เป็นเวลาเกือบครบ 1 เดือนพอดี หลังเกิดเหตุคนร้ายพยายามบุกเข้าไปภายในงานเลี้ยงสื่อมวลชนของทำเนียบขาวที่มี ปธน.สหรัฐฯ ร่วมงานอยู่ด้วยจนเกิดความโกลาหล ล่าสุดเหตุวุ่นวายที่ด้านนอกทำเนียบขาวเมื่อวานนี้ (24 พ.ค.2569) จุดประเด็นคำถามเกี่ยวกับความรุนแรง ที่เชื่อมโยงกับการเมืองอเมริกันอีกครั้ง เหตุการณ์เมื่อวานนี้เกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่รอบทำเนียบขาวและในวอชิงตัน ดี.ซี. ยังอยู่ระหว่างการคุมเข้มความปลอดภัยจากเหตุต่าง ๆ ช่วงไม่นานมานี้
เป็นครั้งที่ 3 แล้วในระยะเวลาไม่เต็มเดือนดี ที่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นไม่ไกลจากตัวของบุคคลสำคัญในรัฐบาลอเมริกันและยังเกิดขึ้นรอบ ๆ ศูนย์กลางการบริหารงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เช่นเดียวกับสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ที่มีรายงานเหตุระทึกขวัญเกิดขึ้นประชิดริมรั้วทำเนียบขาวอีกครั้ง
เสียงปืนหลายนัดที่ดังรัวติด ๆ กัน ส่งให้ เซเลนา หวัง ผู้สื่อข่าว ABC News ที่กำลังถ่ายทำรายงานมีสีหน้าตกใจสุดขีดและตัดสินใจพุ่งตัวก้มหลบลงลงไปที่พื้นอย่างรวดเร็ว ไม่ต่างจากผู้สื่อข่าวสำนักข่าว CBS ที่ได้ยินเสียงปืนระหว่างรายงานและต้องหาที่กำบัง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าเสียงปืนดังมาจากจุดไหน ก่อนวิ่งหลบเข้าไปในอาคารตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่
เสียงปืนใกล้ทำเนียบขาว สะท้อนวิกฤตการเมืองอเมริกัน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้เมื่อวันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่นที่สหรัฐฯ มีเสียงปืนดังขึ้นช่วงประมาณ 18:00 น. ภาพนาที ซึ่งผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ระบุว่าเจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสั่งให้สื่อเก็บตัวอยู่ในห้องแถลงข่าวประมาณ 30 นาทีด้วยกัน ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังระงับเหตุด้านนอก
ในช่วงไม่ถึง 1 เดือนที่ผ่านมา เกิดเหตุยิงกันแถว ๆ ทำเนียบขาวแล้ว 2 ครั้ง ยังไม่นับรวมเหตุใหญ่ก่อนหน้านี้ที่คนร้ายพยายามบุกเข้าไปในงานเลี้ยงสื่อมวลชนของทำเนียบขาวจนทำให้ทั่ววอชิงตัน ดี.ซี. ต้องยกระดับการรักษาความปลอดภัย
หลังจากเหตุการณ์วันนั้นสัปดาห์เศษ ๆ เกิดเหตุชายคนหนึ่งจากรัฐเท็กซัสยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ทางใต้ของทำเนียบขาวแถวอนุสาวรีย์วอชิงตัน ซึ่งผู้ก่อเหตุได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะเกิดเหตุอีกครั้งช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้
เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นประชิดทำเนียบขาว โดยสื่อรายงานว่าผู้ก่อเหตุคือ นาซีร์ เบสต์ วัย 21 ปี มาจากรัฐแมริแลนด์ เขามีประวัติสุขภาพจิตและเคยป้วนเปี้ยนอยู่แถวทำเนียบขาวมาแล้วหลายครั้ง โดยเคยพยายามเสาะหาวิธีเข้าพื้นที่ กีดขวางยานพาหนะเข้าทำเนียบขาว ละเมิดพื้นที่หวงห้ามทำเนียบขาว จนศาลต้องสั่งห้ามเข้าใกล้ทำเนียบขาวมาแล้วและทำให้หน่วยอารักขาประธานาธิบดีมีประวัติของเขาอยู่แล้วด้วย
ขณะที่สื่อสังคมออนไลน์ที่ผู้ก่อเหตุใช้งาน พบว่ามีโพสต์ที่ขู่ใช้ความรุนแรงประทุษร้าย ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ กับอีกโพสต์หนึ่งที่เขาระบุว่าตนเองเป็นบุตรของพระผู้เป็นเจ้า เหตุการณ์ที่มีคนประสงค์ร้ายต่อตัวผู้นำสหรัฐฯ หรือนักการเมืองระดับหัวแถว ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่น่าสนใจในเวลานี้คือสถิติความรุนแรงทางการเมืองภาพรวมในสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มสูงขึ้น
