รู้จัก "อีโบลา" ทำไมทั่วโลกยังต้องเฝ้าระวัง?

ไลฟ์สไตล์
12:34
จำนวนผู้ชม 2
รู้จัก "อีโบลา" ทำไมทั่วโลกยังต้องเฝ้าระวัง?
ทำความรู้จัก "อีโบลา" เชื้อไวรัสร้ายแรงที่ติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิด พร้อมเจาะลึกสายพันธุ์ "บุนดีบูโจ" ตัวการระบาดล่าสุดในแอฟริกา ล่าสุดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 131 คน

เข้าสู่เดือน พ.ค. 2026 การระบาดของโรค "อีโบลา" ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) กลับมาสร้างความกังวลให้กับผู้คนทั่วโลกอีกครั้ง ตัวเลขผู้เสียชีวิต (ณ วันที่ 19 พ.ค.2026) เพิ่มขึ้นเป็น 100 คน และมีผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้ออีกกว่า 400 คน ขณะที่สหรัฐฯ ยืนยันพบชาวอเมริกันติดเชื้อแล้ว 1 คน สะท้อนให้เห็นว่าไวรัสชนิดนี้ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของโรค "อีโบลา" ในจังหวัดอิตูริ ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เป็น "ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ" ท่ามกลางความหวั่นวิตก เพราะเชื้อสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ เป็นสายพันธุ์หายากและยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการรับรองในปัจจุบัน

การระบาดครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงข่าวไกลตัวจากอีกซีกโลก แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าโรคที่เคยพบการระบาดเมื่อหลายปีก่อนยังสามารถกลับมาได้ทุกเมื่อ คำถามสำคัญคือ "อีโบลา" คืออะไร มีต้นกำเนิดจากไหน อาการรุนแรงแค่ไหน และสายพันธุ์ล่าสุดที่กำลังระบาดอันตรายแค่ไหน รวมถึงประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดมากน้อยแค่ไหน พาไปทำความรู้จักโรคนี้ให้ชัดขึ้นในหลายแง่มุม

เชื้อไวรัสอีโบลา คืออะไร

โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เป็นกลุ่มโรคไข้เลือดออกชนิดรุนแรงที่เกิดจาก "เชื้อไวรัสอีโบลา" มักพบการระบาดมากในทวีปแอฟริกา โรคนี้เป็นโรคติดต่ออันตรายที่เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Orthoebolavirus สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรืออวัยวะของผู้ติดเชื้อ รวมถึงพื้นผิว หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ ตลอดจนการสัมผัสสัตว์ป่าที่มีเชื้อ เช่น ค้างคาว ลิง หรือสัตว์ป่าอื่น ๆ ที่เป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ โดยโรคนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 2-21 วัน และถือเป็นโรคที่มีอัตราป่วยเสียชีวิตสูง

ตั้งชื่ออีโบลา เพราะในการตรวจพบและแยกเชื้อได้ ครั้งแรกที่ริมแม่น้ำอีโบลา สาธารณรัฐ คองโก (1976) หลังจากนั้นก็มีการระบาดเป็นครั้งคราวมาโดยตลอด โดยเฉพาะในชนบท

"บุนดีบูโจ" สายพันธุ์ที่วัคซีนยังสู้ไม่ได้

"อีโบลา" ไม่ได้มีเพียงสายพันธุ์เดียว แต่เป็นกลุ่มไวรัสที่มีความแตกต่างกันทั้งในด้านความรุนแรง พื้นที่การระบาด และอัตราการเสียชีวิต โดยสายพันธุ์ที่ถูกจัดว่ารุนแรงที่สุดคือ "ซาอีร์" (Zaire ebolavirus) การระบาดครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี 2013–2016 ที่ แอฟริกาตะวันตกประเทศกินี ก่อนลุกลามไปยังเซียร์ราลีโอน มีผู้ติดเชื้อรวมเกือบ 30,000 คน และเสียชีวิตกว่า 11,000 คน การระบาดครั้งนั้นเกิดจากสายพันธุ์ซาอีร์ ซึ่งมีการเสียชีวิตสูงมากทำให้มีการพัฒนาวัคซีนนำมาใช้ในการป้องกันทำให้โรคสงบลง

ขณะที่การระบาดรอบล่าสุดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และยูกันดา มีผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อแล้วเกือบ 400 คน และเสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 100 คน โดยการตรวจยืนยันพบว่าเป็น "สายพันธุ์บุนดีบูโจ" โดยมีจุดที่ต้องขีดเส้นใต้ไว้คือ ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาโดยเฉพาะ

นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า การติดต่อที่สำคัญคือการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยหรือสัตว์รังโรค โดยเฉพาะชาวพื้นเมืองแอฟริกา ที่ยังมีวิถีชีวิตผูกพันกับสัตว์ป่า รวมถึงประเพณีการทำความสะอาดศพก่อนทำพิธี ทำให้สัมผัสได้โดยตรง

โรคอีโบลาระบาดแต่ละครั้งมักจะเกิดระบาดในชนบท เชื่อมโยงกับสัตว์ป่า การติดเชื้อในโรงพยาบาลสูง และทำให้บุคลากรทางการแพทย์เสียชีวิตจำนวนมาก เพราะความรุนแรงของโรคและเป็นการติดต่อระหว่างคนสู่คน อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของโรคเองเป็นข้อจำกัดที่ทำให้โรคไม่ระบาดออกไปในวงกว้าง ข้ามประเทศหรือทวีปได้ง่ายที่จะทำให้เกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก

ด้าน ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี (Center for Medical Genomics) อธิบายถึง อีโบลา สายพันธุ์บุนดีบูโจ ไว้ว่า เป็นอีโบลาสายพันธุ์ที่ถูกค้นพบครั้งแรกในยูกันดา เมื่อปี 2007 จากการระบาดในเขต Bundibugyo ก่อนจะถูกพบอีกในการระบาดที่ DRC ปี 2012 และกลับมาเป็นประเด็นสำคัญในปี 2026 จากการระบาดในจังหวัดอิตูริ ของ DRC รวมถึงการพบผู้ป่วยนำเข้าในยูกันดา

จุดสำคัญคือเชื้อนี้ไม่ใช่ไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์ จึงมีข้อจำกัดด้านวัคซีนและยารักษาเฉพาะมากกว่าอีโบลาสายพันธุ์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด

ไวรัสอีโบลาอยู่ในวงศ์ Filoviridae เป็นไวรัส RNA สายเดี่ยวชนิด negative-sense ที่มีรูปร่างคล้ายเส้นด้าย ปัจจุบันจัดอยู่ในสกุล Orthoebolavirus ซึ่งประกอบด้วยไวรัสหลายชนิดที่มีความใกล้เคียงกันทางจีโนม แต่แตกต่างกันในด้านพื้นที่ระบาด ความรุนแรง และประสิทธิภาพของวัคซีนที่ใช้ป้องกัน

รู้จัก "อีโบลา" ทำไมทั่วโลกยังต้องเฝ้าระวัง?

รู้จัก "อีโบลา" ทำไมทั่วโลกยังต้องเฝ้าระวัง?

ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี ยังเปรียบเทียบลักษณะสำคัญของอีโบลาแต่ละสายพันธุ์ไว้ดังนี้

1. สายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire ebolavirus) : เป็นสายพันธุ์ที่ก่อการระบาดใหญ่หลายครั้งใน DRC และแอฟริกาตะวันตก มีความรุนแรงสูง โดยในอดีตอัตราเสียชีวิตอาจสูงถึง 80–90% และมีวัคซีนที่ได้รับอนุมัติแล้ว

2. สายพันธุ์ซูดาน (Sudan virus) : พบการระบาดหลายครั้งในซูดานและยูกันดา อัตราเสียชีวิตโดยรวมประมาณ 50%

3. สายพันธุ์บุนดีบูโจ (Bundibugyo virus) : เป็นสายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับการระบาดล่าสุดในจังหวัดอิตูริ ของ DRC และผู้ป่วยนำเข้าในยูกันดา อัตราเสียชีวิตจากข้อมูลเดิมอยู่ราว 30–33% แต่ตัวเลขในการระบาดปัจจุบันยังต้องรอการยืนยันและปรับปรุงรายชื่อผู้ป่วย

4. สายพันธุ์ Taï Forest virus : พบในโกตดิวัวร์ มีรายงานผู้ติดเชื้อที่ยืนยันเพียงรายเดียวและรอดชีวิต

5. Reston virus: พบในฟิลิปปินส์และเกี่ยวข้องกับลิงและหมู ยังไม่พบว่าทำให้มนุษย์ป่วย

6. Bombali virus: พบในค้างคาวในแอฟริกา เช่น เซียร์ราลีโอน กินี และเคนยา ยังไม่มีรายงานยืนยันว่าทำให้มนุษย์ป่วย

อาการของโรค "อีโบลา"

