วันนี้ (4 มิ.ย.2569) นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในที่ประชุมรัฐสภาเพื่อสนับสนุนญัตติขอจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณตาม พ.ร.ก. กู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่าการใช้อำนาจออก พ.ร.ก. ในครั้งนี้มีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด
เนื่องจากปัจจุบันเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นผู้วินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก. ดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่
นายกรณ์ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยพิจารณากรณี พ.ร.ก.กู้เงินมาแล้ว 2 ครั้งในอดีต คือในปี 2552 และปี 2555 ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2550 ขณะที่การพิจารณาครั้งนี้จะอาศัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2560 ม.172 ซึ่งกำหนดชัดเจนว่า การออก พ.ร.ก. สามารถกระทำได้เฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ หรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และต้องเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ประเด็นสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญเสมอคือ รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหาด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินนั้นเป็นมาตรการที่จำเป็นเร่งด่วนและไม่สามารถใช้วิธีการอื่นทดแทนได้
อย่างไรก็ตาม นายกรณ์แสดงความเห็นว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจในระดับที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ แม้เศรษฐกิจอาจไม่ได้ขยายตัวในระดับที่น่าพอใจ แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าวิกฤต โดยอ้างอิงตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายด้านประกอบการวิเคราะห์
เขาระบุว่า รายงานการจัดเก็บรายได้ภาครัฐในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ ซึ่งครอบคลุมช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตสงครามในต่างประเทศด้วยนั้น พบว่ารัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้สูงกว่าเป้าหมายกว่า 31,000 ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนเมษายนอยู่ที่เกือบ 300,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนว่าสถานะทางการคลังของประเทศยังมีความมั่นคง
นอกจากนี้ ระดับหนี้สาธารณะยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เพิ่งประกาศตัวเลข GDP ว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.8 สูงกว่าที่หลายหน่วยงานคาดการณ์ไว้ แม้อาจไม่ใช่อัตราการเติบโตที่สูงมาก แต่ก็ไม่ใช่ตัวเลขที่สะท้อนถึงภาวะวิกฤต
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 22 พ.ค. ระบุว่าไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับประมาณ 10 ล้านล้านบาท ถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีทุนสำรองสูงที่สุดของโลก
นายกรณ์จึงมองว่า เมื่อพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว ประเทศไทยยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะอ้างภาวะวิกฤตหรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับการออก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้
พร้อมเสนอว่าหากรัฐบาลมีความกังวลต่อปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ก็ควรเลือกใช้มาตรการอื่นที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากกว่า เช่น การลดราคาน้ำมัน การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือการลดต้นทุนด้านพลังงานและค่าไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระหนี้สาธารณะ
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังเตือนว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน เป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว หากรัฐบาลในอนาคตสามารถอ้างภาวะเศรษฐกิจทั่วไปเป็นเหตุในการออก พ.ร.ก. ได้โดยง่าย จะทำให้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ม.172 รวมถึงกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐหมดความหมาย และอาจเปิดทางให้มีการก่อหนี้เกินความจำเป็นในอนาคต
อาจมีผู้มองว่ารัฐบาลกำลังเผชิญวิกฤติค่าครองชีพ แต่การนำเรื่องดังกล่าวมาใช้เป็นเหตุผลในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ถือเป็นการตีความที่เกินขอบเขต การเมืองอาจใช้วาทกรรมได้ แต่การคลังไม่ใช่ของเล่น
หากมีวิธีอื่นที่ช่วยประชาชนได้โดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม ก็ควรเลือกใช้วิธีนั้น เพราะการกู้เงินเพิ่มหมายถึงภาระหนี้ของประเทศที่สูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว นายกรณ์กล่าวปิดท้าย
อ่านข่าวอื่น :
"ภราดร" ยันถอนชื่อแก้ รธน. ไม่กระทบสัมพันธ์ "ภูมิใจไทย-เพื่อไทย"
หยุดยิง! อิสราเอล-เลบานอน เงื่อนไขเหล็ก "เฮซบอลลาห์" ปลดอาวุธ-ถอนกำลัง

