การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะเกิดขึ้นในอีก 1 เดือนข้างหน้า (28 มิ.ย.69) หลังสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชุดปัจจุบัน (ชัชชาติ สิทธิพันธุ์) จะครบวาระการดำรงตำแหน่งวันที่ 21 พ.ค.2569 โดยกำหนดวันรับสมัครระหว่างวันที่ 28 พ.ค. – 1 มิ.ย.2569
ดังนั้น ในช่วงนี้จึงเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของผู้เตรียมลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร ทั้งในนามอิสระ และพรรคการเมือง ในขณะเดียวกัน แม้ “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ยืนยันว่า ยังไม่ตัดสินใจจะสมัครผู้ว่าฯ สมัยที่ 2 หรือไม่ “แต่” หากพิจารณาจากคำพูดที่บอกว่า “ได้มีการคิดนโยบายไว้แล้ว” จึงเชื่อได้ว่า “ชัชชาติ” จะลงชิงตำแหน่งอีกสมัย
ผศ.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” วิเคราะห์สนามเลือกตั้งในครั้งนี้ จากข้อมูลการสำรวจในเดือน ธ.ค.2568 พบว่า 77% ของคน กทม. “พอใจการทำงานของผู้ว่าฯ ชัชชาติ” ใน 17 ด้าน มี 2 ด้านเท่านั้นที่ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สอบตก คือ การแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นใน กทม.และปัญหาค่าครองชีพปากท้อง ดังนั้นสนามการเลือกตั้งครั้งนี้ “ผู้ว่าฯ ชัชชาติ” คะแนนน่าจะเป็นต่อหลายก้าว หากวิเคราะห์จากหน้าตาของผู้ท้าชิงทั้งหมดในขณะนี้
เจาะสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. “ใครได้เปรียบ - เสียเปรียบ”
“แม้ว่าในช่วงนี้ผู้ว่าฯ ชัชชาติ จะโดนโจมตี แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นประเด็นที่ประชาชนประเมินไว้อยู่แล้ว ซึ่งในโค้งหาเสียงเชื่อว่า ก็จะโดนขุดการทำงานในช่วง 4 ปี ออกมาโจมตีแน่ ทั้งในเรื่องของนโยบายที่เคยให้ไว้ แต่ยังทำไม่ได้ อย่างเช่น สายไฟฟ้าลงดิน ต้องไปดูว่าประชาชนจะว่าอย่างไร จะถ่วงดุลกับนโยบายอื่น ๆ อย่างไร”
“บุคคล” ตัวชี้วัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่
ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” กล่าวว่า การทำสำรวจการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ในหลายยุคหลายสมัยคน กทม. ให้น้ำหนักกับ “ตัวบุคคล” ที่มาพร้อมแนวทางแก้ไขปัญหามากกว่าการเมืองระดับชาติ
ดังนั้นหากให้มองการเปิดตัวของพรรคประชาชนที่ส่ง "ดร.โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร" แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ด้วยการเปิด 4 ฉากทัศน์ "กรุงเทพง่าย ๆ" ยกระดับศูนย์เด็กเล็ก-ดูแลผู้สูงวัย ค้าขายง่ายไร้ส่วย สร้างอาชีพให้คนตกงาน สร้างเมืองที่เดินเท้าได้ แก้ระบบขนส่ง
แต่ต้องยอมรับว่า ดร.โจ ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป จะมีเพียงฐานเสียงของเอฟซีเสื้อส้ม และคนรุ่นใหม่ แต่ก็อาจจะยังไม่เพียงพอให้พลิกชนะ ชัชชาติ
เจาะเกมเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ฯ “ใครได้เปรียบ - เสียเปรียบ”
“ดร. โจ ไม่มีใครรู้จัก เพราะเป็น สส.ปาตี้ลิสต์ ไม่เคยลงเขตพื้นที่ และการเปิดตัวช้ามาก ถามว่า…จะมีโอกาสคะแนนพลิกได้อย่างไร ดร.โจ ต้องไปเอาคะแนนสีส้มตอนเลือกตั้ง สส. กลับคืนมา…ฟังดูเหมือนง่าย แต่ยากมาก เพราะถ้าง่าย ตั้งแต่สมัย คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่ลงชิงกับคุณชัชชาติ คงจะได้ตั้งแต่คราวที่แล้ว ทั้งที่ในยุคนั้นพรรคก้าวไกลกวาด สส.เกือบทั้งหมดใน กทม. และพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กำลังโด่งดัง จึงทำให้เห็นว่าคนไปลงคะแนน เขาแยกการเมืองระดับชาติ กับท้องที่ออกจากกัน”
