกตั้งเสี่ยงโมฆะ จากกรณีบัตรมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็น เนื่องจากหลัง “ยุบสภา” ศ.กิตติคุณ บวรศักดิ์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี นำทีมกฎหมายเข้าหารือกับ กกต. เพื่อวางไทม์ไลน์การเลือกตั้งและการจัดทำประชามติ หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้ แม้จะไม่ใช่บทบาทโดยตรงอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีคำถามว่าได้ให้ความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อ กกต. หรือไม่
มาที่ปมการจัดสรรเก้าอี้ "ครม.อนุทิน 2" กับข้อกล่าวหาที่คนในพรรคภูมิใจไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นกรณีเขากระโดง หรือคดีฮั้วเลือก สว. ก็มีข้อสังเกตว่า ศ.กิตติคุณ บวรศักดิ์ มีข้อชี้แนะหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงคุณสมบัติของผู้ถูกกล่าวหา 13 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวว่า ศ.กิตติคุณ บวรศักดิ์ ยึดหลัก "ยอมหัก แต่ไม่ยอมงอ" ในบางประเด็น โดยเฉพาะข้อกฎหมายที่มีการหารือกับคนในพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกมองว่าไม่มีการใช้เทคนิคหรือแนวทางยืดหยุ่น รวมถึงท่าทีที่ค่อนข้างแข็งกร้าว ประกอบกับการวางกรอบไว้ล่วงหน้า ในการแยกบทบาททางการเมืองออกจากหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ใน "ครม.อนุทิน 1"
ปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ศ.กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ตัดสินใจขอถอนตัวจาก "ครม.อนุทิน 2" อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลข่าวระบุว่า ฝ่ายพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้ส่งสัญญาณก่อน และเปิดทางให้ ศ.กิตติคุณ บวรศักดิ์ แสดงเจตจำนงด้วยตนเอง ส่งผลให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยมีชื่อนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เข้ามาแทนที่ และส่งประวัติพร้อมหนังสือรับรองคุณสมบัติแล้ว
ความเหมือนในความต่างจึงถูกหยิบยกขึ้นมาเปรียบเทียบ โดยในประเด็นบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เคยตั้งข้อสังเกตเชิงตีความว่า ความผิดอยู่ที่ผู้กาหรือผู้แซะ ซึ่งกระทบต่อหลัก "ลับ-ไม่ลับ" ของการเลือกตั้ง พร้อมยกตัวอย่างระดับความลับ เช่น "ลับ-ลับมาก-ลับที่สุด" ที่ข้อมูลควรรับรู้เฉพาะผู้ส่งและผู้รับ
ส่วนกรณีเขากระโดง เลขาธิการกฤษฎีการายนี้เคยเสนอว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยและกรมที่ดิน สามารถหารือร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาได้ โดยยึดตามคำพิพากษาของศาล ขณะที่คดีฮั้วเลือก สว. ก็มีรายงานว่าเคยให้ความเห็นว่าเป็นอำนาจของ กกต. ไม่ใช่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งทิศทางคดีก็เป็นไปในแนวทางดังกล่าว
ปกรณ์ นิลประพันธ์
หากพิจารณาจากประวัติ นายปกรณ์เคยทำงานใกล้ชิดกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ และนายวิษณุ เครืองาม อีกทั้งเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ผอ.ปยป.) ซึ่งมีบทบาทในการผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตามแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงเคยแสดงความเห็นคัดค้านกฎหมายกู้เงินโครงการดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และเคยทักท้วงประเด็นอำนาจรักษาการรองนายกรัฐมนตรีในการประกาศยุบสภา
ภาพสะท้อนของนักกฎหมายทั้งสอง จึงมีทั้งความเหมือนและความต่าง แม้จะเป็นนักกฎหมายระดับสูงเช่นเดียวกัน แต่แตกต่างกันในแนวทางและบริบททางการเมือง และความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุด คือ "ครม.อนุทิน 2" ไม่มีชื่อ ศ.กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ แต่เป็นชื่อของปกรณ์ นิลประพันธ์ เข้ามาแทน พร้อมส่งประวัติและหนังสือรับรองคุณสมบัติเรียบร้อยแล้ว
รายงาน : เสาวลักษณ์ วัฒนศิลป์ บรรณาธิการข่าวการเมือง ไทยพีบีเอส
อ่านข่าว :
เปิดโผ "ครม.อนุทิน 2" สะเด็ดน้ำ 35 คน ลุ้นอีก 1 รายชื่อ "บวรศักดิ์" ไม่ได้ไปต่อ
คลี่ปม! "บวรศักดิ์" หลุด ครม. เพราะเจ้าตัวปฏิเสธ หรือภูมิใจไทยไม่เอา
ครม.อนุทิน 2 สะเด็ดน้ำ นายกฯ พยักหน้า "ปกรณ์" นั่งรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย
