ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แนวคิดในการดำเนินชีวิตที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่ประชาชนไทย ในการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้สามารถอยู่รอด พอเพียง และยั่งยืน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก
ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากผลกระทบของภัยสงคราม การน้อมนำหลักการทรงงานและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้เข้มแข็ง ยั่งยืน บนพื้นฐานของแนวทางที่สร้างความสมดุล เพียงพอ และมีภูมิป้องกันตนเอง จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤต เป็นทางรอดให้เกษตรกร ครัวเรือนยากจน และชุมชนได้ ซึ่งไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงยังได้รับยกย่องจากสหประชาชาติว่าเป็นแนวทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกและ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเอเชีย
การน้อมนำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติ ถือเป็นพันธกิจสำคัญที่มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ดำเนินงานด้านส่งเสริมองค์ความรู้และการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นขั้นตอน "อยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน" โดยพัฒนาครอบคลุมด้านน้ำ ดิน อาชีพ รายได้ ความเข้มแข็งชุมชน และสิ่งแวดล้อม
ในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาล วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในปี 2570 มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ จึงได้คัดเลือกตัวอย่างชุมชนเข้มแข็งที่น้อมนำแนวพระราชดำริ ครอบคลุมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืนไปปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถพัฒนาสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จำนวน 10 หมู่บ้านใน 10 พื้นที่ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9
สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานที่ บ้านโคกยามู ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และ บ้านจำปูน ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา ซึ่งได้รับการคัดเลือกเป็นพื้นที่ตัวอย่างของภาคใต้ ความสำคัญของทั้งสองพื้นที่ เนื่องจากเป็นชุมชนสังคมพหุวัฒนธรรม ที่เมื่อน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ ทำให้เกิดความรัก ความสามัคคี เกิดความมั่นคงทางอาหาร ช่วยเสริมสร้างรายได้ สามารถพัฒนาผลผลิตทางการเกษตร สร้างอาชีพที่เหมาะสมกับภูมิสังคม ทำให้มีทั้งแหล่งน้ำ ที่ดินทำกินปลอดภัย สามารถบริโภคในครัวเรือน ช่วยลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้จากการนำไปจำหน่าย เป็นต้นแบบเพื่อให้ชุมชนอื่นเข้ามาเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม
พลิก "บ้านโคกยามู" แก้ปัญหาดิน เพิ่มที่ทำกิน ทำเกษตรปลอดภัย
นายอายุ ปิตาราโซ ผู้อาวุโสในชุมชน เปิดเผยว่า ในอดีตพื้นที่บ้านโคกยามู ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาสประสบปัญหาอย่างหนัก สภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่พรุและมี “ดินลอย” คือ ดินที่มีชั้นหญ้าและป่าปกคลุมอยู่บนผิวน้ำและขี้โคลน ทำให้น้ำท่วมขังตลอดปี อีกทั้งยังมีปัญหาดินเปรี้ยว-น้ำเปรี้ยว รุนแรง จนชาวบ้านไม่สามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ น้ำในพื้นที่ไม่สามารถใช้สอยได้แม้แต่การล้างหน้าหรือซักผ้า
