บทบัญญัติที่ 25 มาตรา 4 ทางเลือกสุดท้ายใช้สยบ "โดนัลด์ ทรัมป์" ?

ต่างประเทศ
15:27
จำนวนผู้ชม 1,286
บทบัญญัติที่ 25 มาตรา 4 ทางเลือกสุดท้ายใช้สยบ "โดนัลด์ ทรัมป์" ?
ย้อนรอยกลไกที่รุนแรงที่สุด ในรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ เมื่อการตัดสินใจที่คาดเดาไม่ได้ของทรัมป์ในวัย 80 สะเทือนไปทั่วโลก บทบัญญัติแก้ไขที่ 25 มาตรา 4 ถูกพูดถึงบ่อยขึ้นในฐานะ "ปุ่มกดนิวเคลียร์" เพื่อโอนอำนาจบริหารออกจากมือผู้นำ ที่หลายฝ่ายมองว่า "ไร้สมรรถภาพ"

ความตึงเครียดในวอชิงตัน ดี.ซี. พุ่งสูงถึงขีดสุดหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความข่มขู่อิหร่านผ่านทรูธโซเชียลด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า "วันอังคารจะเป็นวันแห่งโรงไฟฟ้าและวันแห่งสะพาน ... จงเปิดช่องแคบฮอร์มุซซะ ไม่งั้นพวกแกจะได้ไปอยู่ในนรก" ท่าทีดังกล่าวไม่เพียงแต่สั่นคลอนความมั่นคงระหว่างประเทศ แต่ยังกระตุ้นให้เกิดคำถามถึง "สภาวะทางอารมณ์" ของผู้นำสหรัฐฯ

บทบัญญัติที่ 25 มาตรา 4 ทางเลือกสุดท้ายใช้สยบ "โดนัลด์ ทรัมป์" ?

บทบัญญัติที่ 25 มาตรา 4 ทางเลือกสุดท้ายใช้สยบ "โดนัลด์ ทรัมป์" ?

สมาชิกวุฒิสภา คริส เมอร์ฟี ถึงกับโพสต์ผ่าน X ว่า หากเขาเป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรี เขาจะใช้เวลาช่วงอีสเตอร์ ปรึกษานักกฎหมายเกี่ยวกับบทบัญญัติแก้ไข รัฐธรรมนูญที่ 25 ทันที เนื่องจากทรัมป์เข้าข่าย "วิกลจริตโดยสิ้นเชิง" (Utterly unhinged) และกำลังนำพาประเทศไปสู่ความตายของคนนับพัน

ความกังวลนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของฝีปากที่ดุดัน แต่เป็นเรื่องของ "ความพร้อมทางจิตใจ" ของผู้นำวัย 80 ปี ที่กำลังสั่งการสงครามในอิหร่านและอิสราเอล ที่ยืดเยื้อมานานตั้งแต่ 28 ก.พ. การขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน ถูกมองว่าเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม และเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่า ประธานาธิบดีอาจไม่สามารถแยกแยะความเหมาะสม ของอำนาจที่ตนมีได้อีกต่อไป

เมื่อประธานาธิบดี "หายไป" เบื้องหลังที่มา ม.25

ก่อนปี 1967 รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ เดิมในมาตรา 2 วรรค 1 ระบุเพียงกว้าง ๆ ว่า อำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดีจะตกเป็นของรองประธานาธิบดี ในกรณีที่ผู้นำพ้นจากตำแหน่ง ตาย ลาออก หรือ "ไร้สมรรถภาพ" (Inability) แต่กลับไม่ได้ให้รายละเอียดว่า "ไร้สมรรถภาพ" คืออะไร ใครเป็นคนตัดสิน หรือเมื่อผู้นำหายป่วยแล้วจะคืนอำนาจอย่างไร

ช่องโหว่นี้เคยสร้างวิกฤตหลายครั้ง เช่น เมื่อปี 1881 ปธน.เจมส์ การ์ฟิลด์ ถูกยิงและมีชีวิตอยู่ต่ออีก 80 วัน ในสภาพกึ่งโคมา หรือ กรณี ปธน.วูดโรว์ วิลสัน ที่ล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองจนเป็นอัมพาต และถูกปิดบังอาการนานเป็นปี ในปี 1919 แต่ตำแหน่งก็ยังไม่มีการถ่ายโอนอำนาจอย่างเป็นทางการ ในยุคนั้น รองประธานาธิบดีมักไม่กล้าก้าวขึ้นมาแทน เพราะกลัวถูกตราหน้าว่าเป็น "ผู้ชิงอำนาจ" และไม่มีกฎหมายรองรับว่า หากประธานาธิบดีฟื้นตัวขึ้นมา จะสามารถทวงคืนตำแหน่งได้หรือไม่ ทำให้คณะทำงานต้องบริหารประเทศอยู่เบื้องหลังในสภาวะสุญญากาศทางกฎหมาย

