กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกฟรีวีซา 60 วัน จำนวน 90 กว่าประเทศ ให้นำไปใช้หลักเกณฑ์เดิมคือ 30 วัน นอกจากจะเป็นการช่วยคัดกรองนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพแล้ว จะสามารถช่วยคัดกรองชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักในไทยเพื่อก่อปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติหรือทุนเทาได้หรือไม่นั้น
ล่าสุดวันนี้้ (20 พ.ค.2569) พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า เรื่องของความมั่นคงและเรื่องของเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ต้องดูแลควบคู่ไปด้วยกัน และหากมีปัญหาด้านใดด้านหนึ่ง เราจะต้องแก้ที่ความมั่นคงก่อน แต่เราจะต้องลงรายละเอียดให้ได้ว่าปัญหานั้นเกิดจากอะไร อย่างในกรณีนายซุน หมิงเฉิน ผู้ต้องหาชาวจีนครอบครองอาวุธสงคราม ที่ได้รับวีซาชนิดพิเศษนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการฟรีวีซา 60 วัน เพราะฉะนั้นเราควรหันมาให้ความสำคัญกับต้นทางมากกว่าการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
พล.ท.พงศกร ได้เสนอแนวทางด้านความมั่นคงว่าภาครัฐควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลเข้าเมือง โดยเฉพาะการขอข้อมูลประวัติอาชญากรรมจากประเทศต้นทาง แม้มาตรการดังกล่าวอาจไม่สามารถสกัดการลักลอบเข้าเมืองได้ทั้งหมด แต่จะช่วยลดโอกาสที่เครือข่ายอาชญากรรมจะใช้บุคคลไม่มีประวัติเสียหายเข้ามาเป็นตัวกลางดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย ทั้งนี้ หากไม่สามารถนำบุคคลหรือทีมงานเข้ามาได้ การดำเนินงานของเครือข่ายก็จะทำได้ยากขึ้น
ส่วนเรื่องของการทุจริต พล.ท.พงศกร มองว่าปัจจุบันไทยมีการใช้ระบบ KYC (Know Your Customer) หรือ กระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตน ในการตรวจสอบการทำธุรกิจภายในประเทศเพื่อช่วยตรวจสอบการฟอกเงิน รัฐสามารถนำระบบนี้มาทำควบคู่กันไปได้ สำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาในลักษณะนักลงทุน ควรมีการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ในประเทศต้นทาง รวมถึงวัตถุประสงค์ของการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างชัดเจน ขณะที่นักท่องเที่ยวระยะสั้น 5–10 วัน อาจใช้มาตรการตรวจสอบในระดับพื้นฐานได้
อย่างไรก็ตาม หากกังวลว่าการเข้มงวดมากเกินไปจะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว อาจกำหนดมาตรการแบบแบ่งระดับ เช่น ผู้ที่พักไม่เกิน 30 วัน ไม่จำเป็นต้องยื่นใบรับรองประวัติอาชญากรรม แต่หากพักเกิน 30–60 วัน ควรมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมจากประเทศต้นทาง เนื่องจากการดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายหรือธุรกิจใต้ดินมักต้องใช้ระยะเวลามากกว่าการท่องเที่ยวระยะสั้นนั่นเอง
ส่วนในกรณีวีซานักศึกษาซึ่งบางส่วนเห็นว่าวีซานักศึกษามีระยะเวลายาว มากกว่า 60 วัน หรือเป็นปี มีการนำช่องว่างของระบบไปใช้แฝงตัวทำงานหรือดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย คนกลุ่มนี้ควรต้องแสดงทั้งประวัติอาชญากรรมและที่มาของเงินทุนให้ชัดเจน โดยมองว่าแนวทางดังกล่าวไม่ต่างจากหลายประเทศที่กำหนดให้ผู้ไปศึกษาต่อต้องยื่นเอกสารตรวจสอบประวัติก่อนเข้าประเทศ
พล.ท.พงศกร มองว่าการแก้ปัญหาด้วยการลดระยะเวลาของวีซาเหมือนการแก้ปัญหาแบบกินยาแก้ปวด ที่ช่วยแก้ปัญหาได้ชั่วคราว ซึ่งยังมีปัญหามีอีกหลายด้านที่ต้องได้รับการจัดการควบคู่กันไป ซึ่งระยะเวลาของวีซา 30 วัน 60 วัน ไม่ได้มีความแตกต่างกัน
"มาตรการลดจำนวนวันวีซาลงเป็นเหมือน Event หรือการแก้ปัญหาที่ทำให้รู้สึกว่าปัญหานี้ได้แก้ไปแล้ว แต่นั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างจริงจัง พร้อมเปรียบเทียบว่าคล้ายองค์กรที่ประกาศสั่งห้ามทุจริตแต่ก็ไม่ได้ตรวจสอบต้นตอของปัญหา ทั้งระบบบัญชี เส้นทางการเงิน หรือพฤติกรรมของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง"
ทั้งนี้ต้องมีการตั้งเป้านักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่มีคุณภาพมากกว่าปริมาณ ซึ่งในขณะนี้ประเทศไทยเป็นประเทศเป้าหมายของผู้คนจากหลายภูมิภาค รัฐจึงจำเป็นต้องมีระบบคัดกรองที่เข้มงวด
ต้องดูในรายละเอียดว่าเป็นภัยกับประเทศ เป็นการสร้างการลงทุน การท่องเที่ยวจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ปัจจุบันมีชาวต่างชาติบางส่วนใช้วีซาท่องเที่ยวเข้ามาพักระยะยาว ควบคู่กับการทำธุรกิจออนไลน์หรือธุรกิจส่วนตัว เช่น งานด้าน AI หรือธุรกิจอินเทอร์เน็ต ก่อนเดินทางออกนอกประเทศและกลับเข้ามาใหม่เพื่ออยู่ต่อ จึงเสนอให้ภาครัฐพัฒนาระบบฐานข้อมูลร่วมระหว่างสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจ และกระทรวงมหาดไทย รวมถึงอาจจัดทำแอปพลิเคชันติดตามข้อมูลการเดินทางของชาวต่างชาติ เพื่อให้สามารถตรวจสอบพฤติกรรมผิดปกติและเฝ้าระวังได้มากขึ้น
พร้อมมองว่า แม้มาตรการนี้อาจกระทบการท่องเที่ยวบางส่วน แต่อย่าควรแก้ที่ปลายเหตุ ให้ต้องสกัดตั้งแต่ต้นทาง แต่ประเทศไทยควรมุ่งเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ และนักลงทุนคุณภาพ มากกว่าการเน้นจำนวนเพียงอย่างเดียว
อ่านข่าว :
รมว.ท่องเที่ยวฯ เผย ครม.ยกเลิก “ฟรีวีซา 60 วัน” กลับไปใช้เกณฑ์เดิม
ฝากขังผู้ต้องหาอุ้มชาวจีน ชงออกราชการไว้ก่อน 4 ตำรวจเอี่ยวคดี
“ท่องเที่ยวโลก”เข้าโหมด Wait & See สงครามกระทบเชื่อมั่นนักเที่ยว