ชาวบ้านในสมัยนั้นต้องยังชีพด้วยการตัดไม้ฟืนขาย หรือต้องทิ้งถิ่นฐานไปรับจ้างแรงงานในประเทศมาเลเซียและต่างจังหวัด เนื่องจากไม่มีรายได้ในพื้นที่
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2520 เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่เป็นครั้งแรก และพระองค์ทรงมีพระราชดำริให้ขุดลอกคลองระบายน้ำ ชาวบ้านจึงได้ระดมกำลังช่วยกันขุดคลอง จนกระทั่งน้ำลดลงและผืนดินเริ่มแห้งพอที่จะปรับปรุงสภาพได้
ถ้าท่านไม่มาก็คิดว่าคงแย่นะครับ เพราะชาวบ้านไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะไปพึ่งใคร หากไม่มีการเสด็จพระราชดำเนินมาในวันนั้น พื้นที่แห่งนี้คงยังเป็นป่าพรุที่ทำกินไม่ได้
กูเซ็ง ลอเซ็ง ผู้ใหญ่บ้าน
นายกูเซ็ง ลอเซ็ง ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่า มูลนิธิปิดทองหลังพระได้เข้ามาในปี 2560 โดยเริ่มจากการนำเยาวชนไปเรียนรู้และฝึกปฏิบัติภาคเหนือก่อนนำกลับมาพัฒนาและต่อยอดการทำเกษตรในพื้นที่ รวมถึงเป็นพี่เลี้ยงให้กับชาวบ้าน จากการเริ่มต้นเพียงไม่กี่ครัวเรือน ปัจจุบันโครงการได้ขยายผลสู่แปลงใหญ่พื้นที่กว่า 66 ไร่ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้มีรายได้น้อย คนว่างงาน และผู้สูงอายุในหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังมีระบบการจัดการกลุ่มในรูปแบบกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อเป็นสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลและทุนหมุนเวียนในอนาคต
ผู้นำชุมชนระบุว่าหัวใจสำคัญคือการระเบิดจากข้างใน โดยเริ่มจากการให้คนในพื้นที่ไปดูงานในพื้นที่โครงการหลวงอื่น ๆ จนเกิดความเชื่อมั่นและกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ปัจจุบันจากการตรวจเลือดเกษตรกรพบว่าสารเคมีตกค้างลดลงอย่างเห็นได้ชัด และแตงโมที่ผลิตได้กลายเป็นสินค้าปลอดภัยที่ตลาดต้องการ
นางกูราย๊ะ แวกูโน ประธานกระจูดรายา กล่าวว่าเมื่อครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ใน พ.ศ. 2522 และทรงตรัสถาม นางตูแวแย กุสุ ขณะที่กำลังฝัดข้าวและมีเสื่อกระจูดวางรองข้าวว่า "เสื่อนี้ใครทำ ช่วยสอนให้ลูกหลานด้วยนะ" และตั้งแต่วันนั้นในหมู่บ้านมีการสานกระจูดต่อเนื่องและ พัฒนาจนมี แบรนด์ของหมู่บ้าน "กระจูดรายา" สำหรับงานหัตถกรรมด้านการสานกระจูดเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ระหว่างปี 2562-2566 สามารถทำรายได้สะสมกว่า 1.1 ล้าน โดยเป็นรายได้ของกลุ่มสตรีและคนชราที่เดิมไม่ส่วนใหญ่ไม่มีอาชีพประจำ มีการจัดตั้ง กลุ่มกับกองทุนเพื่ออาชีพ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนจักสานกระจูด กองทุนหมุนเวียนปัจจัยการผลิต (เพื่อเกษตรปลอดภัย) และโรงเรียนเกษตรกร
ทั้งนี้แนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 สำหรับพื้นที่ ทรงพระราชทานเรื่องการปรับปรุงดินโดยเฉพาะดินเปรี้ยวไว้ รวมถึงการลดปัญหาสารเคมีปนเปื้อน
ด้วยหลักการทรงงาน สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริแก้ปัญหาวิกฤติของชุมชนอย่างเป็นระบบ ด้วยความ "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" เริ่มจากแก้ปัญหาสภาพดินเปรี้ยว ลดสารเคมีในดิน ปรับปรุงน้ำที่มีสารเคมีปนเปื้อน จัดสรรที่ดินทำกินให้กับครัวเรือนในพื้นที่ป่าสงวน โคกไม้เรือสนับสนุนให้เกิดการทำเกษตรปลอดภัย ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเรื่องการสานกระจูดสร้างรายได้ให้กับสตรีและคนชรา
การพัฒนานี้ต้องเป็นการ "ระเบิดจากข้างใน" เกิดจากความต้องการของคนในชุมชนเป็นตัวกำหนด หน่วยงานที่ร่วมกับปิดทองหลังพระฯ เข้าไปร่วมกระตุ้น และส่งเสริมการทำงานในทุกมิติ ผลที่ได้นอกจากสร้างอาชีพของครัวเรือนแล้ว ยังเกิดความรักสามัคคีในชุมชน
