หนี้สาธารณะไทยในปี 2569 ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สะท้อนทั้งความเปราะบางและความจำเป็นในการใช้นโยบายการคลังเชิงรุก รายงานจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (PDMO) ณ สิ้นเดือน ก.พ.2569 หนี้สาธารณะคงค้างรวมอยู่ที่ 12,595,731.58 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 66.09 ของ GDP โดยประมาณการ GDP อยู่ที่ 19,059,846.29 ล้านบาท ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากเดือน ม.ค. ที่ร้อยละ 65.96 แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันจากการขาดดุลงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19
ย้อนกลับไปปี 2564 เพดานหนี้ถูกปรับจากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 70 เพื่อรองรับ พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉินโควิด มูลค่าหลายแสนล้านบาท วันนี้สถานการณ์ซ้ำรอยอีกครั้ง แต่ด้วยบริบทที่แตกต่าง เพราะปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า GDP โตต่ำสุดในอาเซียนตามการคาดการณ์ของ IMF ที่หั่นเหลือร้อยละ 1.5 ปี 2569 ขณะที่ราคาพลังงานพุ่งสูงจากความตึงเครียดตะวันออกกลางและเอลนีโญรุนแรง
รัฐบาลจึงมีแนวคิดจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อสร้าง "กระสุนการคลัง" สำรอง พร้อมเสนอขยับเพดานหนี้เป็นร้อยละ 75 ซึ่งจะเปิดพื้นที่กู้เพิ่มได้อีกประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท
หนี้สาธารณะ ภาระที่มองไม่เห็นในกระเป๋าสตางค์คนไทย
หนี้สาธารณะที่สะสมจนแตะระดับมหาศาลไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่มันคือ "พันธะผูกพันภาษีในอนาคต" เมื่อรัฐบาลกู้เงินมาใช้จ่ายเกินกว่ารายได้ที่เก็บได้ ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนค่าใช้จ่ายประจำที่ตัดหน้าสวัสดิการสังคม
ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่าในปีงบประมาณ 2569 หากรัฐบาลต้องแบ่งงบประมาณร้อยละ 10 ไปจ่ายดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว นั่นหมายความว่าเงินทุก ๆ 100 บาท ที่ประชาชนจ่ายภาษีจะหายไปทันที 10 บาท เพื่อหล่อเลี้ยงดอกเบี้ยหนี้เก่า โดยที่ยังไม่ได้เริ่มหักคืนเงินต้นด้วยซ้ำ
สิ่งนี้เรียกว่าค่าสูญเสียโอกาส (Opportunity Cost) เพราะเงินก้อนนี้หากไม่ถูกนำไปจ่ายดอกเบี้ย สามารถนำไปสร้างโรงพยาบาลมาตรฐานระดับสากลได้นับร้อยแห่ง หรืออุดหนุนกองทุนการศึกษาเพื่อสร้างทักษะใหม่ (Reskilling) ให้คนไทยหลายล้านคนรับมือ AI ดังนั้น หนี้ที่สูงเกินไปจึงเป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาศักยภาพมนุษย์โดยปริยาย
ภาระผูกพันข้ามรุ่น
ตัวเลขหนี้เฉลี่ย 190,844 บาท/คน คือเงาตามตัวที่เด็กไทยทุกคนต้องแบกรับตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก นี่คือความไม่เท่าเทียมทางโอกาสที่ถูกส่งต่อผ่านนโยบายการคลัง สำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย ภาระหนี้สาธารณะต่อหัวนี้ถือว่าสูงกว่ารายได้รวมทั้งปีของสมาชิกในบ้านเสียอีก
เมื่อรัฐบาลมีภาระหนี้ล้นตัว ความสามารถในการจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้า จะลดลงอย่างน่าใจหาย รัฐอาจจำเป็นต้องหันไปใช้สวัสดิการแบบ "เฉพาะกลุ่ม" ที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้ชนชั้นกลางระดับล่างเข้าถึงความช่วยเหลือได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ หนี้ที่สูงขึ้นยังบีบคั้นให้รัฐต้องเพิ่มรายได้ผ่านภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือภาษีสรรพสามิต ซึ่งกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยรุนแรงกว่าผู้มีรายได้สูง
