วันนี้ (4 พ.ค.2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเปิดตัวปฏิบัติการทางเรือระดับประวัติศาสตร์ภายใต้ชื่อ "Project Freedom" แก้ไขวิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ที่ดำเนินมาอย่างยืดเยื้อนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นในเดือน ก.พ. ปฏิบัติการนี้มีกำหนดการเริ่มนำทางเรือพาณิชย์ที่ติดค้างอยู่ ให้ออกจากช่องแคบอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันนี้ (4 พ.ค.) โดยทรัมป์ระบุว่า นี่คือความรับผิดชอบของสหรัฐฯ ในการกู้คืนเสถียรภาพทางการค้าและมนุษยธรรม เพื่อปลดปล่อยลูกเรือกว่า 20,000 ชีวิต ที่ถูกกักขังอยู่ท่ามกลางสมรภูมิที่พลังงานโลกกว่าร้อยละ 20 ไหลผ่าน
กลยุทธ์ของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ถูกวางแผนอย่างรัดกุมโดยกองบัญชาการกลาง (CENTCOM) ซึ่งรวมเอาแสนยานุภาพที่ล้ำสมัยที่สุดมาประจำการ เรือทำลายล้างขีปนาวุธชั้น Arleigh Burke ซึ่งถือเป็นเขี้ยวเล็บหลักของกองทัพเรือถูกส่งเข้าประจำการในตะวันออกกลางเพื่อทำหน้าที่คุ้มกันภัยทางอากาศและเคลียร์เส้นทางจากทุ่นระเบิด
แม้ว่าเรือเหล่านี้จะไม่ได้ล้อมเรือพาณิชย์ในลักษณะขบวนคอนวอย แต่จะเป็นฐานยิงขีปนาวุธที่พร้อมสอยวัตถุต้องสงสัยทุกชนิดที่คุกคามความปลอดภัยในพื้นที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังย้ำด้วยว่า ความพยายามในการแทรกแซงใด ๆ จะถูกจัดการด้วยกำลังอย่างรุนแรง
นอกจากการรบทางเรือแล้ว สหรัฐฯ ยังได้เตรียมความพร้อมทางอากาศอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยเครื่องบินรบมากกว่า 100 เครื่อง รวมถึงเครื่องบินโจมตี A-10 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาด ในการทำลายเป้าหมายภาคพื้นดินและผิวน้ำ เพื่อทำลายฐานขีปนาวุธชายฝั่งที่อาจเป็นอันตรายต่อการเดินเรือ
ยิ่งไปกว่านั้น ยุทธการนี้ยังเป็นบททดสอบสำคัญของเทคโนโลยีไร้คนขับหลากมิติ ที่จะทำหน้าที่เป็นหูเป็นตา และหน่วยจู่โจมเคลื่อนที่เร็ว ช่วยให้กองทัพสหรัฐฯ สามารถควบคุมพื้นที่กว้างใหญ่ของช่องแคบฮอร์มุซได้โดยไม่ต้องเอาชีวิตทหารเข้าเสี่ยงในแนวหน้าตลอดเวลา
อย่างไรก็ดี ท่าทีของสหรัฐฯ ได้รับการตอบโต้ทันควันจากฝั่งอิหร่าน โดย อิบราฮิม อาซารี อดีตผู้บัญชาการระดับสูงของ IRGC ได้ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า การกระทำของสหรัฐฯ ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างโจ่งแจ้ง และอิหร่านจะไม่ยอมนิ่งเฉยต่อการแทรกแซงอธิปไตยในน่านน้ำของตน
ความตึงเครียดนี้เกิดขึ้นสอดประสานกับบรรยากาศการเจรจาลับที่ดำเนินการผ่านปากีสถาน ซึ่งแม้ทรัมป์จะยอมรับว่า ได้รับข้อเสนอสันติภาพ 14 ประการจากอิหร่านแล้ว แต่เขาก็มองว่า ข้อเสนอเหล่านั้นยังขาดความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่อิหร่านได้ก่อไว้ต่อมวลมนุษยชาติตลอด 47 ปีที่ผ่านมา
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้วางโครงสร้างกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างเป็นระบบเพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจแปรเปลี่ยนเป็นสงครามได้ทุกเมื่อ ดังนี้
1. กำลังพลและหน่วยสนับสนุน (Personnel)
- กำลังพล 15,000 นายถูกระดมมาเพื่อภารกิจนี้ ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนสนับสนุน ยุทธบริการ และการควบคุมสั่งการ
- เรือบรรทุกเครื่องบินอย่างน้อย 2 ลำในภูมิภาค แต่ละลำมีเจ้าหน้าที่ประจำการลำละประมาณ 5,000 นาย ทำหน้าที่ดูแลระบบการบินและการป้องกันตัว
2. กองเรือรบและยุทโธปกรณ์ทางเรือ (Naval Assets)
- เรือทำลายล้างขีปนาวุธชั้น Arleigh Burke 12 ลำ หัวใจหลักในการป้องกันภัยทางอากาศและต่อต้านขีปนาวุธของกองทัพเรือสหรัฐฯ
- ระบบกวาดล้างทุ่นระเบิด เตรียมความพร้อมในการเปิดเส้นทางเดินเรือที่อาจถูกวางทุ่นระเบิดกีดขวางโดยฝั่งอิหร่าน
- เรือบรรทุกเครื่องบิน เป็นฐานปฏิบัติการลอยน้ำเพื่อส่งกำลังทางอากาศเข้าควบคุมน่านน้ำได้อย่างรวดเร็ว
3. กำลังทางอากาศ (Air Power)
- อากาศยานมากกว่า 100 เครื่อง ทั้งเครื่องบินรบจากฐานทัพบนบกและบนเรือบรรทุกเครื่องบิน
- เฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธ บินคุ้มกันเหนือเรือพาณิชย์ในระยะประชิด เป้าหมายทำลายเรือเร็วหรือเรือขนาดเล็กที่พยายามเข้าใกล้เพื่อขัดขวางการเดินเรือ
- เครื่องบินโจมตี A-10 สำหรับทำลายเป้าหมายบนผิวน้ำหรือโจมตีฐานยิงขีปนาวุธชายฝั่งด้วยปืนใหญ่ขนาด 30 มม. และอาวุธนำวิถี
4. เทคโนโลยีไร้คนขับล้ำสมัย (Unmanned Platforms)
- โดรนหลากมิติ อากาศยานไร้คนขับ (UAV) และโดรนผิวน้ำ/ใต้น้ำ
- ภารกิจตรวจการณ์ สอดแนมและระบุตำแหน่งภัยคุกคามล่วงหน้าก่อนที่เรือพาณิชย์จะเข้าสู่เขตอันตราย
- โดรนติดอาวุธ พร้อมตอบโต้ทันทีหากพบพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อเรือในความคุ้มครอง
อ่านข่าว :
เยอรมนีย้ำสหรัฐฯ ยังเป็นพันธมิตรสำคัญ แม้ปมถอนทหารร้อนแรง
"โป๊ป" เรียกร้องระลึกถึงนักข่าว ที่เสียชีวิตในสงคราม เนื่องในวันเสรีภาพสื่อโลก
สัตวแพทย์ รุดช่วย "เลียงผา" บาดเจ็บ ใน ขสป.ดอยผาช้าง