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ช่วยให้ชาวบ้านสามารถเข้าใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนโคกไม้เรือ จำนวน 66.1 ไร่ ในลักษณะแปลงรวมที่ถูกกฎหมาย มีอาชีพการเกษตรตามแนวเกษตรปลอดภัย อาทิ แตงโม เกษตรผสมผสาน พืชผักสวนครัว
มิติอาชีพการเกษตร คุณภาพดินเพื่อการเกษตรดีขึ้นจากค่าดิน pH 3 ที่มีความเป็นกรดสูง เปลี่ยนเป็น pH 5.5 ที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกแตงโมตามแนวเกษตรปลอดภัยสามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง จาก 1,638 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2563 เป็น 2,967 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2568 ได้รับรองมาตรฐาน GAP สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสะสมเกือบ 10 ล้านบาท ช่วงปี 2560-2567
มิติสังคม คนรุ่นใหม่ในชุมชน ได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรีเพิ่มขึ้น จาก 34 คนในปี 2560 เป็น 91 คนในปี 2567 คนในชุมชนมีอัตราการป่วยลดลงจากร้อยละ 13.82 เหลือร้อยละ 9.64 จากการลดสารเคมีที่ใช้ทำการเกษตร มีการออกไปทำงานนอกชุมชนลดลง
การพัฒนาบ้านโคกยามู ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขวิกฤตการว่างงาน การยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร สร้างโอกาสให้แรงงานกลับคืนถิ่นได้มีอาชีพที่มั่นคง สร้างพืชเศรษฐกิจใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เป็นที่ต้องการของตลาด อาทิ พืชสมุนไพร เห็ดนางฟ้า ข้าวโพดอาหารสัตว์ ฯลฯ สนับสนุนความรู้ในใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรแบบง่ายเพื่อช่วยเรื่องปรับปรุงบำรุงดิน ส่งเสริมองค์ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เพื่อเป็น “แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ” หรือ Social Lab จากการแก้ปัญหาของชุมชนเอง ให้กับชุมชนอื่นได้
"บ้านจำปูน" ชุมชนเข้มแข็ง ลดขัดแย้ง เพิ่มรายได้ยั่งยืน
ด้วยความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ ทำให้บ้านจำปูนเกิดปัญหาทางสังคมและความขัดแย้งในชุมชนอย่างแรง รายได้หลักที่เกิดจากพืชเชิงเดี่ยว ได้แก่ ยางพาราที่ราคาในท้องตลาด ไม่แน่นอน ขณะที่ผลผลิตข้าวพันธ์พื้นเมือง เช่น จันต๊ะ กับกูนิง เพื่อบริโภคในครัวเรือนมีเพียง 220 กิโลกรัมต่อไร่ อาศัยน้ำจากน้ำฝนเพียงอย่างเดียว น้ำเพื่อการบริโภคก็ขาดแคลน โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้ง ตามมาด้วยแรงงานออกนอกพื้นที่เพื่อไปหางานทำในจังหวัดอื่น และประเทศมาเลเซีย
ความขัดแย้งในชุมชนรุนแรงที่เกิดจากเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวปล่อยให้วัวออกหากินตามธรรมชาติ เข้าไปทำลายผลิตของเพื่อนบ้าน การเลี้ยงวัวที่ขาดความรู้ ทำให้เกิดวัวบาดเจ็บล้มตายจากคนที่ไม่พอใจคนเลี้ยงที่ไม่ควบคุมวัวกับโรคในวัวจำนวนมาก สุขภาพคนในชุมชนจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม ร้อยละ 38.66 เจ็บป่วยด้วยโรค อาทิ เบาหวาน ความดัน และภาวะทุพโภชนาการในเด็กวัย 0-5 ปี และปัญหาสิ่งแวดล้อมก็ไม่ถูกสุขอนามัยของชุมชน จากการกำจัดขยะมูลฝอยไม่ถูกวิธี
การน้อมนำแนวพระราชดำริในการพัฒนาด้วยหลัก "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ของปิดทองหลังพระฯ และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เริ่มด้วยการสร้างคน และ ปลุกคน คัดเลือกเยาวชน 6 คนไปศึกษาเรียนรู้แนวพระราชดำริ ในพื้นที่ต้นแบบ ดอยตุง และภูพาน เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในการพัฒนาอย่างเป็นระบบ