ลุ้นเปิดตัว “พรรคประชาธิปัตย์” คู่ชิงผู้ว่าฯ ชัชชาติ
ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์จะมีการเปิดตัวผู้ท้าชิงในวันที่ 16 พ.ค.69 ซึ่งก็ต้องดูว่าจะเป็นใคร หากเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง คนรู้จัก มีนโยบายที่ชัดเจน ตอบโจทย์ ก็ถือได้ว่าเป็นงานหนักของ “ชัชชาติ” โดยคะแนนที่กลุ่มสีส้มที่เคยเลือกจะถูกดึงกลับไปที่ ดร.โจ ส่วนคะแนนอีกส่วนจะย้ายตาม สก. กลับไปสู่พรรคประชาธิปัตย์ และคนเสื้อแดงที่เคยเลือก เพราะเชื่อว่า “ชัชชาติ” เป็นคนของเสื้อแดง ก็อาจจะเปลี่ยนทางเลือกใหม่ ก็จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์อาจขึ้นมาตีคู่ได้
แต่สิ่งสำคัญคือการเป็นผู้สมัครอิสระ ของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ก็อาจเป็นส่วนดีที่ทำให้ประชาชนมองว่าไม่ต้องผูกโยงการทำงานกับพรรคการเมือง “ดังนั้นการลงอิสระคน กทม.จะชอบ เพราะไม่ต้องยึดติดกับพรรคการเมืองใด ดังนั้นผมมองว่าใครลงอิสระอาจจะได้เปรียบกว่าคนที่สังกัดพรรค แต่คนลงสังกัดพรรค แน่นอนมันจะโชคดีตรงมีคะแนนพรรคหนุนอยู่ก่อนแล้ว ที่เหลือต้องอาศัยตัวบุคคล”
“แก้ปัญหาเส้นเลือดฝอย” ตัวเพิ่มคะแนนมากว่าโปรเจคใหญ่
…ยังมีคนโจมตีอาจารย์ชัชชาติ จะขยับแต่เส้นเลือดฝอยเหรอ ไม่สนใจไปขยับเส้นเลือดใหญ่บ้างเหรอ ตรงนี้คน กทม.ว่าอย่างไร?..ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” มองว่า หากพูดถึงโปรเจคใหญ่ ๆ จะสามารถเข้าถึงได้กับกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในด้านใหญ่ ๆ แต่อีกส่วนของคน กทม. มีความรู้สึกว่าขอแค่เพียงการแก้ปัญหาในเรื่องชีวิตประจำวันมากกว่า
เจาะเกมเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ฯ “ใครได้เปรียบ - เสียเปรียบ”
“โปรเจคใหญ่ขายสนามใหญ่ได้ ขายสนามเล็กไม่ได้ เพราะคน กทม. เขาไม่ได้มองที่มันยิ่งใหญ่มากมาย เขามองเรื่องที่เขาต้องเจอในชีวิตประจำวัน น้ำท่วม รถติด ฝุ่น ขยะ ทางเดิน ไฟส่องสว่าง ซึ่งก็เป็นจุดที่อาจารย์ชัชชาติเคยพูดว่า มาแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอย ซึ่งคำนี้แหละที่ทำให้อาจารย์ชัชชาติได้คะแนนเพิ่มขึ้น”
“จับตาตัวแปร สนามเลือกตั้ง สก.”
นอกจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่น่าจับตามอง การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพ (สก.) ซึ่งเป็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นคู่ขนานของสนามเลือกตั้งนี้เช่นกัน
ผศ.สุวิชา กล่าวว่า หากมองในขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ มีความได้ต่อมากกว่าพรรคประชาชน นั่นเพราะการเลือกตั้ง สก. ไม่เหมือนการเลือกตั้ง สส. ที่จะส่งใครมาลงก็ได้ “สนาม สก. ผู้ชนะแต่ละคนส่วนใหญ่ มีคะแนนจัดตั้ง เหมือนเลือกตั้งท้องถิ่น บางคนอยู่พรรคไหนก็ได้ ลงกี่ครั้งก็ได้ ต้องเป็นคนที่ลงพื้นที่ คุ้นเคยกับชาวบ้าน
และการลง สก. ไม่ใช่ว่าส่งใครลงก็ได้ มันต้องเป็นคนในพื้นที่จริงๆ ที่มีคะแนนจัดตั้ง ไม่เหมือนเลือก สส. ที่ส่งใครลงก็ได้ อาศัยคะแนนนิยมของพรรคอย่างเดียวก็เดินเข้าสภาได้แบบ สส. กทม.
อ่านข่าว
ราชกิจจาฯ ประกาศ "ปราสาทตาควาย-ปราสาทคนา-ปราสาทตาเมือน" เป็นโบราณสถาน
"สีหศักดิ์" เตรียมเสนอทบทวนฟรีวีซานักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน สกัดใช้ผิดวัตถุประสงค์
"นายกฯ" ขับรถพุ่มพวง พา "ศุภจี" ซ้อนท้าย คิกออฟ "ไทยช่วยไทย"
