รบ.เยียวยาเหตุรถไฟชนรถเมล์ ผู้เสียชีวิต 2.3 ล้าน บาดเจ็บ 1.3 แสนบาท

เศรษฐกิจ
17:43
จำนวนผู้ชม 86
รบ.เยียวยาเหตุรถไฟชนรถเมล์ ผู้เสียชีวิต 2.3 ล้าน บาดเจ็บ 1.3 แสนบาท
กระทรวงคมนาคม แถลงข้อเท็จจริง กรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ พร้อมสั่งการให้หามาตรการเร่งด่วน ทั้งการตรวจแอลกอฮอล์และสารเสพติดพนักงานขับทุกระบบ รวมถึงศึกษา “ยกเลิกรถไฟเข้ากรุงเทพชั้นใน” ภายใน 3 เดือน เพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุซ้ำ

วันนี้ (18 พ.ค.2569) เวลา 17.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม และ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม แถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีอุบัติเหตุขบวนรถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทาง (ขสมก.) บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน เมื่อวันเสาร์ที่ 16 พ.ค.2569 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน และได้รับบาดเจ็บ 30 คน

โดยมี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)

นายพิพัฒน์ เป็นตัวแทนรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมเปิดเผยมาตรการเยียวยาและแผนยกระดับความปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย โดยกระทรวงคมนาคม มีมาตรการเยียวยา การดำเนินคดี และการแก้ปัญหาระยะสั้น-ระยะยาว

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เบื้องต้นมอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ศึกษาแนวทางลดการเดินรถไฟเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน โดยเฉพาะเส้นทางสายตะวันออกและสายใต้-ตะวันตก ซึ่งมีจุดตัดทางรถไฟจำนวนมาก คาดว่าจะใช้ระยะเวลาศึกษาประมาณ 3 เดือน โดยอาจกำหนดให้ขบวนรถสายตะวันออกสิ้นสุดที่สถานีลาดกระบัง แล้วเชื่อมต่อเข้าสู่เมืองด้วยรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรลลิงก์ หรือรถเมล์ ขสมก.

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ขณะที่สายใต้และสายตะวันตก อาจหยุดที่สถานีตลิ่งชัน เพื่อเชื่อมต่อด้วยรถไฟฟ้าสายสีแดงและรถโดยสารสาธารณะ ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม จะพิจารณามาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น การช่วยเหลือค่าโดยสาร ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือนโยบายตั๋วร่วม เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับภาระเพิ่มขึ้น หากสามารถลดหรือยกเลิกการเดินรถไฟผ่านจุดตัดในกรุงเทพฯ ชั้นในได้ จะช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุได้ แต่หากผลศึกษายังไม่สามารถดำเนินการได้ภายใน 3 เดือน จะหารือแนวทางเพิ่มเติมอีกครั้ง

รมว.คมนาคม กล่าวอีกว่า ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริง กระทรวงคมนาคมแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน 14 คน มีรองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน โดยลงนามคำสั่งตั้งคณะกรรมการแล้ววันนี้ และคาดว่าจะสรุปผลได้ภายใน 15 วัน ส่วนเรื่องความรับผิดชอบ หากเกิดจากความละเลย ตนเองก็พร้อมแสดงความรับผิดชอบ

ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคม ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านความปลอดภัยมาโดยตลอด โดยเฉพาะการตรวจวัดแอลกอฮอล์ ผู้ปฏิบัติงานด้านขนส่งสาธารณะ ทั้งรถ เรือ และรถไฟ พร้อมย้ำว่า หากผลสอบพบว่ามีผู้ละเลยต่อหน้าที่ จะต้องรับผิดชอบตามขั้นตอน

ด้าน นายสิริพงศ์ กล่าวว่า รัฐบาลระดมงบประมาณช่วยเหลือจากทุกหน่วยงาน เพื่อเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บอย่างเต็มที่ เบื้องต้น ผู้เสียชีวิต จะได้รับเงินช่วยเหลือรวม 2,390,000 บาท ยังไม่รวมเงินช่วยเหลือจากสำนักนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ค่าทำศพ สามารถเบิกได้ตามจริงทั้งหมด ส่วนผู้บาดเจ็บ จะได้รับเงินช่วยเหลือตามระดับอาการ ตั้งแต่ประมาณ 130,000 บาท และหากเป็นผู้ป่วยอาการหนักหรือผ่าตัด สามารถช่วยเหลือได้สูงสุดถึง 1 ล้านบาท พร้อมสั่งการให้ตรวจสารเสพติดและแอลกอฮอล์ ครอบคลุมพนักงานขับรถของ รฟท. ขสมก. และ บขส. ทุกวัน พร้อมตั้งคณะกรรมการกลางติดตามตรวจสอบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งเพิ่มมาตรการความปลอดภัยจุดตัดทางรถไฟ โดยกำหนดชัดเจนว่า หากไม้กั้นทางรถไฟไม่ทำงาน จะไม่อนุญาตให้รถไฟเดินรถเด็ดขาด พร้อมเพิ่มระบบสลิงและอุปกรณ์ป้องกันในจุดเสี่ยง

