ผันผวนหนักราคา“ทองคำ” ที่เคยคาดการณ์ว่า จะพุ่งทยานไม่ต่างจาก ปี2568 ที่ทำAll-Time High หลายครั้งในรอบปีที่ผ่านมา จากราคาสูงสุดที่ 67,400 บาททองคำ และราคาต่ำสุดไว้ที่ 42,550 บยาททองคำ มีผลต่างสูงถึง 22,550 บาททองคำ ขณะที่ ปี2569 แม้เพิ่งผ่านเพียง 4 เดือน แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้ ดีด หวือหวา อย่างที่นักลงทุนเก็งไว้ แม้ช่วงเปิดตลาดเดือน ม.ค. ราคาจะพุ่งแตะ 9,250 บาททองคำ ทว่าเดือนก.พ. ราคากลับดรอปลงทั้งเดือนบวกที่ 3,400บาททองคำ ทั้งๆที่ช่วงเทศกาลตรุษจีนในเดือนก.พ.ที่ประชาชนนิยม”ซื้อ”ทองคำกันมากกลับไม่สูงอย่างที่ควรจะเป็น
"ทองคำ" เสี่ยงขาลง วิกฤตสงคราม-เปลี่ยนปธ.เฟด-เงินเฟ้อพุ่ง "รุมเร้า"
และในช่วงปลายเดือนก.พ.ถึงต้นมี.ค.2569 เกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ฉุดให้ราคาทองคำเดือนมี.ค. ร่วง 6,400 บาททองคำยังไม่ร่วมสถานการณ์ความขัดแย้งภูมิภาคอื่น และเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน อัตราแลกเปลี่ยน ราคาพลังงานที่ดีดตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้ง
จับจ้อง “เควิน วอร์ช” ประธานเฟดคนใหม่
เว็บไซต์ “ฮั่วเซ่งเฮง” วิเคราะห์ สถานการณ์ “ราคาทองคำ” สัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลง เนื่องจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ยังคงไม่ประสบผลสำเร็จ อีกทั้งกองทัพสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ และทางฝั่งอิหร่านยังคงไม่ต้องการเข้าร่วมการเจรจากับสหรัฐฯ ในขณะที่ถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ ยังคงมีความเคลือบแคลงระหว่างการทำตามคำสั่งของทรัมป์ กับการยอมรับพันธกิจของเฟดในการรักษาเสถียรภาพของเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง
นายเควิน วอร์ช ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่
“ช่องแคบฮอร์มุซ”ยังไม่คลี่คลาย ตัวการฉุดราคาพลังงาน
อย่างไรก็ตามแม้ว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์ จะประกาศขยายเวลาหยุดยิงออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีข้อตกลงการเจรจาสันติภาพได้สำเร็จ ซึ่งอาจนำไปสู่การสู้รบที่ผ่อนคลายลง แม้ว่าทางฝั่งอิหร่านยังคงแข็งกร้าวเดินหน้ายึดเรือและโจมตีเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่ทรัมป์ยังคงใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อการค้าทางทะเลของอิหร่านเพื่อกดดันทางเศรษฐกิจ ซึ่งอิหร่านมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
ทั้งนี้ ทรัมป์ได้สั่งยกเลิกการเดินทางของคณะผู้แทนพิเศษ นำโดย สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) และ จาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) ที่เดิมมีกำหนดเดินทางไปยังปากีสถานในวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อหารือแนวทางการยุติสงครามกับอิหร่าน โดยให้เหตุผลว่า สหรัฐฯ มีแต้มต่อเหนืออิหร่าน ถ้าอิหร่านต้องการเจรจา ก็ควรโทรติดต่อมาเอง
"ทองคำ" เสี่ยงขาลง วิกฤตสงคราม-เปลี่ยนปธ.เฟด-เงินเฟ้อพุ่ง "รุมเร้า"
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ในสัปดาห์นี้ ตลาดยังคงเฝ้าติดตามว่า คือ 1.สหรัฐฯ – อิหร่าน จะสามารถเจรจาในประเด็นด้านนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และข้อตกลงอื่นๆ ได้สำเร็จหรือไม่ 2.ช่องแคบฮอร์มุซจะสามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติหรือไม่ 3.สหรัฐฯ จะยังคงให้กองทัพเรือตั้งมั่นเพื่อเป็นการกดดันภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งหากสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่มีท่าทีผ่อนคลาย อาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่อุปทานน้ำมันยังตึงตัว เงินเฟ้อพุ่งสูง และเฟดลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น
