ยกระดับชีวิต "ผู้หนีภัยสู้รบ" มหาดไทยปลดล็อก "ทำงาน" นอกศูนย์พักพิง

การเมือง
17:10
จำนวนผู้ชม 645
ยกระดับชีวิต "ผู้หนีภัยสู้รบ" มหาดไทยปลดล็อก "ทำงาน" นอกศูนย์พักพิง

นับตั้งแต่ปี 2527 -2569 ระยะเวลายาวนานกว่า 40 ปี หลังเกิดการสู้รบระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ชนกลุ่มน้อยและรัฐบาลทหารเมียนมา ไทยได้เปิดพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบ ให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม โดยอนุญาตให้อาศัยอยู่ในพื้นที่จำกัด หรือ "พื้นที่พิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา" จำนวน 9 แห่ง ใน 8 อำเภอ 4 จังหวัด ประกอบด้วย จ.แม่ฮ่องสอน จ.ตาก จ.ราชบุรี และจ.กาญจนบุรี แต่จนถึงขณะนี้ ผู้ลี้ภัยยังคงสถานะอยู่ในผืนแผ่นดินไทย และยังไม่มีแนวโน้มที่จะกลับคืนสู่มาตุภูมิ

ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งภาวะสงครามโลก เศรษฐกิจตกต่ำ การถูกตัดงบประมาณการช่วยเหลือจากต่างประเทศ จึงทำให้รัฐบาลไทยต้องหามาตรการในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ลี้ภัยฯ เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับงบประมาณในระยะยาว โดยที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยการสู้รบจากเมียนมา ออกมาทำงานนอกศูนย์พักพิงได้

ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุ จำนวนผู้หนีภัยการสู้รบฯ และผู้อาศัยฯ ที่อยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ประจำเดือน พฤษภาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 77,728 คน ประกอบด้วย พื้นที่ฯบ้านถ้ำหิน หมู่ที่ 5 ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.กาญจนบุรี 4 ,479 คน บ้านต้นยาง หมู่ที่ 5 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี 1,777 คน

ยกระดับชีวิต "ผู้หนีภัยสู้รบ" มหาดไทยปลดล็อก "ทำงาน" นอกศูนย์พักพิง

ยกระดับชีวิต "ผู้หนีภัยสู้รบ" มหาดไทยปลดล็อก "ทำงาน" นอกศูนย์พักพิง

พื้นที่พักพิงฯบ้านใหม่ในสอย หมู่ที่ 4 ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน 6,558 คน บ้านแม่สุริน หมู่ที่ 5 ต.ขุนยวม อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน 1,838 คน บ้านแม่ลามาหลวง อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน 9,166 คน บ้านแม่ละอูน หมู่ที่ 2 ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่อ่องสอน 8,122 คน บ้านแม่หละ หมู่ที่ 9 ต.แม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก 28,441คน บ้านอุ้มเปี้ยม หมู่ที่ 1 ต.คีรีราษฎร์ อ.พบพระ จ.ตาก 8,147 คน และบ้านนุโพหมู่ที่ 4 ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก 8,147 คน

โดยพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบ “บ้านแม่หละ” อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ถือเป็นศูนย์พักพิงที่ใหญ่สุด ในปัจจุบัน พื้นที่กว่า 1.4 พันไร่ จากเดิมมีพื้นที่ 6 แห่ง คือ บ้านแม่ตะวอ บ้านโซโกร บ้านแม่สลิด บ้านเคลอโค๊ะ บ้านกามอเรโค๊ะ และบ้านแม่หละ ข้อมูลเดือนมิ.ย.2568 ระบุว่า มีประชากร 28,441 คน จำนวน 7,281 ครัวเรือน มีกลุ่มชาติพันธุ์ที่หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาและอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว มีหลายชนเผ่าด้วยกัน เช่น กะเหรี่ยง, พม่า, คะฉิ่น, มอญ, คะเรนนี, ลีซอ, ยะไข่, ปะหล่อง, ไทใหญ่, ตะแว และแม๊ป

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลไทย ทั้งกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่พักพิงดังกล่าวให้การดูแลตามหลักมนุษยธรรม เพื่อรอการส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของประชากรในรุ่นหลัง แต่ก็ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะผู้ลี้ภัยต้องใช้ปัจจัยในการยังชีพเพิ่มขึ้น จึงทำให้มีการละเมิดกฎระเบียบ

ยกระดับชีวิต "ผู้หนีภัยสู้รบ" มหาดไทยปลดล็อก "ทำงาน" นอกศูนย์พักพิง

ยกระดับชีวิต "ผู้หนีภัยสู้รบ" มหาดไทยปลดล็อก "ทำงาน" นอกศูนย์พักพิง

แม้จะมีองค์กรพัฒนาเอกชนและเจ้าหน้าที่จาก UNHCR ให้การช่วยเหลือไปยังประเทศที่สาม และมีการเจรจาให้กลับไปเมียนมา แต่ยังไม่เคยได้ข้อยุติ เมื่อวันที่ 27-28 เม.ย.2569 นาย อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย จัดให้มีการประชุมและมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย

ซึ่งมีภารกิจเกี่ยวข้องกับการดูแลพื้นที่พักพิงชั่วคราว สำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา เพื่อยกระดับแก้ปัญหาผู้หลบหนีภัยสู้รบชายแดนเมียนมา ให้สอดคล้องกับพลวัตสถานการณ์โลก ตามมติ ครม. “การบริหารจัดการการอนุญาตให้ออกมาทำงาน” มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทุกมิติควบคู่ส่งเสริมหลักพึ่งพาตนเองตามหลักมนุษยธรรม