ค่าครองชีพ-อัตราดอกเบี้ย กับดักสภาพคล่อง
ปรากฏการณ์ "Crowding Out Effect หรือการเบียดบังภาคเอกชน" จะแทรกซึมเข้าสู่ระบบธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่ประชาชนใช้บริการทุกวัน เมื่อรัฐบาลออกพันธบัตรมูลค่ามหาศาล สถาบันการเงินจะเลือกนำเงินฝากของประชาชนไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลก่อนเพราะความเสี่ยงต่ำ
ผลที่ตามมาคือปริมาณเงินที่จะปล่อยกู้ให้ภาคเอกชนลดน้อยลง เมื่อเงินกู้มีจำกัด ธนาคารจะเลือกปล่อยให้บริษัทใหญ่ที่มีความมั่นคงสูง ส่วน SMEs หรือบุคคลทั่วไปจะถูกบีบด้วยเงื่อนไขที่ยากขึ้นและดอกเบี้ยที่แพงขึ้น
นอกจากนี้ การกู้เงินมาเพื่อกระตุ้นการบริโภคที่มากเกินไปอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะพุ่งสูงขึ้น ทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับ "เคราะห์ซ้ำกรรมซัด" ทั้งดอกเบี้ยเงินกู้ที่แพงและค่าครองชีพที่สูงขึ้นพร้อม ๆ กัน
ส่องบัญชีลูกหนี้ "รัฐบาลไทย" กู้เงินมาจากไหน ?
หลายคนกังวลว่าไทยจะเดินตามรอยประเทศที่ล้มละลายเพราะหนี้ต่างประเทศ แต่ในความเป็นจริง หนี้สาธารณะของไทยมีโครงสร้างที่ "แกร่งนอกแต่ซ่อนความเสี่ยงใน" ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า หนี้ถึงร้อยละ 99.26 เป็นหนี้ในประเทศและเป็นสกุลเงินบาท
99% คือเจ้าหนี้ในประเทศ
คือสถาบันการเงินภายในประเทศ กองทุนบำเหน็จบำรุงข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และประชาชนที่ถือพันธบัตรรัฐบาล การที่หนี้เกือบทั้งหมดเป็นเงินบาทช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk) ได้อย่างดีเยี่ยม
เจ้าหนี้ต่างประเทศมีไม่ถึง 1%
รัฐบาลกู้จากต่างประเทศเพียงประมาณ 92,000 ล้านบาท โดยมีเจ้าหนี้หลักคือ JICA (ญี่ปุ่น), World Bank (ธนาคารโลก), ADB (ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย) และ AIIB คือการนำเข้าเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เช่น โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง มักมาพร้อมอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากและระยะเวลาปลอดหนี้ที่ยาวนานกว่าแหล่งทุนในประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาคและยืนยันความโปร่งใสของโครงการลงทุนตามมาตรฐานสากล
ขยับเพดานหนี้ 75% เสี่ยงหรือไม่ในอนาคต
การขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 75 ในปี 2569 นี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ "ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย" ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อย้อนกลับไปในช่วงปี 2564 ภายใต้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประเทศไทยเคยเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญในการตัดสินใจขยายเพดานหนี้จากร้อยละ 60 เป็น 70 เพื่อกู้วิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19
ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นมาตรการฉุกเฉินที่เลี่ยงไม่ได้เพื่อประคองระบบสาธารณสุขและเยียวยาปากท้องประชาชน แต่เมื่อนำบริบทในวันนั้นมาเปรียบเทียบกับการขยับเพดานสู่ร้อยละ 75 ในปัจจุบัน จะเห็นถึงความแตกต่างและระดับความเสี่ยงที่เข้มข้นขึ้น ได้แก่