”เจอโรม พาวเวล” กับการประชุมเฟดครั้งสุดท้าย
ทั้งนี้ในวันที่29 – 30 เม.ย. (ตามเวลาไทย) เฟดจะมีการประชุม FOMC เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งประเด็นสำคัญยังคงเป็นเรื่องของเงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูง โดยนายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ได้กล่าวเตือนเมื่อวันที่ 16 เม.ย. ว่า สงครามสหรัฐ – อิหร่าน กำลังสร้างภาวะ Supply Shock ขนาดใหญ่ที่ผลักดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นผ่านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และได้ถูกส่งผ่านไปยังต้นทุนค่าโดยสารเครื่องบิน ราคาอาหาร ของชำ ตลอดจนราคาปุ๋ย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของผู้บริโภคในวงกว้างจนเป็นสัญญาณของภาวะ Stagflation ที่น่ากังวล
นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดคนปัจจุบัน จะหมดวาระเดือนพ.ค.นี้
อีกทั้งประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Outlook) สำหรับปี 2026 ขึ้นสู่ระดับ 2.75% – 3% จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 2.75% เมื่อช่วงปลายเดือนมี.ค. นอกจากนี้ ยืนยันว่า เฟดมีความตั้งใจที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม (Hold interest rates steady) เนื่องจากจุดยืนของนโยบายการเงินในปัจจุบันมีความสมดุลเพียงพอที่จะรับมือกับความเสี่ยงทั้งในด้านการจ้างงานและเสถียรภาพด้านราคาแล้ว
ในขณะที่ตลาด CME FedWatch ได้คาดการณ์ถึง 99.5% ว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมเฟดครั้งนี้ นอกจากนี้ ตลาด CME FedWatch ได้คาดการณ์ว่า เฟดอาจคงดอกเบี้ยทั้งปี 2026 ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลง จากความกังวลเงินเฟ้อด้านพลังงานที่ทำให้เฟดลดดอกเบี้ยยากขึ้น
"ทองคำ" เสี่ยงขาลง วิกฤตสงคราม-เปลี่ยนปธ.เฟด-เงินเฟ้อพุ่ง "รุมเร้า"
สิ่งที่ตลาดจับตามากกว่านั้น คือ ความไม่แน่นอนในการแต่งตั้งประธานเฟดคนใหม่ หลังจากเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมานี้ วอร์ชได้ถูกส.ว. พรรครีพับลิกัน ธอม ทิลลิส (Thom Tillis) หนึ่งในคณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่ไต่สวนอย่างหนักเกี่ยวกับประเด็นความเป็นอิสระของเฟด
การไต่สวนวอร์ช อาจส่งผลให้การรับรองของวอร์ชล่าช้าและส่งผลให้ พาวเวลอาจจะต้องนั่งรักษาการประธานเฟดต่อไปแม้จะหมดวาระในวันที่ 15 พ.ค. นี้ ซึ่งทำให้ตลาดต้องจับตาว่า พาวเวลจะมีมุมมองอย่างไรต่อเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน และจะมีมุมมองอย่างไรต่อว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ รวมถึงการที่พาวเวลอาจต้องขึ้นตำแหน่งรักษาการประธานเฟด หลังวันที่ 15 พ.ค. หากกระบวนการแต่งตั้งประธานเฟดคนใหม่มีความล่าช้า ซึ่งความล่าช้าดังกล่าว อาจกลายเป็นภาวะสุญญากาศ และอาจทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากความไม่แน่นอนภายในเฟดเอง
ลุ้นตัวเลข GDP สหรัฐฯ 30 เม.ย.นี้
อย่างไรก็ตามวันที่ 30 เม.ย. สหรัฐฯ จะมีการประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ซึ่งทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า GDP สหรัฐฯ อาจเร่งตัวโตขึ้นถึง 2.4% ในปี 2026 จากปี 2025 ที่เติบโต 2.0% แม้จะเผชิญวิกฤตชัตดาวน์รัฐบาลในไตรมาส 4 ปี 2025 และอัตราการว่างงานอาจยังคงอยู่ที่ประมาณ 4% ในปี 2026-2027 ซึ่งสะท้อนว่าตลาดแรงงานไม่ได้ทรุดตัวรุนแรง แม้ว่าสหรัฐฯ จะเผชิญกับปัญหาแรงงานผู้อพยพที่ลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ กฎหมายการเปลี่ยนแปลงภาษีและการใช้จ่ายที่ผ่านสภาในปี 2025 (Tax and spending changes) ที่ช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อไปในระยะสั้น
