วันนี้ (15 พ.ค.2569) CNN รายงาน การเดินทางเยือนจีนของ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงประเด็นการเมืองหรือการทูตเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยมิติทางเศรษฐกิจ เมื่อบรรดาซีอีโอบริษัทเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง ด้วยความหวังที่จะรักษาและขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดจีน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในวันนี้แตกต่างจากอดีตอย่างมาก เพราะจีนกำลังเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่ง ให้บริษัทภายในประเทศอย่างจริงจัง ภายใต้นโยบายพึ่งพาตนเองในภาคส่วนสำคัญได้แก่ เทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมการผลิต และการกระตุ้นอัตราการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทท้องถิ่นสัญชาติจีน ได้รับการฟูมฟักและพัฒนาขีดความสามารถจนสามารถแข่งขัน และทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ เจนเซน หวง ซีอีโอของเอ็นวิเดีย (NVIDIA) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปประมวลผลรายใหญ่ระดับโลก และร่วมเดินทางมาในคณะนี้ในวินาทีสุดท้าย ได้ดำเนินนโยบายประสานงานเพื่อล็อบบี้ และร้องขอให้รัฐบาลสหรัฐฯ อนุมัติการส่งออกและจำหน่ายชิปประมวลผล รุ่นที่มีการลดทอนประสิทธิภาพให้แก่ทางการจีน
ทว่า ทางฝั่งประเทศจีนกลับแสดงท่าทีชะลอการจัดซื้อ และปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวในบางส่วน เนื่องจากรัฐบาลจีนมีแนวทางที่ชัดเจนในการหันไปสนับสนุน และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตชิปภายในประเทศ เพื่อความมั่นคงทางเทคโนโลยีระยะยาว
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ หรือรถยนต์ไฟฟ้าเทสลาของ อีลอน มัสก์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมคณะเดินทางมายังปักกิ่งในครั้งนี้ด้วย ก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องสูญเสียความได้เปรียบเชิงการแข่งขันให้แก่ บริษัท บีวายดี ซึ่งเป็นคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดสัญชาติจีน
ข้อมูลสถิติอย่างเป็นทางการจากสถาบันวิจัย เคาน์เตอร์พอยต์ รีเสิร์ช เปิดเผยตัวเลขที่ระบุว่า ส่วนแบ่งทางการตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของเทสลาในจีน ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 10 ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเคยอยู่ที่ระดับร้อยละ 14
ยิ่งไปกว่านั้น ในปีที่ผ่านมา เทสลายังสูญเสีย สถานะการเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายสูงที่สุดในโลก ให้แก่บีวายดี อย่างเป็นทางการอีกด้วย ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญถึงศักยภาพการผลิตและนวัตกรรมของอุตสาหกรรมยานยนต์จีน
ด้าน ทิม คุก ซีอีโอของแอปเปิล (Apple) ก็กำลังเผชิญหน้ากับแรงกดดัน จากการเติบโตและการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตสมาร์ตโฟนแบรนด์ท้องถิ่นของจีน อาทิ หัวเว่ย (Huawei) และเสียวหมี่ (Xiaomi) รายงานจากเคาน์เตอร์พอยต์ รีเสิร์ช ระบุว่า แอปเปิลมีส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ตโฟน ในประเทศจีนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 22 ณ ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา
แม้ว่าแอปเปิลจะยังคงรักษากลไก และฐานการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่เอาไว้ในจีน แต่แนวโน้มการเติบโตของคู่แข่งภายในประเทศ ก็เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถมองข้ามได้
นักวิเคราะห์มองว่า ปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงในเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์ว่า ความจำเป็นที่ประเทศจีนจะต้องพึ่งพาพาณิชยกรรม องค์ความรู้ และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีจากสหรัฐฯ นั้น มีอัตราส่วนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการลดความพึ่งพาที่มีต่อบริษัทภาคธุรกิจที่มีมูลค่าสูงที่สุดของสหรัฐฯ เหล่านี้ด้วยเช่นกัน
อ่านข่าวอื่น :
"ลุงโยชน์" ถึงบ้าน จ.สุรินทร์แล้ว หลั่งน้ำตาเล่านาทีถูกกัมพูชาคุมตัว
จับ "ปลัดอาวุโสอำเภอฮอด" ปมสวมสิทธิต่างด้าว-เอี่ยวย้ายทะเบียนบ้าน "ซุน หมิงเฉิน"
