นายกฯ ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ แก้ผลกระทบตะวันออกกลาง

เศรษฐกิจ
14:32
จำนวนผู้ชม 438
นายกฯ ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ แก้ผลกระทบตะวันออกกลาง
นายกฯ อนุทิน เซ็นคำสั่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ พิจารณานโยบายภาพรวมและกำหนดมาตรการเชิงรุกรับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

วันนี้ (28 เม.ย.2569) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลตามที่แถลงต่อรัฐสภา

คณะกรรมการดังกล่าวมีบทบาทในการพิจารณากลั่นกรองนโยบายด้านเศรษฐกิจภาพรวม ทั้งด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การค้า การลงทุน เกษตรกรรม การคมนาคมและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การพลังงาน ดิจิทัลและอุตสาหกรรม รวมถึงกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม, รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง, รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ, รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์, รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์), รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นรองประธานกรรมการ

ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา, รมว.เกษตรและสหกรณ์, รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, รมว.พลังงาน, รมว.มหาดไทย, รมว.แรงงาน, รมว.อุตสาหกรรม, รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล), ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ปลัดกระทรวงการคลัง

รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา, เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

นอกจากนี้ยังมีเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ, ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

อ่านข่าว :

"คลัง" ยันไทยไม่เกิด Stagflation แม้หั่น GDP เหลือ 1.6% เซ่นพิษน้ำมันโลก

"เอกนัฏ" ชง ครม.เคาะโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ชี้จ่ายถูกลง 30-40%

ทร.ลงนามจ้างอู่ไทยต่อ "เรือน้ำมัน" 434 ล้านบาท ทดแทน เรือหลวงจุฬา