พัฒนาพื้นที่จากปัญหาสำคัญที่สุดคือเรื่องน้ำ ที่ทำแบบ Quick Win ขุดเจาะน้ำบาดาล สร้างหอถังสูง วางระบบกระจายน้ำ เข้าพื้นที่เกษตรแปลงรวม 22.5 ไร่ เสร็จภายใน 15 วัน วางโครงสร้างหลักของน้ำ กรมชลประทานสร้างสถานีสูบน้ำเข้าพื้นที่นาข้าว 257.5 ไร่ พัฒนาที่ดินขุดสระเก็บน้ำ 26,000 ลูกบาศก์เมตร ติดตั้งระบบสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์ ขยายแนวท่อส่งน้ำบาดาล ปรับปรุงระบบน้ำประปาหมู่บ้าน ฯลฯ
ปัญหาความขัดแย้งจากการเลี้ยงวัวที่ไม่เป็นระบบ มีการใช้มาตรการทางสังคม และการประชาคมเพื่อออกกฎระเบียบ จัดการเลี้ยงวัวแบบขังคอก ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าโคขุน พร้อมกับการพัฒนาแปลงหญ้าอาหารสัตว์ 24 ไร่เพื่อรองรับการเลี้ยง
ส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน ปลูกผักปลอดภัย พัฒนาการปลูกข้าวพันธ์พื้นเมือง เปลี่ยนพืชในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากมีปลูกอ้อยคั้นน้ำสร้างรายได้สูงกว่าการปลูกข้าวเฉลี่ย 75,544 บาทต่อไร่ ต่อยอดองค์ความรู้จากฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีอยู่แล้วในพื้นที่บ้านจำปูนเพื่อเป็นแหล่งจ้างงาน แหล่งเรียนรู้ ด้านการเกษตรผสมผสาน เป็นการนำบทเรียนจากฟาร์มตัวอย่างมาใช้ในระดับครัวเรือนและชุมชน
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมคือ สามารถแก้วิกฤตการขาดแคลนน้ำ ทำให้ชุมชนมีน้ำใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อทำการเกษตร เพิ่มผลผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมือง จาก 220 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 298-380 กิโลกรัมต่อไร่ ยกระดับคุณภาพการเลี้ยงวัวเป็นแบบขังคอกหรือโคขุน ช่วยสร้างมูลค่าการจำหน่ายสะสมรวมกว่า 1 ล้านบาท ในช่วงปี 2562-2568
นอกจากความมั่นคงจากน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ลดปัญหาความขัดแย้งในชุมชน เกิดความสามัคคี ทำให้ทำงานร่วมกันได้ สุขภาพของคนในชุมชนก็ดีขึ้น อัตราการเจ็บป่วยลดลงจากร้อยละ 38.66 เหลือเพียงร้อยละ 15.41 ปัญหายาเสพติดลดลง ผู้เสพลดจากร้อยละ 30 เหลือเพียงร้อยละ 5 และไม่มีคนค้ายาอีกเลย
บ้านจำปูนยังคงกระดับผลผลิตการเกษตรอย่างต่อเนื่อง เช่น เพิ่มผลผลิตอ้อยคั้นน้าให้ได้ 10 ตันต่อไร่ เพื่อพัฒนาไปสู่การแปรรูปเป็นน้ำอ้อยพาสเจอร์ไรส์ การผลิตถ่านไบโอชา เพิ่มมูลค่าและใช้ประโยชน์จากของเหลือทิ้ง ส่งเสริมให้ปลูกข้าวด้วยเทคนิคใหม่แบบ “เปียกสลับแห้ง” พัฒนาองค์ความรู้การบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสมกับพื้นที่ เช่น การทำน้ำหยด การตรวจวัดระดับน้ำในนา เพื่อรับมือกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของน้ำ
เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ มีการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ทั้งเยาวชนและผู้สูงอายุช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้จากผลของการแก้ปัญหาของพื้นที่ให้ได้เพิ่มมากขึ้นไม่ต่ำกว่า 20 คน สร้างระบบธรรมาภิบาลเพื่อการบริหารจัดการของกลุ่มอาชีพในชุมชน นำไปสู่เป้าหมายการเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้แบบครบวงจร ทั้งการจัดการ ดิน น้ำ ป่า เพื่อขยายสู่พื้นที่อื่นต่อไป
กฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ
2 ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
นายกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวว่า ปัจจัยความสำเร็จของการพัฒนามี 2 ประการสำคัญ ได้แก่ แนวพระราชดำริหรือหลักการทรงงานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและการสร้างอาชีพ และอีกประการคือการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่
ทั้งนี้ จากการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัด นราธิวาส และ ยะลา พบว่าชาวบ้านมีความกระตือรือร้นในการปรับเปลี่ยนวิถีการทำมาหากินของตนเอง เมื่อโครงการปิดทองหลังพระได้นำประชาชนไปเรียนรู้การปรับปรุงดินและพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ ชาวบ้านสามารถนำองค์ความรู้กลับมาปรับใช้ได้จริง
เมื่อมีแหล่งน้ำและมีการรวมกลุ่มอาชีพ ชาวบ้านยังสามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำ เพื่อร่วมกันดูแล บำรุงรักษา และซ่อมแซมระบบน้ำได้อย่างต่อเนื่อง จุดแข็งสำคัญคือความร่วมมือและการเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพียงเล็กน้อย เพื่อให้เกิดประโยชน์ส่วนรวมและส่งผลดีต่อตนเองในระยะยาว ตัวอย่างเช่น จากเดิมที่ต่างคนต่างทำและได้ผลผลิตน้อย เมื่อมีการเรียนรู้การคัดพันธุ์ข้าวและวางแผนการปลูกร่วมกันเป็นกลุ่ม ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ในด้านการตลาด ได้ยึดแนวคิด “การตลาดนำการผลิต” เช่น การส่งเสริมการปลูกอ้อย เนื่องจากเป็นพืชที่ทนต่อน้ำท่วมได้ดี อีกทั้งสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งมีความต้องการบริโภคของหวานในช่วงถือศีลอด จึงทำให้มีตลาดรองรับที่ชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงกับห้างสรรพสินค้าและช่องทางจำหน่ายต่าง ๆ เพื่อช่วยกระจายสินค้าของชาวบ้าน
ด้านความมั่นคงในพื้นที่ มีกรณีตัวอย่างในจังหวัดนราธิวาส ที่ชาวบ้านขอให้พัฒนาพื้นที่กว่า 66 ไร่ เพื่อป้องกันการใช้พื้นที่เป็นที่หลบซ่อนของบุคคลแปลกหน้า ภายหลังการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ พบว่าสถานการณ์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการเข้ามาใช้พื้นที่ในลักษณะดังกล่าวอีก สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากสามารถช่วยเสริมสร้างความสงบเรียบร้อยได้
นอกจากนี้ ยังมีความห่วงใยต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งในเรื่องปัญหายาเสพติด และสุขภาพอนามัยของเด็กเกิดใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการประสานงานระดับจังหวัดใน 22 จังหวัด เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ช่วยให้การดำเนินโครงการพัฒนาสามารถขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุนงบประมาณ และต่อยอดโมเดลความสำเร็จไปยังพื้นที่อื่น ๆ
สำหรับในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ได้มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านผลิตปุ๋ยใช้เองจากวัสดุในพื้นที่ เช่น ใบไม้หรือเศษอาหาร เพื่อลดต้นทุนและบรรเทาผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่สูงขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้เก็บเมล็ดพันธุ์พืช ทั้งพันธุ์ข้าวและพืชผักไว้ใช้เอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
ปิดทองหลังพระฯ เข้ามาทำให้ดูเป็นตัวอย่างเมื่อเราถอนออกไปหรือไม่มีปิดทองหลังพระแล้ว ชาวบ้านต้องควรจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งต้องดูว่าชาวบ้านต้องอยู่รอด พอเพียง และ เหลือกินเหลือใช้
อ่านข่าว :
คณาจารย์-นักวิจัย พัฒนาปุ๋ยชีวภาพช่วยเกษตรกรสู้วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน-ราคาแพง
"GI Market " ชูสินค้าท้องถิ่น หนุนเศรษฐกิจฐานราก เจาะกลุ่มคนเมือง