อีโบลาเป็นโรคติดเชื้อไวรัสรุนแรงที่ติดต่อผ่าน "เลือดและสารคัดหลั่ง" ของผู้ป่วย เช่น เลือด น้ำลาย อาเจียน อุจจาระ หรือสารคัดหลั่งอื่น ๆ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การแพร่เชื้อส่วนใหญ่มักเกิดในครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยและศพผู้เสียชีวิต และไม่ได้แพร่กระจายง่ายทางอากาศแบบโรคหัดหรือโควิด-19

อาการระยะแรกมักคล้ายไข้ทั่วไป ผู้ป่วยจะมีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน และบางรายอาจเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาการอาจมีอาการรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง

ด้วยลักษณะของโรคที่ผู้ติดเชื้อมักมีอาการชัดเจน ทำให้สามารถติดตามผู้สัมผัส แยกกัก และควบคุมโรคได้ง่ายกว่าโรคติดเชื้อทางอากาศบางชนิด

ปัจจุบันการรักษายังคงเน้นการดูแลตามอาการ เช่น การให้สารน้ำ ดูแลระบบไหลเวียนโลหิต การรักษาภาวะช็อก และการป้องกันการติดเชื้ออย่างเข้มงวด ขณะเดียวกัน ปัจจุบันมียารักษาจำเพาะบางชนิดที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ โดยเฉพาะในอีโบลาบางสายพันธุ์ รวมถึงมีวัคซีนที่ถูกนำมาใช้ควบคุมการระบาดในต่างประเทศบางพื้นที่แล้ว

วงจรการเพิ่มจำนวนของไวรัสและการป้องกันเบื้องต้น

อีโบลาเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนโดยเชื่อกันว่า "ค้างคาวผลไม้" เป็นพาหะรังโรคตามธรรมชาติ วงจรชีวิตของไวรัสเริ่มต้นจากการข้ามสายพันธุ์มาสู่คน เมื่อมนุษย์ไปสัมผัสกับสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ เช่น การล่าสัตว์หรือสัมผัสเนื้อสัตว์ป่า

เมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ ไวรัสจะพุ่งเป้าไปที่เซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน มันใช้โปรตีนหนามเกาะติดและแทรกซึมเข้าสู่เซลล์เป้าหมาย จากนั้นจะใช้กลไกของเซลล์มนุษย์เป็นโรงงานผลิตไวรัสตัวใหม่จำลองตัวเองขึ้นมาจำนวนมหาศาล ก่อนจะทำลายผนังเซลล์และกระจายตัวออกไปติดเชื้อในอวัยวะอื่นๆ ทั่วร่างกาย ซึ่งนำไปสู่อาการไข้สูง ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย และเมื่อโรคลุกลาม จะเกิดอาการท้องเสีย อาเจียน และมีเลือดออกทั้งภายในและภายนอก

แม้อีโบลาจะไม่แพร่ผ่านอากาศเหมือนไข้หวัดใหญ่ แต่สามารถแพร่เชื้อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง หรือการสัมผัสสิ่งของและพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ แนวทางการป้องกันเบื้องต้น จึงเน้นที่การตัดวงจรการแพร่เชื้อ ดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือผู้ที่มีอาการไข้สูงแบบเฉียบพลัน
  • ไม่สัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยเด็ดขาด
  • หลีกเลี่ยงการประกอบพิธีศพที่ต้องสัมผัสร่างผู้เสียชีวิตด้วยมือเปล่า (ต้องอาศัยการจัดการศพอย่างปลอดภัยโดยผู้เชี่ยวชาญ)
  • หลีกเลี่ยงการบริโภคหรือสัมผัสเนื้อสัตว์ป่าและค้างคาว

ยอดเสียชีวิตจาก "อีโบลา" ระบาดพุ่งทะลุ 130 คน

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เปิดเผยว่ายอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 131 คนแล้วและมีผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้ออีกมากกว่า 513 คน สอดคล้องกับโฆษกรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกที่ระบุว่าขณะนี้มีรายงานพบผู้ติดเชื้อในพื้นที่ใหม่ๆ รวมถึงที่เมืองโกมา ทางตะวันออกของประเทศที่ยังคงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏ เอ็ม-23 ด้วย