เปรียบเทียบจุดเปลี่ยนการขยายเพดานหนี้ ยุคโควิด (2564) vs ยุควิกฤตซ้อนวิกฤต (2569)
1. วัตถุประสงค์และที่มาของการกู้
- ปี 2564 (เพดาน 70%) เป็นการกู้เพื่อ "ความอยู่รอด" จากวิกฤตโรคระบาดที่ไม่คาดคิด โดยออก พ.ร.ก. กู้เงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อเยียวยาประชาชนรายย่อยและประคองระบบสาธารณสุขเป็นหลัก
- ปี 2569 (เพดาน 75%) เป็นการกู้เพื่อ "แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและวิกฤตพลังงาน" รัฐบาลต้องการกู้เพิ่ม 500,000 ล้านบาท เพื่อรับมือราคาพลังงานโลกที่ผันผวนและปัญหาภัยแล้งเอลนีโญ รวมถึงพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ (Low Growth) มาอย่างยาวนาน
2. สัดส่วนตัวเลขและภาระหนี้
- ปี 2564 หนี้สาธารณะพุ่งจาก 6.9 ล้านล้าน (ก่อนโควิด) มาแตะที่ประมาณ 10 ล้านล้านบาท สัดส่วน GDP ขยับจากร้อยละ 41 มาเป็นร้อยละ 60 ในเวลาเพียง 2 ปี
- ปี 2569 หนี้สะสมพุ่งสูงถึง 12.59 ล้านล้านบาท (66.09% ต่อ GDP) ซึ่งหมายความว่าฐานหนี้ในปัจจุบันสูงกว่ายุคโควิดถึงเกือบ 3 ล้านล้านบาท การขยับเพดานครั้งนี้จึงเป็นการแบกภาระที่หนักกว่าเดิมบนฐานหนี้ที่สูงเป็นประวัติการณ์
3. พื้นที่ว่างทางการคลัง
- ปี 2564 การขยายเป็นร้อยละ 70 ในวันนั้นถูกมองว่าเป็น "ช่องว่าง" ที่กว้างพอจะรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อีกหลายปีหากเศรษฐกิจฟื้นตัว
- ปี 2569 การขยายเป็นร้อยละ 75 ถูกนักเศรษฐศาสตร์ (TDRI) มองว่าเป็น "กระสุนนัดสุดท้าย" เพราะหาก GDP ยังเติบโตต่ำกว่าร้อยละ 2 ต่อปี หนี้จะวิ่งชนเพดานร้อยละ 75 อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ปี โดยแทบไม่มีพื้นที่เหลือไว้สำหรับวิกฤตใหม่ ๆ ในอนาคต
4. สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ
- ปี 2564 อัตราดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกและในไทยอยู่ในระดับต่ำมาก ทำให้ภาระการจ่ายดอกเบี้ยของรัฐบาลไม่สูงนัก แม้จะกู้เงินปริมาณมหาศาล
- ปี 2569 ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะ "ดอกเบี้ยขาขึ้น" และสังคมสูงวัยระดับสุดยอด ทำให้ภาระดอกเบี้ยที่รัฐต้องจ่ายคืนเจ้าหนี้ (ร้อยละ 99 ในประเทศ) พุ่งสูงขึ้นจนเริ่มเบียดบังงบประมาณพัฒนาส่วนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
การเทียบกันเห็นได้ชัดว่าในปี 2564 เป็นการขยับเพดานเพื่อ "สู้กับโรค" แต่ในปี 2569 คือการขยับเพื่อ "ประคองหนี้เก่าและเติมหนี้ใหม่" ความเสี่ยงในอนาคตจึงอยู่ที่ "ความสามารถในการทำกำไรของเงินกู้"
หากเงินกู้ 500,000 ล้านบาทในรอบนี้ ไม่สามารถผลักดันให้ GDP เติบโตได้มากกว่าร้อยละ 3-4 การขยับเพดานหนี้เป็นร้อยละ 75 จะกลายเป็นกับดักที่ทำให้ไทยเข้าสู่สภาวะ "หนี้ท่วมท้นจนไร้ทางออก" ส่งผลต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ และอาจบีบให้รัฐบาลต้องใช้วิธีการหาเงินด้วยมาตรการภาษีอื่น ๆ ในอนาคตเพื่อหาเงินมาใช้หนี้สาธารณะนั่นเอง
ที่มาข้อมูลเพิ่มเติม : ACNews, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, การบริหารหนี้สาธารณะ: สิ่งที่รัฐบาลและประชาชนควรเข้าใจ
อ่านข่าวอื่น :
ศุลกากรสหรัฐฯ เปิดระบบ CAPE ขอคืนภาษีนำเข้าหลังศาลสูงสหรัฐฯ ไม่ชอบด้วยกม.
เริ่ม 24 เม.ย.69 ปิดสะพานข้ามแยกประตูน้ำ 24 ชม. ถึง ก.พ. 70 สร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม
จำคุก "ทิดแย้ม" 50 ปี คดียักยอกเงินวัดไร่ขิง "สีกาเก็น" โดน 8 ปี