อดีต ปธน.เจมส์ การ์ฟิลด์ และ อดีต ปธน.วูดโรว์ วิลสัน

อดีต ปธน.เจมส์ การ์ฟิลด์ และ อดีต ปธน.วูดโรว์ วิลสัน

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังการลอบสังหาร ปธน.จอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) ในปี 1963 ซึ่งสร้างความตระหนกไปทั่วโลก เพราะหากเคนเนดีไม่เสียชีวิตทันที แต่กลายเป็นเจ้าชายนิทรา สหรัฐฯ จะตกอยู่ในวิกฤตการณ์สืบทอดอำนาจ ท่ามกลางสงครามเย็นที่ตึงเครียด สภาคองเกรสตระหนักว่า อเมริกาไม่อาจปล่อยให้ตำแหน่งผู้นำสูงสุดว่างลงแม้แต่วินาทีเดียว โดยเฉพาะในยุคที่การตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์ต้องเกิดขึ้นทันที วุฒิสมาชิก เบิร์ช เบย์ห จึงผลักดันร่างกฎหมายเพื่ออุดช่องโหว่นี้อย่างจริงจัง

อดีต ปธน.จอห์น เอฟ.เคนเนดี

อดีต ปธน.จอห์น เอฟ.เคนเนดี

จนกระทั่งสภาคองเกรสผ่านความเห็นชอบในปี 1965 และได้รับการรับรองเป็นบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 อย่างสมบูรณ์ในวันที่ 10 ก.พ.1967 โดยแบ่งเป็น 4 มาตราที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้อำนาจสูงสุดของชาติอยู่ในสภาวะที่ไม่มีใครควบคุมได้อีกต่อไป ได้แก่

มาตรา 1 การสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดี (Presidential Succession) ระบุอย่างชัดเจนว่า หากประธานาธิบดีถูกถอดถอน, ถึงแก่อสัญกรรม หรือลาออก "รองประธานาธิบดีจะกลายเป็นประธานาธิบดีทันที" (ไม่ใช่แค่รักษาการ) เพื่อขจัดความสับสนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ว่ารองประธานาธิบดีมีอำนาจเต็มหรือไม่

มาตรา 2 การตั้งรองประธานาธิบดีคนใหม่ (Vice Presidential Vacancy) หากตำแหน่งรองประธานาธิบดีว่างลง (เช่น ขยับขึ้นไปเป็นประธานาธิบดี หรือลาออก) ประธานาธิบดีจะเป็นผู้เสนอชื่อรองประธานาธิบดีคนใหม่ และต้องได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงข้างมาก จากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

มาตรา 3 การโอนอำนาจชั่วคราวแบบสมัครใจ (Voluntary Disability) หากประธานาธิบดีทราบล่วงหน้าว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ (เช่น ต้องวางยาสลบเพื่อผ่าตัด) สามารถ ส่งจดหมายแจ้งประธานสภาฯ เพื่อโอนอำนาจให้รองประธานาธิบดีเป็น "รักษาการ" ชั่วคราว และเมื่อพร้อมกลับมาทำงาน ก็เพียงส่งจดหมายแจ้งอีกฉบับเพื่อดึงอำนาจคืน ซึ่งเคยใช้จริงในสมัยเรแกน, บุช และ ไบเดน

จดหมายแจ้งประธานสภา กรณี อดีต ปธน.เรแกน เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

จดหมายแจ้งประธานสภา กรณี อดีต ปธน.เรแกน เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

มาตรา 4 การประกาศภาวะไร้สมรรถภาพแบบไม่สมัครใจ (Involuntary Removal) เป็นมาตราที่เป็นประเด็นมากที่สุด โดยอนุญาตให้ รองประธานาธิบดี ร่วมกับเสียงข้างมากของคณะรัฐมนตรี ลงนามในจดหมายแจ้งต่อประธานสภาว่า ประธานาธิบดี "ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้" เพื่อโอนอำนาจให้รองประธานาธิบดี ทันที มาตรานี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในกรณีที่ประธานาธิบดีป่วยหนักกะทันหัน หรือมีภาวะทางจิต/สมองที่ไม่เอื้อต่อการใช้อำนาจ แต่ตัวประธานาธิบดีไม่ยอมรับหรือไม่รู้ตัว

บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25

บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25

เหตุการณ์จลาจลบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 ม.ค.2021 คือบททดสอบที่ใกล้เคียงการใช้มาตรา 4 มากที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อ "แนนซี เพโลซี" ประธานสภาฯ ในขณะนั้น ได้กดดันอย่างหนักให้ "รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์" ใช้กลไกนี้เพื่อปลด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทันที ทว่าเพนซ์เลือกปฏิเสธ โดยอ้างว่าต้องการหลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญและรักษาความสามัคคี

สะท้อนให้เห็นว่าแม้ข้อกฎหมายจะเปิดช่องไว้ แต่ "กำแพงแห่งความภักดี" และเดิมพันทางการเมือง มักเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้มาตรา 4 กลายเป็น "อาวุธนิวเคลียร์" ที่ไม่มีใครกล้ากดปุ่มใช้งานจริงจนถึงปัจจุบัน

ปุ่มนิวเคลียร์ทางรัฐธรรมนูญและความเป็นจริงที่โหดร้าย

บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25 มาตรา 4 ถูกขนานนามว่าเป็น "มาตรการขั้นเด็ดขาดทางรัฐธรรมนูญ" เนื่องจากเป็นกลไกเดียวที่อนุญาตให้มีการยึดอำนาจจากประธานาธิบดีที่ยังมีชีวิตอยู่โดย "ไม่สมัครใจ" ขั้นตอนที่ซับซ้อนนี้ถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่กรณีผู้นำ "หมดสภาพแต่ยังไม่ตาย" ซึ่งเป็นภาวะสุญญากาศทางอำนาจที่อันตรายยิ่งในยุคนิวเคลียร์ (ยุค JFK)

กลไกการทำงานของมาตรา 4 เริ่มต้นที่ตัวละครสำคัญ 2 กลุ่ม คือ รองประธานาธิบดี และ คณะรัฐมนตรี ปัจจุบันรัฐบาลทรัมป์มีทั้งหมด 15 กระทรวงหลัก หมายความว่าต้องใช้เสียงอย่างน้อย 8 คนร่วมกับรองประธานาธิบดี (กลายเป็น 9 คน) ลงนามในหนังสือแจ้งต่อประธานรัฐสภา และประธานชั่วคราวของวุฒิสภาว่า

ประธานาธิบดี ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจตามตำแหน่งได้

เหตุการณ์ "สงครามจดหมาย" (War of Letters) จะอุบัติขึ้นทันที

  • จดหมายฉบับแรกถูกส่ง อำนาจการบริหารจะโอนไปยังรองประธานาธิบดีในฐานะ "รักษาการประธานาธิบดี" (Acting President)
  • แต่หากประธานาธิบดี ยกตัวอย่างเช่น ทรัมป์ในวัย 80 ปี ไม่ยอมรับและส่งจดหมายโต้แย้งว่า ตนเองยังมีความสามารถครบถ้วน
  • หากรองประธานาธิบดี และ ครม. ยังยืนยันในจดหมายฉบับแรก ก็จะส่งจดหมายอีกฉบับ ยืนยันความไม่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ของ ปธน.ทรัมป์ ภายใน 4 วัน
  • หากเกิดการโต้แย้งกันเช่นนี้ เรื่องจะถูกส่งเข้าสู่สภาคองเกรส ซึ่งต้องใช้เสียงถึง 2 ใน 3 ของทั้งสภาล่างและสภาสูง
  • หากสภาลงมติไม่ถึงเกณฑ์หรือพิจารณาไม่เสร็จใน 21 วัน ประธานาธิบดีจะได้รับอำนาจคืนทันที
  • ในทางปฏิบัติ มาตรานี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หากประธานาธิบดียังคงมีสติที่จะโต้แย้ง

กำแพงแห่งความภักดีและวิกฤตสุขภาพ "ทรัมป์" ในวัย 80

ในปี 2026 บริบททางการเมืองของสหรัฐฯ ตกอยู่ในสภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่าแดนสนธยาแห่งรัฐธรรมนูญ เมื่อทรัมป์ในวัย 80 ปี กำลังเผชิญกับข้อกังขาเรื่องสุขภาพที่ไม่อาจปฏิเสธได้ รายงานข่าวเรื่องการหลับในระหว่างการแถลงข่าว อาการหลงลืมชื่อผู้ร่วมงาน และพฤติกรรมที่ วุฒิสมาชิก คริส เมอร์ฟี นิยามว่า "วิกลจริตโดยสิ้นเชิง" หลังทรัมป์โพสต์ขู่ถล่มอิหร่านช่วงวันอีสเตอร์ กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่ถูกนำมาถกเถียงเรื่องบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 25

