รถส่งอาหารพาทรัมป์หนีภัย สัญญาณสะเทือนภาพ "ผู้ชนะ" ในสงครามอิหร่าน

ต่างประเทศ
08:10
จำนวนผู้ชม 144
Thai PBS
รถส่งอาหารพาทรัมป์หนีภัย สัญญาณสะเทือนภาพ "ผู้ชนะ" ในสงครามอิหร่าน

เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2569 สตีเฟน คอลลินสัน นักข่าวอาวุโสสายการเมืองจาก CNN วิเคราะห์ว่า การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลักลอบออกจากประเทศตุรกีด้วยวิธีที่ไม่คาดคิด ภายหลังเข้าร่วมการประชุมยอดผู้นำองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ที่เมืองอังการา

โดยเจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ (Secret Service) ได้ตัดสินใจพาตัวทรัมป์ออกจากพื้นที่อย่างลับ ๆ ด้วยการให้เขาเข้าไปหลบซ่อนภายใน "รถส่งอาหาร" (Catering Truck) ก่อนจะนำตัวขึ้นเครื่องบินทหารอีกลำ เพื่อเดินทางกลับสหรัฐฯ แทนการใช้เครื่องบินประจำตำแหน่งตามปกติ

ถือเป็นความเคลื่อนไหวฉุกเฉินเพื่อหลีกเลี่ยงภัยคุกคามทางความมั่นคงที่มีต้นตอมาจากประเทศอิหร่าน

แม้ปฏิบัติการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จในการปกป้องผู้นำสหรัฐฯ ให้ปลอดภัย แต่เมื่อเหตุการณ์นี้ถูกเปิดเผยโดยสื่อใหญ่อย่าง วอชิงตัน โพสต์ ในเวลาต่อมา ได้กลายเป็นชนวนเหตุที่ก่อให้เกิดวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ ไม่ได้จบลงอย่างง่ายดายตามที่ทรัมป์เคยกล่าวอ้างก่อนหน้านี้

รถส่งอาหารพาทรัมป์หนีภัย สัญญาณสะเทือนภาพ "ผู้ชนะ" ในสงครามอิหร่าน

รถส่งอาหารพาทรัมป์หนีภัย สัญญาณสะเทือนภาพ "ผู้ชนะ" ในสงครามอิหร่าน

คำถามถึงศักยภาพมหาอำนาจ-ภาพลักษณ์ผู้นำ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เรียกได้ว่าสร้างความอับอายและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในเวทีสากลเป็นอย่างมาก นักวิเคราะห์มองว่า การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่สามารถการันตีความปลอดภัยของตนเองได้ แม้อยู่ในดินแดนของประเทศพันธมิตรสำคัญในกลุ่ม NATO อย่างตุรกี ยิ่งทำให้คำกล่าวอ้างของรัฐบาลทรัมป์ที่ว่า สามารถบดขยี้ขีดความสามารถทางการทหารและเครือข่ายก่อการร้ายของอิหร่านได้จนหมดสิ้นแล้วนั้น เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับความเป็นจริงน้อยลง

แม้ทางการอิหร่านจะยังไม่ได้ออกมาระบุถึงเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ แต่เหตุการณ์ที่สามารถบังคับให้ผู้นำสหรัฐฯ ต้อง "หลบซ่อนตัว" และเปลี่ยนแผนการเดินทางอย่างกะทันหัน นับเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ในเชิงการโฆษณาชวนเชื่อของเตหะราน ซึ่งสะท้อนว่าระบอบการปกครองของอิหร่านไม่ได้สูญเสียเสถียรภาพจนใกล้ล่มสลาย หรือพร้อมที่จะยอมจำนนเพื่อทำข้อตกลงตามที่ทรัมป์คาดหวังไว้

ช่องว่างระหว่าง "คำกล่าวอ้าง" กับ "ความจริงในสนามรบ"

เหตุการณ์ที่สนามบินอังการาเป็นเพียงหนึ่งในหลายตัวอย่างที่สะท้อนว่า สถานการณ์จริงไม่ได้เป็นไปตามคำกล่าวของผู้นำสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์เพิ่งจะระบุว่าช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลกได้ "เปิดอย่างสมบูรณ์แล้ว"

แต่ในความเป็นจริง เส้นทางน้ำมันดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมและกดดันจากกองกำลังอิหร่าน ทำให้กองทัพสหรัฐฯ ต้องทุ่มกำลังเข้าต่อสู้อย่างต่อเนื่องเพียงเพื่อดึงสถานการณ์ให้กลับไปสู่จุดเดิมก่อนเกิดสงคราม

