ประจักษ์วิเคราะห์ : สภาเดือดถก "พีเอ็ม 2.5" มาทุกปี จมทุกปี ไร้ทางแก้

การเมือง
12:55
จำนวนผู้ชม 689
ประจักษ์วิเคราะห์ : สภาเดือดถก "พีเอ็ม 2.5" มาทุกปี จมทุกปี ไร้ทางแก้

เรื่องฝุ่นขนาดเล็ก หรือ พีเอ็ม 2.5 และหมอกควันไฟป่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตคนไทยมานานแล้ว และช่วงกว่าสิบปีมานี้ เกิดขึ้นทุกปี ค่าฝุ่นควันพิษสูงขึ้นต่อเนื่อง

มีการอภิปรายขายฝันจะกำจัดทุกปี แต่จนแล้วจนรอด คนไทยก็ยังจมกับฝุ่นไม่เปลี่ยน

อย่างเดียวที่ถูดจุดพลุว่า เป็นความหวังของคนเหนือและรวมถึงในพื้นที่อื่นที่พีเอ็ม 2.5 ฟุ้งกระจายไปทั่ว คือพ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่หลายพรรคแข่งเสนอในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง รวมทั้งหลังสุด ปี 69

น่าเสียดายที่ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนฯ และเข้าสู่ชั้นวุฒิสภาแล้ว แต่เมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภา ร่างกฎหมายนี้ต้องตกไป จึงต้องลุ้นว่า รัฐบาลชุดใหม่จะปัดฝุ่นหยิบร่างนี้มาผลักดันต่อ ในกรอบเวลา 60 วันหรือไม่

การประชุมสภาเมื่อ 1 เม.ย.69 พิจารณาเรื่อง ฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 มีผู้เสนอเป็นญัตติด่วนด้วยวาจา จาก สส.4 คน จาก 4 พรรคการเมือง ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ เว็บไซต์ IQAir ได้เปิดอันดับเมืองมีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก และจ.เชียงใหม่ ขึ้นอันดับ 1 มีค่า US AQI แตะระดับ 198

จัดเป็นพื้นที่สีม่วง อยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก แต่ที่สำคัญ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของค่าฝุ่นพิษเท่านั้น

เป็นเหตุให้ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน และเป็น 1 ใน 4 สส.ที่เสนอญัตติดังกล่าว ได้อภิปรายในสภา พาดพิงไป นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ว่าอายเรื่องฝุ่นพิษ PM2.5 ไทย อยู่อันดับ 1 โลกบ้างหรือไม่

นายภัทรพงษ์ อภิปรายตอกย้ำความจริงที่เป็นอยู่ปัจจุบัน คือฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 ในภาคเหนือขณะนี้ เกินกำลังหน่วยงานในพื้นที่ และเข้าเกณฑ์ควรประกาศเขตภัยพิบัติแล้วอย่างน้อย 9 จังหวัด

ไม่ต่างจาก นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.ปชป. และหนึ่งในผู้เสนอญัตติด้วยวาจา ได้ระบุชัดว่า วิกฤตฝุ่นของไทยพุ่ง 50 เท่าของเกณฑ์โลกแล้ว แต่ยังไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติ ทั้งจี้รัฐให้เร่งแก้ PM2.5 และผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ก่อนเดดไลน์ที่เหลือเพียง 6 สัปดาห์

เพื่อเอาคนผิดที่เป็นผู้ก่อมลพิษมาลงโทษ ไม่ใช่ไล่จับประชาชนที่เป็นเพียงเกษตรกรทำมาหากิน

ปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่า ปัญหานี้ความจริงรัฐบาลควรต้องทราบล่วงหน้า เพราะเป็นปัญหาตามฤดูกาล ทุกปีตั้งแต่พ.ย. ถึงเม.ย.-พ.ค. จะเกิดการก่อตัวและสะสมของฝุ่นพิษ หมอกควันและไฟป่า แต่รัฐบาลก็ไม่ได้เตรียมการอะไรเป็นพิเศษ นอกจากมาตรการเดิมๆ

ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งการของนายก กำชับให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดูแลอย่างเข้มงวดใน 3-4 จังหวัดภาคเหนือ

ที่ขาดไม่ได้และทำมาหลายรัฐบาล คือจี้ผู้ว่าฯ เอาผิดกับคนลักลอบเผาป่าอย่างเฉียบขาด ทั้งที่ทราบกันดีว่า การเผาตอข้าว และซังข้าวโพด เป็นต้นทุนที่เกษตรสามารถทำได้ ต่างจากมาตรการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีจัดการกลบฝัง ซึ่งมีต้นทุนสูง

ไม่ต่างจากมาตรการอื่นๆที่รัฐบาลเคยประกาศดำเนินการ ทั้งการยกระดับเข้มงวดไม่รับซื้อข้าวโพดจากการเผา รวมทั้งผลผลิตจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่มี "ยักษ์ใหญ่" ภาคการเกษตรฯของไทย ไปให้การวส่งเสริมตั้งแต่เริ่มปลูกกระทั่งรับซื้อผลผลิต จึงไม่ประสบมรรคผล

รวมทั้งการประสานเจรจากับผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขอความร่วมมือ แต่ในทางปฏิบัติก็ยากลำบาก เนื่องจากเป็นเอกสิทธิ์ เป็นเรื่องปากท้องความอยู่รอดของเกษตรกรแต่ละประเทศ ที่เราจะเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงไม่ได้

นโยบายและแนวทางต่างๆ จึงต้องวนกลับมาที่เดิม และเป็นต้นตอสำคัญ ที่ทำให้ฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 หมอกควัน และไฟป่า ยังคงเป็นปัญหาซ้ำซาก หาทางแก้ไม่ได้ กระทั่งถึงทุกวันนี้

"ประจักษ์ มะวงศ์สา" บรรณาธิการอาวุโส

อ่านข่าว

31 จังหวัด ฝุ่น PM2.5 เกินเกณฑ์ หนักสุด "ปาย-เชียงดาว" พุ่งเฉียด 300 มคก.ต่อ ลบ.ม.

"เชียงใหม่" ประกาศเขตภัยพิบัติไฟป่า 6 อำเภอ

ชาวบ้านแม่ฮ่องสอนวอนภาครัฐ จัดสถานที่ฟอกอากาศ ให้ชาวเมือง