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานอ้างเจ้าหน้าที่ของดีอาร์ คองโกว่าการระบาดในช่วงแรกเกิดขึ้นหลังจากประชาชนจำนวนมากเดินทางไปเข้าร่วมพิธีศพของผู้ป่วยที่คาดว่าอาจจะเสียชีวิตจากเชื้อไวรัสอีโบลา แต่ยังไม่มีการยืนยันในขณะนั้น โดยที่หลายคนสัมผัสกับร่างของผู้เสียชีวิตด้วย ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาระบุว่าการตรวจพบเชื้อที่ล่าช้าอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชื้อไวรัสอีโบลาแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า พบชาวอเมริกัน 1 คนมีผลตรวจเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นบวก หลังสัมผัสเชื้อระหว่างปฏิบัติงานร่วมกับกลุ่มคณะมิชชันนารีทางการแพทย์ในดีอาร์ คองโก โดยผู้ป่วยชาวอเมริกันเริ่มแสดงอาการป่วยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างอพยพไปเยอรมนีเพื่อเข้ารับการรักษา ด้านซีดีซีระบุเพิ่มเติมว่ากำลังประสานงานเพื่ออพยพชาวอเมริกันอีกอย่างน้อย 6 คนที่มีประวัติสัมผัสเชื้อ

นอกจากนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ยังออกมาตรการ ห้ามชาวต่างชาติที่เคยเดินทางไปยังประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดในช่วง 21 วันที่ผ่านมา เดินทางเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมถึง ดีอาร์ คองโก, ยูกานดา และเซาท์ ซูดาน ขณะเดียวกันย้ำว่าความเสี่ยงต่อสาธารณชนในสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และกำลังส่งเจ้าหน้าที่จากเมืองแอตแลนตาไปยังศูนย์กลางการแพร่ระบาดเพื่อช่วยรับมือ

ยูกันดายกระดับมาตรการรับมือ "อีโบลา" ระบาด

ขณะที่ทางการยูกันดายกระดับมาตรการควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในกรุงกัมปาลา หลังพบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาที่ได้รับการยืนยันแล้ว 2 คน รวมถึงผู้เสียชีวิต 1 คน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับผู้เดินทางมาจาก DRC

โฆษกกระทรวงสาธารณสุขยูกันดาระบุว่า ผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ เป็นชาวดีอาร์ คองโก ซึ่งขณะนี้ส่งร่างกลับประเทศต้นทางแล้ว ส่วนผู้ติดเชื้ออีก 1 คน เป็นญาติของผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นชาวดีอาร์ คองโกเช่นกันและอยู่ระหว่างการรักษาตัว

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูง รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ ถูกสั่งกักตัวและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยทางการย้ำว่า ยังไม่พบชาวยูกันดาติดเชื้อจากการระบาดครั้งนี้

ยูกานดาร่วมมือกับทางการ DRC ในการยกระดับมาตรการคัดกรองบริเวณด่านชายแดนอย่างเข้มงวด พร้อมสั่งเลื่อนงานเฉลิมฉลอง วันมรณสักขี (Martyrs’ Day) วันที่ 3 มิ.ย. ออกไปก่อน เนื่องจากกังวลถึงความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ เพราะวันดังกล่าวมักมีผู้แสวงบุญจากทั่วภูมิภาคเดินทางมาเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

สำหรับประเทศไทย ขณะนี้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลา แต่หน่วยงานด้านสาธารณสุขยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งระบบคัดกรอง ห้องแยกโรค และห้องปฏิบัติการ หากพบผู้ป่วยต้องสงสัยในอนาคต

WHO ประชุมใหญ่ ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาด

องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดการประชุมรัฐสมาชิกประจำปีที่นครเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์การระบาดของทั้งไวรัสฮันตาและไวรัสอีโบลา

นอกจากการรับมือโรคระบาด WHO ยังเผชิญแรงกดดันจากปัญหางบประมาณ รวมถึงความพยายามของสหรัฐฯ และอาร์เจนตินา ที่ต้องการถอนตัวจากการเป็นสมาชิก ส่งผลให้องค์กรต้องลดจำนวนภารกิจและบุคลากรบางส่วนลง

ขณะที่เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ยืนยันว่าองค์การยังมีเสถียรภาพและกำลังเดินต่อไปข้างหน้า พร้อมทั้งระบุระหว่างกล่าวเปิดประชุมว่า การแพร่ระบาดของไวรัสฮันตาและไวรัสอีโบลาในครั้งนี้เป็นเพียงวิกฤตล่าสุดที่เกิดขึ้นในโลกอันปั่นป่วน

อ้างอิงข้อมูล : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, Center for Medical Genomics, WHO, ยง ภู่วรวรรณ

พบแล้วอีก 4 ศพนักดำน้ำอิตาลีติดถ้ำน้ำลึกมัลดีฟส์ คาด "เมาไนโตรเจน" ทำหลงทิศ

19 พ.ค.ลุ้น ครม.เคาะ "ไทยช่วยไทยพลัส" วงเงิน 2 แสนล้าน

อีโบลาระบาดคองโก เสียชีวิตทะลุ 100 คน สงสัยติดเชื้อ 400 คน