วันนี้ (27 พ.ค.2569) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาจำคุก 3 ปี อดีต ป.ป.ช. 2 คน คือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ คดีไม่เปิดเผยข้อมูลนาฬิกาหรู "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ"
จุดเริ่มต้นของคดีนี้ มาจากการร่วมถ่ายภาพหมู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาล คสช.เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2560 พล.อ.ประวิตร ยกมือขึ้นบังแสงแดด แต่ปรากฏภาพนาฬิกาหรูยืมเพื่อน มูลค่าประมาณ 3.6 ล้านบาท และแหวนเพชรแม่ ซึ่งถูกตั้งคำถาม เนื่องจากไม่ปรากฏในรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.
ไม่ได้มีเพียงนาฬิกายืมเพื่อนเท่านั้น สื่อมวลชนและคนทั่วไป ยังขุดคุ้ยไปถึงการออกงานของ พล.อ.ประวิตร ในวาระต่าง ๆ พบว่าสวมใส่นาฬิกาหรูอีกไม่น้อยกว่า 20 เรือน โดย ป.ป.ช.ให้ พล.อ.ประวิตร ชี้แจงภายใน 30 วัน
26 ธ.ค.2561 ป.ป.ช.ประชุมและมีมติ "ตีตกข้อกล่าวหา ยุติคดี" โดยระบุว่า ไม่ชี้มูลความผิด พล.อ.ประวิตร ด้วยเหตุผลว่านาฬิกาหรูส่วนใหญ่ เป็นของเพื่อนนักธุรกิจที่เสียชีวิตไปแล้ว จึงไม่ถือเป็นทรัพย์สินที่ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน แต่มีบางกรณีเกี่ยวกับแหวนเพชร ที่เข้าข่ายรับทรัพย์สินเกิน 3,000 บาท ป.ป.ช.เห็นว่าไม่ถึงขั้นผิดร้ายแรง
แม้ ป.ป.ช.สิ้นสุดการตรวจสอบ แต่สำหรับ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชัน และสำนักข่าวออนไลน์ เห็นว่า ทรัพย์สินที่ยังกังขาที่มาที่ไป ยังไม่ควรจบง่าย ๆ จึงใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ยื่นคำร้องขอเอกสาร เพื่อดูว่า ป.ป.ช.ตรวจสอบอย่างไร ใครให้ข้อมูล และมีเหตุผลใดยุติคดี
ไม่ว่าจะยื่นคำร้องอย่างไร ประเด็นสำคัญ คือ ป.ป.ช. ไม่เปิดเผยเอกสารทั้งหมด อ้างเรื่องข้อมูลภายในและการคุ้มครองพยาน
นายพงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ อดีตผู้สื่อข่าวประจำ ป.ป.ช. ขณะเป็นบรรณาธิการอาวุโสของสำนักข่าวออนไลน์ The MATTER ตัดสินใจยื่นฟ้อง ป.ป.ช.เพื่อทวงถามข้อมูลนาฬิกา พล.อ.ประวิตร
พงศ์พิพัฒน์ ระบุว่า เขาใช้สิทธิภายใต้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 ยื่นขอข้อมูลเกี่ยวกับนาฬิกา 6 รายการต่อ ป.ป.ช. เมื่อปี 2561 ผ่านไปถึง 6 เดือน ป.ป.ช.ให้เอกสารมา 2 รายการ หนึ่งในนั้น คือมติของ ป.ป.ช.ไม่รับไต่สวน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งของเอกสารนั้น คือกระดาษเปล่า
เขาจึงยื่นอุทธรณ์ไปที่กรรมการวินิจฉัย เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวฉ.) ตามกลไกทางกฎหมาย ซึ่ง กวฉ.มีคำสั่งให้ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูล แต่ ป.ป.ช.ก็ยังไม่เปิด อ้างว่ามีกฎหมายที่ ป.ป.ช.เปิดไม่ได้ จึงใช้กระบวนการทางกฎหมาย ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง โดยทราบขณะนั้นว่านายวีระก็ดำเนินการคู่ขนานในคดีเดียวกัน
ต่อมาวันที่ 21 เม.ย.2566 ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลภายใน 15 วัน
แต่เอกสารที่นายวีระได้รับ พบมีการ "คาดดำ" ปิดทับเนื้อหาสำคัญหลายจุด รวมถึงบางหน้าอ่านแทบไม่ได้ จนนายวีระเห็นว่า เป็นการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอย่างแท้จริง
คดีนี้ต่อสู้กันมาถึงปี 2567 ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งปรับ สำนักงาน ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. รวม 10,000 บาท ฐานไม่เปิดเผยข้อมูลตามคำพิพากษา
จากนั้นนายวีระ ยื่นฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่รวม 12 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ในข้อกล่าวหาร่วมกันปกปิดข้อมูล ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาล เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จนเป็นที่มาของคำพิพากของศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบภาค 1 ที่พิพากษาจำคุก 3 ปี อดีต ป.ป.ช. 2 คน ในวันนี้ (2 พ.ค.)
อ่านข่าว :
ทีมสัตวแพทย์รักษา "พลายสาริกา" บาดเจ็บเท้าหน้าซ้าย
กกต.เปิดสีบัตร “เขียว-ชมพู” เลือกตั้ง กทม.-พัทยา 28 มิ.ย.นี้
ศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี อดีต 2 ป.ป.ช. ปกปิดข้อมูลนาฬิกา "ประวิตร"