นายอนันต์ ชี้แจงว่า พนักงานขับรถไฟของ รฟท.ต้องผ่านการปฏิบัติงานในตำแหน่งช่างเครื่องไม่น้อยกว่า 7 ปี ก่อนสอบเป็นพนักงานขับรถ รวมถึงต้องผ่านการตรวจสุขภาพและสารเสพติดตามมาตรฐาน

ปัจจุบัน รฟท.มีพนักงานขับรถประมาณ 911 คน จากกรอบอัตรา 1,200 คน และอยู่ระหว่างดำเนินการออกใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางราง โดยส่งรายชื่อให้กรมการขนส่งทางรางแล้ว 591 ราย และคาดว่าจะดำเนินการรับรองครบภายในเดือน ก.ค.นี้

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า สำหรับเหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งนี้ ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหากับพนักงานขับรถไฟ และเจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่องกั้นถนนแล้ว โดยผลตรวจเบื้องต้น พบสารแอมเฟตามีนและกัญชาในร่างกายพนักงานขับรถไฟ โดยสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ออกจากงานเดินรถชั่วคราวระหว่างสอบสวน

นอกจากนี้ รฟท.ยังเตรียมปรับแผนการเดินรถสินค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ให้เดินรถเฉพาะช่วงเวลา 22.00 - 04.00 น. เพื่อลดความเสี่ยงในช่วงการจราจรหนาแน่น รวมถึงเตรียมนำระบบอัตโนมัติ ATP มาเชื่อมการทำงานร่วมกับเครื่องกั้นถนนในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาพัฒนาอีกประมาณ 2-3 ปี

ขณะที่ นายกิตติกานต์ กล่าวขออภัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าขสมก.มีมาตรการตรวจแอลกอฮอล์และสารเสพติด พนักงานขับรถอย่างต่อเนื่อง รวมถึงส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จุดเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังจัดเจ้าหน้าที่ดูแล และอำนวยความสะดวก แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บอย่างใกล้ชิด

นายจิรโรจน์ กล่าวว่า แผนการลดขบวนรถขนส่งสินค้านั้น วางแผนก่อนการเปิดใช้รถไฟฟ้าสายสีแดงในปี 2564 โดยจะไม่ให้รถขนส่งสินค้าเข้าในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งหมด โดยกำหนดจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้า โดยวางจุดไว้โดยรอบพื้นที่ชั้นนอกกรุงเทพ โดยรถไฟสายเหนือสายอีสาน จะอยู่ที่ชุมทางบ้านภาชี รถไฟสายใต้และสายตะวันตก จะอยู่ที่สถานีนครปฐม และสายตะวันออกที่สถานีบรรจุ และแยกสินค้ากล่องที่ลาดกระบัง (ไอซีดีลาดกระบัง)

โดยจะเสนอแผนให้ รฟท.ไปพิจารณาผลกระทบ กรณีที่จะเบรกรถขนส่งสินค้าในจุดที่กำหนด ไว้ว่าจะมีผลกระทบอย่างไร และขบวนรถขนส่งสินค้าที่ยังจำเป็นต้องเข้ากรุงเทพฯ จะให้เข้าในช่วงกลางคืนเท่านั้น

ขณะที่รถขนส่งคนจากเส้นทางสายเหนือและอีสาน สามารถเข้าถึงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ได้แล้วทั้งหมด โดยใช้โครงสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง โดยจุดตัดจะไม่มีแล้ว ขณะที่สายใต้และสายตะวันตกมีจุดตัดอีก 3 แห่ง ทำให้ยังไม่สามารถลอยฟ้าเข้ามาที่สถานีกลางกรุงเทพฯ อภิวัฒน์ได้

โดยจุดที่จะสามารถต่อรถไฟฟ้าสายสีแดง เข้ามาในกรุงเทพฯได้คือ สถานีรถไฟฟ้าตลิ่งชัน และสายตะวันออก ยังมีจุดตัดระดับดิน 16 แห่ง และจุดที่จะเบรกในสายตะวันออก จะอยู่ที่สถานีลาดกระบัง และใช้รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ เข้ามาในกรุงเทพฯ โดย กระทรวงคมนาคมจะเข้าไปกับเชื่อมต่อ กับระบบตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมต่อไป

อ่านข่าว