ยกระดับชีวิต "ผู้หนีภัยสู้รบ" มหาดไทยปลดล็อก "ทำงาน" นอกศูนย์พักพิง

ยกระดับชีวิต "ผู้หนีภัยสู้รบ" มหาดไทยปลดล็อก "ทำงาน" นอกศูนย์พักพิง

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา (ผภร.) เป็นประเด็นระดับโลกที่ไทยให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2518 ปัจจุบันยังมีผู้หนีภัยจากเมียนมาอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่ง รวม 77,324 คน ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานหลักในการจัดระเบียบ ดูแลความเรียบร้อย และประสานความร่วมมือกับองค์การนอกภาครัฐ (NGOs) เพื่อให้ความช่วยเหลือขั้นพื้นฐานด้านต่าง ๆ

แต่เนื่องจากสถานการณ์การเมืองในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ที่ยังคงไม่แน่นอน ประกอบกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก ปัญหาอาชญากรรมดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐอเมริกา ต่อการให้งบประมาณช่วยเหลือดูแลผู้หนีภัยการสู้รบ ทำให้การบริหารจัดการรวมถึงการส่งกลับภูมิลำเนาทำได้ยาก

ดังนั้นในปี 2568 รัฐบาลจึงปรับเปลี่ยนนโยบาย โดยมุ่งเน้นให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 อนุญาตให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา สามารถออกมาทำงานนอกพื้นที่ศูนย์พักพิงฯ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนภารกิจที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

“ขอให้ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนายอำเภอ ปลัดใช้อำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการพื้นที่ของตนเองในมิติสำคัญต่าง ๆ ทั้ง การรักษาความสงบเรียบร้อย ผลักดันให้พื้นที่พักพิงฯ เป็นพื้นที่สีขาวที่ปราศจากยาเสพติด ปราบปรามการลักลอบกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด การรักษาความปลอดภัย ดูแลความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินภายในพื้นที่ให้เข้มงวด ...รวมทั้งสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับผู้ที่อยู่ในศูนย์ฯ ด้วยการส่งเสริมการฝึกทักษะอาชีพขั้นพื้นฐาน เช่น การเลี้ยงไก่ไข่ จะได้ลดค่าใช้จ่ายและมีอาหารสำหรับเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว”ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

ยกระดับชีวิต "ผู้หนีภัยสู้รบ" มหาดไทยปลดล็อก "ทำงาน" นอกศูนย์พักพิง

ยกระดับชีวิต "ผู้หนีภัยสู้รบ" มหาดไทยปลดล็อก "ทำงาน" นอกศูนย์พักพิง

ขณะที่ นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน ในฐานะหัวหน้าสำนักงานศูนย์ดำเนินการเกี่ยวกับผู้อพยพ กระทรวงมหาดไทย บอกว่า ปัจจุบันนี้ผู้ที่อาศัยอยู่ในศูนย์ฯ จำนวนมาก ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายที่จะต้องช่วยกันยกระดับการดำเนินงานไปสู่บริบทใหม่ ที่ต้องมียุทธศาสตร์ชัดเจน ทั้งระยะสั้นระยะกลาง และระยะยาว โดยเน้นที่การพึ่งพาตนเอง (Self-Reliance) เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดตกอยู่ที่งบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว

และที่สำคัญคือการเข้าไปช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ในภาคเกษตรกรรมตามแนวชายแดน เช่น สวนลำไย หรือ ไร่อ้อย ซึ่งถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งในแง่มนุษยธรรมและเศรษฐกิจ โดยแนวทางที่สามารถดำเนินการได้ในระยะใกล้ จะเน้นที่กำลังแรงงานที่อาศัยอยู่ในศูนย์ฯ ต้องได้รับการฝึกฝนอาชีพ พัฒนาการศึกษา และออกไปทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงดูตนเองและผู้ที่พึ่งพิงกลุ่มคนเหล่านี้

ยกระดับชีวิต "ผู้หนีภัยสู้รบ" มหาดไทยปลดล็อก "ทำงาน" นอกศูนย์พักพิง

ยกระดับชีวิต "ผู้หนีภัยสู้รบ" มหาดไทยปลดล็อก "ทำงาน" นอกศูนย์พักพิง

“การลงพื้นที่เพื่อสำรวจความพร้อมในแต่ละศูนย์ฯ เพื่อประเมินศักยภาพในการรวมบางพื้นที่เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความสะดวกในเชิงบริหารจัดการ และการดำเนินยุทธศาสตร์ในระยะกลาง เพื่อการบริหารจัดการศูนย์อพยพให้เป็นระบบและใช้งบประมาณให้คุ้มค่า หากดำเนินงานได้ตามยุทธศาสตร์เชิงรุกได้โดยไม่ต้องรอการดูแลจากภาครัฐหรือองค์การระหว่างประเทศเพียงฝ่ายเดียว และสุดท้ายก็จะช่วยให้รัฐสามารถพิจารณา ปิดที่พักพิงชั่วคราวอย่างเป็นระบบได้ในที่สุด” นายภาสกร กล่าว

ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยล่าสุด ระบุว่า เมื่อเดือนเมษายน 2569 มีผู้ได้รับอนุญาตทำงานไปแล้ว 2,842 คน แต่ตัวเลขดังกล่าว “ยังน้อยเกินไป” เมื่อเทียบกับศักยภาพของวัยแรงงานในกลุ่มนี้ที่มีอยู่กว่า 42,000 คน ซึ่งกระทรวงมหาดไทย จะร่วมกับกระทรวงแรงงาน และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ประสานการทำงานร่วมกันเพื่อปลดล็อกขั้นตอนต่าง ๆ ให้ผู้ลี้ภัยฯสามารถออกมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ให้มากขึ้น

อ่านข่าว

อิทธิพลมืด-ผลประโยชน์ชายแดนใต้ "เบื้องหลังสั่งตาย" สส.กมลศักดิ์