นอกจากนี้ รายงานจากสื่อมวลชนยังระบุอีกว่า วิกฤตสงครามที่ทรัมป์เคยประกาศว่า "ได้รับชัยชนะแล้ว" ในช่วงแรก ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อคลังอาวุธของสหรัฐฯ โดยเฉพาะขีปนาวุธต่อต้านการโจมตีทางอากาศที่ลดลงอย่างน่าตกใจ โดยพบว่าสต็อกขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับสูงถูกใช้งานไปแล้วเกือบร้อยละ 80 ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะร่อยหรอและยุทธศาสตร์ที่อาจกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก

พายุการเมืองภายในประเทศ-สื่อจี้เรื่องจริยธรรม

ภาพการหลบหนีด้วยรถส่งอาหารยังขัดกับภาพลักษณ์ของทรัมป์ที่มักนำเสนอตนเองในฐานะ "ผู้นำที่แข็งแกร่ง" และ "ผู้ชนะ" มาโดยตลอด อดีตทีมงานฝ่ายสื่อสารของเขาเองอย่าง อลิสซา ฟาราห์ กริฟฟิน ให้ความเห็นว่า ทรัมป์เกลียดสถานการณ์ในลักษณะนี้เป็นที่สุด และการที่เขายอมปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว ยิ่งเป็นการยืนยันว่าภัยคุกคามจากอิหร่านในเวลานั้นมีความน่าวิตกและเป็นอันตรายอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์ เจ.บี. พริตซ์เกอร์ จากพรรคเดโมแครต ได้ออกมาโจมตีอย่างรุนแรงว่า การที่ทรัมป์แอบหลบหนีไปโดยปล่อยให้ผู้สื่อข่าว เจ้าหน้าที่ และลูกเรือเดินทางไปกับเครื่องบินลำเดิมที่คาดว่าเป็นเป้าหมายของการโจมตี ถือเป็นการพฤติกรรมที่ "เอาตัวเองรอดโดยทิ้งคนอื่นไว้ในอันตราย"

ประเด็นนี้กำลังถูกยกขึ้นมาเป็นชนวนศึกทางการเมืองสำหรับการเลือกตั้งกลางเมืองที่กำลังจะมาถึง และอาจนำไปสู่การเปิดไต่สวนในสภาหากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระบุว่า ทรัมป์อาจต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ภายใต้เงาของภัยคุกคามจากอิหร่านไปตลอด เนื่องจากการตัดสินใจสังหารนายพล คาเซม โซเลมานี ในสมัยแรก และการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุด อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี จากการโจมตีทางอากาศในสงครามเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา

ยิ่งเพิ่มแรงแค้นและมูลเหตุจูงใจให้กลุ่มสนับสนุนอิหร่านพยายามล้างแค้น โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายก่อการร้ายที่เคยมีประวัติการทำรัฐประหารหรือก่อวินาศกรรมในต่างประเทศ รวมถึงในตุรกีมาแล้วในอดีต

แม้ทรัมป์จะเคยออกคำขู่ว่าจะใช้ขีปนาวุธนับพันลูกตอบโต้หากอิหร่านพยายามสังหารเขา แต่ในทางปฏิบัติ มาตรการปราบปรามและตอบโต้จริงจะตกอยู่ในมือของผู้นำคนถัดไป เหตุการณ์ในตุรกีครั้งนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้มาตรการหลบหนีของ Secret Service จะช่วยหลีกเลี่ยงเหตุปะทะที่อาจบานปลายไปสู่สงครามเต็มรูปแบบได้

แต่การเดินทางออกจากตุรกีแบบเยี่ยงผู้หลบซ่อนเช่นนี้ ทำให้การอ้างว่ารัฐบาลของเขาได้ทำให้โลกปลอดภัยขึ้น กลายเป็นเรื่องที่ยากจะทำให้สังคมเชื่อถือได้อีกต่อไป

อ่านข่าว :

กกพ.เคาะค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค.69 ลด 6 สตางค์ เหลือ 3.89 บาท/หน่วย

สุริยุปราคาเต็มดวง ตรึงสายตานับล้านทั่วสหราชอาณาจักร-ยุโรป

“กุสตาฟส์สัน” พร้อมพาทัพช้างศึกคว้าชัย เกมบุกเยือน “สิงคโปร์” ศึกอาเซียนคัพ รอบตัดเชือก