วันนี้ (24 ส.ค.2569) CNN รายงานประเด็นความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและการเมืองในประเทศอิหร่านกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง ภายหลังจากวิกฤตการณ์ความตึงเครียดทางการเมือง และสงครามกับสหรัฐอเมริกาเริ่มเปลี่ยนผ่าน เข้าสู่ช่วงการปรับโครงสร้างอำนาจภายใต้การนำของฝ่ายอนุรักษ์นิยม
โดยประเด็นการบังคับสวมผ้าคลุมฮิญาบของสตรี ได้กลายเป็นชนวนความขัดแย้งสำคัญระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐบาลฝ่ายเคร่งศาสนากับประชาชนรุ่นใหม่ ในช่วงที่อิหร่านเผชิญหน้าทางทหารและภัยคุกคามจากสหรัฐฯ ทางการและกองกำลังความมั่นคงภายในได้ผ่อนผันการบังคับใช้กฎหมายแต่งกายอย่างเห็นได้ชัด
ภาพของหญิงสาวที่ไม่สวมผ้าคลุมผม ปรากฏในกิจกรรมสนับสนุนรัฐบาลและสื่อของรัฐอย่างกว้างขวาง เช่น กรณีวิดีโอของหญิงรายหนึ่งที่ไม่สวมฮิญาบและถือธงชาติอิหร่าน พร้อมระบุว่า สามีของเธอเป็นทหารและเธอภูมิใจในตัวเขา
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มนักการเมืองและผู้นำศาสนาฝ่ายอนุรักษนิยมได้เริ่มส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลกลับมากวดขันมาตรการควบคุมสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "การเปลือยในที่สาธารณะ"
โดยสื่อของรัฐได้รายงานข่าวการสั่งปิดกิจการร้านกาแฟ และร้านค้าหลายแห่งที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบแต่งกาย ซึ่งจากการสำรวจพบว่า มีการสั่งปิดร้านค้าในหลายเมืองใหญ่ รวมถึงกรุงเตหะราน เช่น เมื่อวันที่ 19 ก.ค. กลุ่มสิทธิมนุษยชน HRANA รายงานว่า ร้านกาแฟอย่างน้อย 7 แห่งถูกสั่งปิด และบัญชีโซเชียลมีเดียหลายแห่งถูกระงับ ขณะที่ จ.โคราซานใต้ มีร้านกาแฟถูกสั่งปิดถึง 10 แห่ง ด้วยข้อหาละเมิดบรรทัดฐานสังคม
การต่อสู้ทางกฎหมาย-บทลงโทษทางอาญา
นับตั้งแต่เหตุการณ์ประท้วงใหญ่ "Woman Life Freedom" เมื่อ 4 ปีก่อน ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการเสียชีวิตของ "มาห์ซา อามินี" ระหว่างถูกตำรวจศีลธรรมควบคุมตัว ปรากฏการณ์ขัดขืนกฎหมายการแต่งกายของสตรีอิหร่านยังคงขยายตัวสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีรายงานจากองค์การแอมเนสตี อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ทางการได้ใช้มาตรการรุนแรงในการปราบปรามก็ตาม
ประมวลกฎหมายอาญาอิสลามของอิหร่าน มาตรา 638 กำหนดให้การปรากฏตัวของสตรีในที่สาธารณะโดยไม่สวม "ฮิญาบตามหลักศาสนา" เป็นความผิดทางอาญา แม้จะไม่ได้ระบุขอบเขตอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ในอดีตมีการพยายามบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นพร้อมบทลงโทษและระบบสอดส่อง แต่ได้ถูกระงับไว้โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ
ความเด็ดขาดของเจ้าหน้าที่ยังสะท้อนผ่านกรณีของ "ปารัสตู อาห์มาดี" นักร้องหญิงชื่อดัง พร้อมทีมงาน 8 คน ที่ถูกศาลเมืองกอมตัดสินลงโทษจำคุกและโบย 74 ครั้ง พร้อมห้ามเดินทางออกนอกประเทศเป็นเวลา 2 ปี จากกรณีการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตผ่านยูทูบโดยเปิดเผยไหล่ และไม่สวมผ้าคลุมผม ซึ่งถูกระบุว่า เป็นความผิดฐานทำลายศีลธรรมอันดีในพื้นที่ไซเบอร์
สตรีรุ่นใหม่เปิดหน้าท้าทาย
แม้รัฐบาลจะเพิ่มมาตรการกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้หญิงอิหร่านจำนวนมากยังคงปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเปิดเผย ในโซเชียลมีเดียปรากฏวิดีโอกลุ่มสตรีวัยรุ่น ขี่รถจักรยานยนต์หรือสกู๊ตเตอร์ไปตามท้องถนนในกรุงเตหะราน ชิราซ และอิสฟาฮาน โดยสวมเพียงหมวกนิรภัยแต่ไม่สวมผ้าคลุมผม ซึ่งเป็นการละเมิดข้อห้ามทั้งเรื่องการแต่งกายและการขี่มอเตอร์ไซค์ของสตรีที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติใบอนุญาตขับขี่จากทางการ
ชาวเมืองเตหะรานวัย 60 ปี รายหนึ่ง ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่า เด็กสาวในปัจจุบันแต่งกายด้วยเสื้อเอวลอยและกางเกงขาสั้นเดินในเมืองอย่างเปิดเผย จนผ้าคลุมผมเกือบจะหมดไปจากชีวิตประจำวัน และเชื่อว่า ทางการไม่สามารถบังคับให้พวกเธอกลับไปสวมฮิญาบได้อีกต่อไป
ประเด็นฮิญาบได้สร้างความแตกแยกในหมู่ผู้นำอิหร่านเช่นกัน ขณะที่ สส. ฝ่ายอนุรักษนิยมอย่าง โมฮัมหมัด-ตากี นักดาลี ออกมาระบุว่า ความเสื่อมโทรมทางวัฒนธรรมและการแพร่กระจายของการแต่งกายไม่สุภาพจะเป็นสิ่งที่ทำลายประเทศยิ่งกว่าภัยคุกคามจากสหรัฐฯ และอิสราเอล
ตรงกันข้ามกับ ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ที่ออกมาแสดงทัศนะตั้งคำถามถึงการใช้กฎหมายบังคับประชาชน โดยระบุว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นเรื่องของวัฒนธรรมและความเชื่อ ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยการใช้อำนาจบังคับ พร้อมยกตัวอย่างถึงบุตรสาวของตนเองที่ไม่เห็นด้วยกับตนในบางเรื่องว่า ตนไม่สามารถบังคับเธอได้
เช่นเดียวกับอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โกลามอาลี จาฟาร์ซาเดห์ อิมานาบาดี ที่วิจารณ์ว่า เจ้าหน้าที่ควรเอาเวลาไปมุ่งแก้ไขปัญหาอัตราเงินเฟ้อและปากท้องของประชาชน มากกว่า การมาไล่กวาดล้างเรื่องฮิญาบในยามที่สังคมกำลังซบเซาจากภาวะสงครามและวิกฤตเศรษฐกิจ
อ่านข่าว :
กกต. เปิด 7 ข้อหาคดีฮั้ว สว. จับตา 28 ส.ค. ชี้ชะตา 229 ผู้ถูกกล่าวหา
เลื่อนภารกิจส่ง "ฉางเอ๋อ 7" สำรวจดวงจันทร์ เป็นปี 2570
หมอชายแดน หนุนเด็กผู้ลี้ภัยเข้าเรียน ชี้ "การศึกษา" ลดปัญหาสังคมระยะยาว