ข้อมูลจากรายงานด้านความรุนแรงทางการเมืองที่จัดทำภายใต้โครงการวิจัย Bridging Divides Initiative มหาวิทยาลัย Princeton ชี้ให้เห็นว่าดัชนีความเสี่ยงด้านความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ สูงขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2568 ต่อเนื่องมาถึงปี 2569
เสียงปืนใกล้ทำเนียบขาว สะท้อนวิกฤตการเมืองอเมริกัน
ในปี 2568 เหตุรุนแรงทางการเมือง รวมถึงเหตุพยายามลอบสังหารบุคคลสำคัญ เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและที่สำคัญก็คือการข่มขู่คุกคามที่เกิดขึ้นตามหลังเหตุความพยายามประทุษร้ายครั้งใหญ่ ๆ ยังเพิ่มสูงขึ้นจนสะท้อนภาพที่น่ากังวลในยุคนี้
เหตุการณ์นี้เมื่อเดือน ก.ย.2568 เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ ข้อมูลจากรายงานชิ้นนี้ของ Princeton ชี้ว่าการข่มขู่เจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มขึ้นชัดเจนสูงที่สุด หลังเหตุลอบสังหารชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาอย่างอุกอาจที่รัฐยูทาห์
กลายเป็นว่านอกจากการเมืองระดับชาติแล้ว ในระดับท้องถิ่น ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้ว ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ถึงร้อยละ 75 ไม่ค่อยจะอยากเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองสำคัญ ๆ เพราะหวั่นเกรงว่าจะต้องเผชิญเหตุไม่พึงประสงค์ในรูปแบบต่าง ๆ
อีกด้านหนึ่ง รายงานของมหาวิทยาลัย Princeton ยังได้ข้อมูลจากตำรวจสภาสหรัฐฯ ที่ชี้ว่ามีการข่มขู่สมาชิกสภาคองเกรสเพิ่มขึ้นร้อยละ 58 เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคู่ไปกับความเคลื่อนไหวที่ย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้นด้วย
ส่วนข้อมูลจากฐานข้อมูล Targeted Terrorism and Violence ของศูนย์ START มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ ชี้ว่า 2 เดือนแรกของปี 2568 มีเหตุรุนแรงและก่อการร้ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567
ส่วนความเสี่ยงเกิดความรุนแรงทางการเมืองสำหรับปี 2569 นี้ ชนวนเหตุจริง ๆ แล้วต้องเริ่มนับจากเหตุยิงผู้บริสุทธิ์ในปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่รัฐมินนิโซตาเมื่อช่วงต้นปี จนนำไปสู่การเสียชีวิตของ Renee Nicole Good และ Alex Pretti รวมถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองต่าง ๆ ของผู้นำและรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดนี้ ที่จุดกระแสต่อต้านอย่างต่อเนื่อง ทั้งในและนอกประเทศ
รายงาน Bridging Divides Initiative เคยประเมินไว้ว่าปี 2568 จะเป็นตัวชี้วัดทิศทางความรุนแรงทางการเมืองต่อไปในอนาคต และเป็นไปตามคาด เมื่อปีนี้ผ่านมายังไม่ถึงครึ่งปี ยังเกิดเหตุใกล้ตัวคนสำคัญของสหรัฐฯ ถี่ขนาดนี้แล้ว สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงชาวอเมริกันที่ได้ทราบจากผลสำรวจว่าส่วนใหญ่ไม่ยอมรับความรุนแรงทางการเมืองและต้องการหาทางออกจากบรรยากาศที่คุกรุ่นอย่างในปัจจุบัน
สำหรับปีนี้ยังต้องจับตากันต่อกับอีก 5 เดือนเศษ ๆ ก่อนถึงศึกเลือกตั้งกลางเทอมต้นเดือน พ.ย.นี้ว่าจะเกิดอะไรไม่คาดฝันขึ้นอีกบ้างหรือไม่
อ่านข่าวอื่น :
ตัวแทนสลากดิจิทัล L6 รวมตัวร้องขอคืนสิทธิ์ หลังถูกตัดโควตา
"สุริยะ" ออกจาก รพ.แล้ว ร่วมงานบวช "ราเชน" หลังวูบหมดสติส่ง รพ.
ปชช.ลงทะเบียน "ไทยช่วยไทยพลัส" วันแรกคึก แห่แก้ปัญหาแน่นกรุงไทย