อย่างไรก็ตาม การเปิดใช้งานมาตรา 4 ในปี 2026 นั้นน่าจะยากกว่าปี 2021 อย่างมหาศาล เนื่องจากทรัมป์ได้สร้าง "กำแพงแห่งความภักดี" ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ คณะรัฐมนตรีชุดนี้ประกอบด้วยบุคคลที่จงรักภักดีเป็นเลิศ เช่น แพม บอนดี อัยการสูงสุด พีท เฮกเสธ รมว.กลาโหม ซึ่งล้วนถูกมองว่าเป็นกลุ่ม "โรยัลลิสต์" ที่ทรัมป์เลือกมาเพื่อกันกระแทกจากกลไกทางกฎหมายโดยเฉพาะ

บทบัญญัติที่ 25 มาตรา 4 ทางเลือกสุดท้ายใช้สยบ "โดนัลด์ ทรัมป์" ?

บทบัญญัติที่ 25 มาตรา 4 ทางเลือกสุดท้ายใช้สยบ "โดนัลด์ ทรัมป์" ?

สำหรับ เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีวัย 41 ปี เขาคือตัวละครที่กุมชะตากรรมของประเทศไว้ในมือ เพราะมาตรา 4 ไม่อะลุ่มอล่วยให้ดำเนินการได้โดยไม่มีเขา

คำถามสำคัญคือ แวนซ์จะกล้าเป็นผู้นำรัฐประหารเงียบหรือไม่ ?

นักวิชาการมองว่า โอกาสนี้มีน้อยมาก เนื่องจากแวนซ์ต้องเลือกระหว่าง "บุญคุณ" ของทรัมป์ กับ "ความอยู่รอด" ของสหรัฐฯ หากแผนการรั่วไหลเพียงนิดเดียว ทรัมป์ที่มีอำนาจเต็มก็อาจชิงสั่งปลดรัฐมนตรีทุกคน ที่ร่วมขบวนการก่อนที่จดหมายจะถูกส่งถึงสภา

นอกจากนี้ การพิสูจน์ภาวะ "ไร้สมรรถภาพ" ในเชิงกฎหมายยังเป็นสภาวะสีเทา แม้จะมีนักจิตวิทยาอย่าง จอห์น การ์ตเนอร์ และ แฮร์รี ซีกัล ออกมาเตือนเรื่องภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มต้น แต่ทำเนียบขาวยังคงยืนยันว่า ทรัมป์มีความเฉียบแหลมทางปัญญาเป็นเลิศ

ท้ายที่สุด ตัวแปรที่สำคัญที่สุดคือ เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีผู้ถูกตราหน้าว่าเป็น "ทายาทอสูร" ของทรัมป์ ในโลกของการเมืองระดับสูง ความภักดีมักถูกทดสอบด้วยผลประโยชน์แห่งรัฐ หากแวนซ์เห็นว่าพฤติกรรมของทรัมป์ กำลังนำประเทศไปสู่สงครามโลก หรือการล่มสลายทางเศรษฐกิจ เขาจะกล้า "หันคมดาบ" เข้าหาผู้ที่ปลุกปั้นเขามาหรือไม่ ?

คณะรัฐมนตรีชุดนี้ถูกคัดสรรมาเรื่องความภักดี แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องเลือกระหว่าง "การล่มจมไปพร้อมผู้นำ" กับ "การเป็นฮีโร่ผู้รักษาเสถียรภาพ" รอยร้าวในกำแพงเหล็กย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ

บทบัญญัติที่ 25 มาตรา 4 ทางเลือกสุดท้ายใช้สยบ "โดนัลด์ ทรัมป์" ?

บทบัญญัติที่ 25 มาตรา 4 ทางเลือกสุดท้ายใช้สยบ "โดนัลด์ ทรัมป์" ?

ที่มาข้อมูลเพิ่มเติม : Could the 25th Amendment be invoked against Trump? Here's how it works, ‘Unhinged madman’: US politicians react to Trump’s expletive-laden threat to Iran, The 25th Amendment: Can Trump be declared unfit for office?, What to Know About the 25th Amendment as Lawmakers Call for Trump’s Removal

อ่านข่าวอื่น :

กรมธนารักษ์ เปิดจำหน่าย "เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก" วันพระบรมราชสมภพ ครบ 100 ปี

สภาเคาะแถลงนโยบายรัฐบาล 9-10 เม.ย. รวม 32.30 ชม. ฝ่ายค้าน 14.30 ชม.

เงินเฟ้อ มี.ค.ลด 0.08% จับตา เม.ย.พุ่งแรง เหตุรัฐตรึงดีเซล