นอกจาก IMF ที่คาดการณ์ถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แล้ว ในรายงานข้อมูลของ Economic projections of Federal Reserve คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มขยายตัวขึ้นในปี 2026 เป็น 2.3% จากปี 2025 ที่ 2.4% อย่างไรก็ตาม นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ได้กล่าวในการประชุม FOMC ครั้งล่าสุดว่า ยังไม่มีใครรู้ผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเกิดมาจากราคาน้ำมัน ซึ่งอาจจะเป็นผลกระทบที่ใหญ่กว่านี้ หรือเล็กกว่านี้ก็ได้ แต่หากราคาน้ำมันพุ่งสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน มันจะกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อการบริโภคและรายได้ที่ใช้สอยได้จริงของประชาชน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวมในที่สุด
"ทองคำ" เสี่ยงขาลง วิกฤตสงคราม-เปลี่ยนปธ.เฟด-เงินเฟ้อพุ่ง "รุมเร้า"
ตลาดยังคงต้องจับตาต่อไปว่า GDP ไตรมาส 2 จะเร่งตัวขึ้นมาได้จริงหรือไม่ หากมีการปรับตัวขึ้น อาจส่งผลลบต่อราคาทองคำ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่ง แต่หากไปในทางตรงกันข้าม ราคาทองคำอาจปรับตัวขึ้นได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)/ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย CB เดือนเม.ย./การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)/การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC)/การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ/การประชุมธนาคารกลางยุโรป/GDP ไตรมาส 1 (ประมาณการครั้งที่1 ) /จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน / ทั่วไป เทียบรายเดือน / รายปี เดือนมี.ค.และดัชนี PMI ภาคการผลิตจาก ISM เดือนเม.ย.
"ทองคำ" เสี่ยงขาลง วิกฤตสงคราม-เปลี่ยนปธ.เฟด-เงินเฟ้อพุ่ง "รุมเร้า"
ทะลุแนวต้าน โอกาส ”ทองคำ”ดีดตัวที่ 5,000 ดอลลาร์
สำหรับ ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่าในทางเทคนิคยังคง Sideways หลังจากราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 4,760 ดอลลาร์ และมีการย่อตัวลงในภายหลัง จากปัจจัยลบด้านราคาพลังงาน / เงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่า และอาจทำให้ราคาทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่ 4,550 และ 4,400 ดอลลาร์ และ หากกระบวนการแต่งตั้งประธานเฟดคนใหม่เกิดความล่าช้ารวมถึงตัวเลข GDP สหรัฐฯ ประกาศออกมาอ่อนแอต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 4,760 และ 4,860 ดอลลาร์ โดยหากทองโลกสามารถทะลุแนวต้านดังกล่าว อาจทำให้ทองโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบแนวต้านที่ 5000 ดอลลาร์ สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 71,100 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 70,600 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 72,500 บาท และ 73,000 บาท
"ทองคำ" เสี่ยงขาลง วิกฤตสงคราม-เปลี่ยนปธ.เฟด-เงินเฟ้อพุ่ง "รุมเร้า"
กรุงไทย ชี้ “สงคราม” ผ่านจุดเลวร้ายที่สุดแล้ว
ในขณะที่ นายณัฐวุฒิ จันทนะจุลพงศ์ นักกลยุทธ์ลงทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) วิเคราะห์ว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผ่านจุดเลวร้ายที่สุดแล้ว สหรัฐเผชิญแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์ สร้างแรงกดดันให้ยุติสงครามทางอ้อม กดดันค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า หนุนเงินทุนไหลสู่ภูมิภาคเอเชีย รวมถึงสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ
แม้ยังไม่สามารถระบุจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างชัดเจน แต่ตลาดการเงินโลกเริ่มส่งสัญญาณผ่านพ้นช่วงเลวร้ายที่สุดไปแล้ว สะท้อนจากดัชนีความผันผวน ที่เคยพุ่งขึ้นเหนือระดับ 30 จุดในช่วงต้นของเหตุการณ์ ก่อนจะทยอยปรับลดลงมาเคลื่อนไหวต่ำกว่า 20 จุดในปัจจุบัน ซึ่งบ่งชี้ถึงการกลับมาเปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุน (Risk-on)
"ทองคำ" เสี่ยงขาลง วิกฤตสงคราม-เปลี่ยนปธ.เฟด-เงินเฟ้อพุ่ง "รุมเร้า"
อย่างไรก็ตาม การยืดเยื้อของสงครามยังคงสร้างภาระต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดพันธบัตรที่เผชิญแรงขายจากนักลงทุน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ส่วนราคาทองคำแม้ระยะสั้นอาจเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่ในระยะถัดไปยังมีแรงหนุนจากแนวโน้มดอลลาร์อ่อนค่าและ Real Rate ที่มีโอกาสลดลง
ดังนั้น การอ่อนตัวของราคาในช่วงที่ความกังวลด้านสงครามยังคงอยู่ อาจเป็นจังหวะในการทยอยสะสม ขณะที่ภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มกลับมาโดดเด่น โดยเฉพาะประเทศที่สามารถรักษาเสถียรภาพด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงได้ สำหรับประเทศไทย มองว่ายังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งระดับทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในเกณฑ์สูง และภาระหนี้ต่างประเทศที่ไม่สูงมาก อีกทั้งยังมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่น จีนและญี่ปุ่น ที่เผชิญต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ประกอบกับด้านภาคการส่งออกเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน
โดยคาดว่าไตรมาส 1 จะขยายตัวได้ราว 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า และอาจนำไปสู่การปรับเพิ่มประมาณการในระยะถัดไป ด้านกลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 2 แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ทยอยสะสมทองคำในจังหวะย่อตัว และคัดเลือกหุ้นไทยที่มีปัจจัยสนับสนุนจากกระแสเงินทุนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
"ทองคำ" เสี่ยงขาลง วิกฤตสงคราม-เปลี่ยนปธ.เฟด-เงินเฟ้อพุ่ง "รุมเร้า"
ด้าน นายพีรพล สุรัตนวนิช นักกลยุทธ์ลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด (XSpringAM) วิเคราะห์ว่า ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซได้ส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์โลกอย่างมีนัยสำคัญ มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ตลาดอาจยังประเมินไม่เต็มที่ โดยเฉพาะการหยุดส่งออกก๊าซฮีเลียมจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง อาจกระทบต่อกำลังการผลิตสินค้าในกลุ่ม AI และอิเล็กทรอนิกส์ในระยะถัดไป ขณะเดียวกันธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้เริ่มปรับลดคาดการณ์ GDP และปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อ สะท้อนความเสี่ยงต่อภาวะ Demand Disruption ที่อาจกดดันการบริโภคทั่วโลก
สำหรับราคาทองคำปีนี้ เคยทำจุดสูงสุดไว้ที่ 81,950 บาททองคำ และทำจุดต่ำสุดที่ 64,550 บาททองคำ มีส่วนต่างราคาที่ 7,150 บาททองคำ นับจากนี้เหลืออีก 8 เดือน คงต้องลุ้นว่า ราคาทองคำในประเทศจะทยานไปแตะที่บาทละ 90,000 บาททองคำ ตามที่กูรูทองคำฟันธงไว้ได้หรือไม่?รวมถึงปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงเป็นตัวการณ์กดราคาทองคำให้ร่วงลงอีกหรือไม่ แต่ทั้งนี้ "ทองคำ"ยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าลงทุน
อ่านข่าวซ
"ทองคำ" สินทรัพย์การออม สะท้อนทุนสำรอง "เศรษฐกิจไทย"
ทองคำ "แรงตก" ขัดแย้ง "ภูมิรัฐศาสตร์" ความชินชาของนักลงทุน
“ทองคำ” แค่ปรับฐาน YLG มั่นใจปีนี้ ทะลุ 5,596 ดอลลาร์/ออนซ์
